บทที่ 1 บทนำ
ขีดสีแดงสองขีดที่ขึ้นในที่ตรวจครรภ์นั่น เป็นสิ่งที่มนพัทธ์ระแวงมาตลอดในระยะนี้ เรื่องมันน้ำเน่าก็ตรงที่พ่อของเด็ก อีกไม่กี่วันเขาก็คงกำลังจะหมั้น และเธอก็เพิ่งเรียนจบได้ไม่ถึงเดือน และเน่ายิ่งกว่านั้นก็คือว่าที่คู่หมั้นของเขาเป็นพี่สาวของเธอ
แล้วเธอคือน้องสาว น้องสาวที่นอนกับว่าที่คู่หมั้นของพี่สาว!
มนพัทธ์ยืนแทบจะไม่ไหว เธอเซไปสองสามก้าวเลยทีเดียว และต้องใช้อ่างล้างหน้าเป็นที่จับยึด แม้ไม่มีอาการอะไรบ่งบอกว่าเธอแพ้ท้องแต่มันจะปิดบังได้นานแค่ไหน อีกหน่อยท้องเธอก็คงจะโตขึ้น อีกหน่อย... ก็คงต้องมีคนถามหาพ่อของเด็กคนนี้
เธอไม่ใช่คนดีถึงขนาดว่าจะยอมปิดปากเงียบไม่บอกใคร ถ้าหากว่าเขา... จะยอมรับว่าเด็กคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข
เธอเป็นเด็กสาวใจแตกตอนอายุยังไม่ถึงสิบแปดปีดีด้วยซ้ำ ยอมเพื่อความสะใจถึงขนาดแอบขึ้นไปอ่อยเขาถึงห้องนอน กะยั่วจนคุณหนูเคร่งศีลของบ้านนี้ให้ตบะแตกจะได้อัดคลิปไว้ คิดว่าเปลืองตัวนิดหน่อยแต่คงไม่เสียซิง เพราะตัวเองเรียนคาราเต้จนได้สายดำ ทะนงว่าปกป้องตัวเองได้จนลืมไปว่าเขาเป็นผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิง แต่แผนล่มเพราะเขาไม่เล่นด้วย ก็เลยต้องแอบใส่ยานอนหลับเพื่อจะได้ไปโผล่บนเตียงของเขา แล้วก็ดันผิดแผนตรงที่ยาที่เธอได้มาไม่ได้ใช้ แล้วเธอก็ดันยั่วได้ดีเกิน เขาถึงตบะแตกยอมขึ้นเตียงกับเธอ
จากนั้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอใช้เรื่องนั้นข่มขู่เขา และครั้งสุดท้ายดันพลาด เมื่อพี่สาวเธอตั้งเป้าหมายจะไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วสองคนนี้ก็จะไปด้วยกัน แน่นอน... น้ำมันใกล้ไฟขนาดนั้นขืนปล่อยไปก็ไม่เหลือ ดังนั้นเธอจึงขึ้นไปหาเขาที่ห้องอีกครั้งเพื่อขู่จะแฉและ... เรื่องมันไปจบที่เตียงได้ยังไงไม่รู้
แล้วสุดท้ายเธอก็ป่อง
หญิงสาวถอนหายใจอย่างปลงตก ยอมรับสภาพว่าที่ ‘อ่อย’ เขานั่นก็เพราะต้องการเอาชนะ นอกจากพ่อที่ทิ้งแม่กับเธอไปก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นลูกของเขา เธอเป็นแค่หลานแม่บ้านของบ้านหลังนี้ ยากจน ป้ารับมาเลี้ยงดู ได้คุณท่านของบ้านอุปการะส่งเสียเลี้ยงดูให้เล่าเรียน แล้วสุดท้าย... ตามสูตร เธอก็กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา
เธอก็แค่อยากเอาคืน อยากสะใจ แล้ว... เฮ้อ กรรมมันยิ่งกว่าติดจรวดเสียอีก
แล้วจะทำยังไงต่อไป ป้าเธอคงได้อกแตกตาย หน้าตาเธอไม่เท่าไหร่เพราะมันไม่มีอะไรให้คิดถึง แต่ป้าของเธอนี่สิ ใครจะมองยังไงก็คงมองเหมือนที่แล้วมา สุดท้ายมันก็เหมือนแม่ ร่านจนท้องไม่มีพ่อ แล้วป้าเธอจะเสียใจมากแค่ไหน ยิ่งปีนี้ป้าเธอป่วยออดๆ แอดๆ อายุก็เยอะ
มนพัทธ์ทรุดลงนั่งกับพื้นห้องน้ำ มือสองข้างยกขึ้นกุมขมับ
ต่อไปจะทำอย่างไรดี อยู่ต่อ หรือไป ยอมรับว่าแพ้แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่
หญิงสาวหลับตาลงทอดถอนใจ
“มู่ มู่ลูกอยู่ในนั้นหรือเปล่าลูก”
มนพัทธ์สะดุ้งสุดตัว และเหงื่อแตกซิก ด้วยมีชนักปักหลังทำให้ระแวงอยู่ตลอด หญิงสาวพรวดพราดลุกขึ้นยืนและหน้ามืดไปเล็กน้อย โชคดีที่คว้าอ่างล้างหน้าไว้ได้
“จ้ะ จ้ะป้าหม่อน มู่เข้าห้องน้ำมีอะไรจ๊ะ”
“คุณท่านเรียกแน่ะ รีบเข้านะลูกอย่าให้ท่านรอนาน”
“จ้ะ...จ้า” หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ สีหน้าเธอที่สะท้อนในกระจกนั้นดูไม่จืดเลยทีเดียว ‘คุณท่าน’ เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ และช่วยส่งเสียให้เธอเรียนจนจบ แม้ระยะนี้เธอจะไม่ได้รับใช้ท่านเท่าไหร่นัก แต่มนพัทธ์ก็กลัวว่าท่านจะระแคะระคายอะไรเข้า
แล้วถ้าท่านรู้อะไรจะเกิด... ท่านเกลียดเธอ ฟาดเงินใส่หัวเธอแล้วไล่ไปไกลๆ หรือจะให้เขารับผิดชอบ
โอ๊ย! แค่คิดเบาะๆ ก็ดราม่าเต็มขั้นแล้ว!
“ตายแน่ๆ เลยมู่ทู่เอ๊ย!” มนพัทธ์แทบจะทึ้งผมตัวเอง “งานงอก งานงอกจริงๆ เลย!”
แม้จะบ่นแต่มนพัทธ์ก็ต้องรีบ เธอตั้งสติบอกตัวเองอย่าเพิ่งบ้าไปตอนนี้ เรียนผูกแล้วก็ต้องรู้จักเรียนแก้ หญิงสาวหายใจเข้าลึก และผ่อนออกมาช้าๆ บอกตัวเองท่องพุทธ-โธเข้าไว้จากนั้นก็เปิดประตูห้องน้ำออกไป และที่ห้องรับแขกเล็กๆ ของบ้าน เธอก็เจอเด็กสาวผิวขาวยืนยิ้มยิงฟันส่งมาให้
“อ้าวพี่มู่หน้าซี้ดซีด”
แอ้ม อายุน้อยกว่าเธอหลายปี หล่อนเป็นเด็กต่างจังหวัดมาทำงานเป็นคนใช้ที่บ้านหลังนี้ได้สองปีแล้ว
“ท้องเสียน่ะ สงสัยส้มตำปูแอ้มอะทำพิษ”
เด็กสาวหัวเราะคิก “โหย แอ้มเข้าห้องน้ำได้มะเนี่ยกลัวกลิ่น”
“อื้อ” อารมณ์นี้มนพัทธ์ไม่มีกะใจจะรื่นเริงอีกแล้ว “แล้วทำไมถึงได้มาเข้าห้องน้ำป้าเนี่ย”
บ้านหลังเล็กนี้ป้าเธอได้อภิสิทธิ์พักอยู่ตามลำพัง เมื่อมีเธอก็พ่วงเธอมาด้วย ขณะที่คนใช้คนอื่นถ้าไม่ไป-กลับก็จะพักที่เรือนเล็กอีกหลังที่แบ่งซอยเป็นห้องๆ แต่ก็ไม่ห่างกันนัก
“ห้องน้ำเสียชักโครกมันกดไม่ลง เหลือห้องน้ำห้องเดียวพี่นิดก็เข้า แอ้มเลยขอป้าหม่อนมาเข้านี่แหละ”
“อื้อ พี่ไปนะ คุณท่านเรียกเดี๋ยวนานท่านจะว่า”
“จ้า” แอ้มยิ้มและมองตามหลานคุณแม่บ้านที่เดินจากไป เธอผลักประตูห้องน้ำเข้าไป กดเปิดไฟและปิดประตูลง พอทำธุระเสร็จก็กะจะล้างมือแต่... ไอ้เจ้าเครื่องที่มีขีดสีแดงสองขีดทำให้ต้องชะงัก
คิ้วแอ้มขมวดแล้วขมวดอีก เธอหรี่ตามองหาในถังขยะและพบกล่อง ก่อนหยิบขึ้นมาอ่าน แอ้มหูตาแทบแหกหลังอ่านและพบว่า...
มันคือที่ตรวจครรภ์!
เด็กสาวผงะไป จากนั้นเธอก็คว้าหมับ มืออีกข้างเปิดประตู พอดันตัวออกมาได้แอ้มก็วิ่งหน้าตั้ง ด้วยความที่ได้รับฉายาฆ้องปากแตก แอ้มก็ตะโกนหน้าตาตื่นตั้งแต่ก้าวพ้นประตูบ้านหลังเล็ก
“ป้าหม่อน ป้าหม่อน ไอ้สองขีดนี่มันของป้าหม่อนม้าย-ย-ย-ย”
หม่อนไหมนั่งพับเพียบยกชายเสื้อขึ้นซับน้ำตา หล่อนตัวเตี้ยรูปร่างอวบตามวัย ผมเริ่มมีสีขาวแซมก็มัดรวบง่ายๆ ข้างๆ คือมนพัทธ์ที่ตีหน้าไม่ถูก หน้าคนเป็นหลานซีดยิ่งกว่ากระดาษขณะถือไอ้สองขีดที่แอ้มว่าไว้ในมือ บนโซฟาคือคุณท่าน และ... ตัวการทำให้เด็กเกิดมา ที่นั่งนิ่งตีหน้าเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สา
คุณท่านชื่อพักตร์พิไลอายุมากกว่าป้าเธอที่ตอนนี้ห้าสิบสามไปสองสามปีแต่ยังสวยพริ้ง รูปร่างดีและแต่งตัวดี จนทำให้ดูเด็กลงไปกว่าห้าปี ส่วนเขาเป็น (ไอ้) คุณหมอขาวแต่ไม่ตี๋ ตาสองชั้น ดั้งโด่ง คิ้วเข้ม หน้าหล่อ ดูคล้ายหนุ่มญี่ปุ่น เขาชื่อสรัช นามสกุลตระกูลนี้ดังเปรี้ยงแถมยังเป็นตระกูลเก่าแก่ รชานนท์
พักตร์พิไล รชานนท์ สมรสกับคุณชายจตุรภัทร รชานนท์ ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือ หม่อมหลวงสรัช รชานนท์ หรือคุณรัช รชานนท์
เขาอายุยี่สิบเก้าปีแล้ว เป็นคุณหมออยู่ในโรงพยาบาลของตระกูล แล้วก็มีแพลนจะหมั้นจะแต่งงานก่อนไปเรียนต่อเฉพาะทางที่อเมริกาพร้อมกับว่าที่ภรรยา ซึ่งก็คือ... พี่สาวเธอ
“ยังไงกันมู่ อธิบายหน่อยสิถึงไอ้ที่เธอถืออยู่นั่นน่ะ”
มนพัทธ์อยากหัวเราะ แล้วก็อยากร้องไห้... วันวินาศสำหรับเธอโดยแท้
“ก็” หญิงสาวยิ้มแหย “ที่ตรวจการตั้งครรภ์ค่ะคุณท่าน”
พัดในมือพักตร์พิไลสั่นไปหมด “ฉันรู้ย่ะ! แต่ที่ถามน่ะใครเป็นพ่อเด็ก!!”
“เอ่อ” หญิงสาวแทบไม่เหลียวมองตัวการ แต่เปลี่ยนมามองผู้เป็นป้าที่ร้องไห้หนักขึ้น แล้วสะดุ้งอีกรอบเพราะ...
“เอ้า! ยังไง แล้วนั่นแม่หม่อนจะร้องไห้ทำอะไรยะ กระซิกๆ อยู่นั่นฉันละรำคาญ หล่อนท้องหรือไงกัน!!”
แม่หม่อนยิ่งปล่อยโฮ มนพัทธ์ยิ่งกลืนน้ำลายลงคอลำบากกว่าเดิม เธออยากยกมือขึ้นเกาหัวแต่ติดสายตาเขียวๆ ของคุณท่านที่มองมา เด็กในอุปการะดีแตก... คุณท่านคงดีใจละ
“มู่!”
“ขา!!”
“ยังจะมาขาอีก ฉันถาม! ใครเป็นพ่อเด็ก!!”
เขายังนั่งทื่อเป็นตอไม้ไม่รู้ไม่ชี้ มนพัทธ์กัดฟันสูดลมหายใจเข้าลึก
“คะ--”
“อะไรแอ้มมาทำลับๆ ล่อๆ” เสียงดุๆ ของพักตร์พิไลทำให้ความกล้าของมนพัทธ์ปลิวหายวับ แอ้มรีบเดินเข้ามา พอถึงพื้นพรมก็ก้มลงคลานกระดุบกระดับอย่างที่หม่อนไหมค่อนว่าม้าดีดกะโหลก “เอาพูดไปมีอะไร” คุณท่านยกพัดขึ้นกระพืออย่างอารมณ์เสียขั้นสุด
แอ้มยิ้มแห้ง “เอ่อ พี่ภณมาหาพี่มู่ค่ะคุณท่าน”
ชั่ววินาที มนพัทธ์เห็นทางด่วนสำหรับเธอทันควัน
พักตร์พิไลโบกพัดไล่ “ไปบอกว่าพี่มู่ของเธอ--”
“ภณค่ะคุณท่าน พี่ภณเป็นพ่อของลูกมู่!”
คำประกาศนั่นไม่เพียงแต่หยุดเสียงร้องกระซิกของหม่อนไหม แต่ยังดึงความสนใจมาจากสรัชได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มมองมนพัทธ์แทบไม่กะพริบ ดวงตาสีสนิมนั่นถ้าไม่ได้คิดไปเองมนพัทธ์เห็นว่ามีกองไฟเล็กๆ ในนั้น แต่เชื่อเถอะ ร้อยทั้งร้อยเธอมองผิด อีตาหมอเลือดเย็นนี่ไม่เคยมีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น!
“ถ้าจะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อย เพื่อนเธอเป็นเกย์”
มนพัทธ์อยากแช่งชักหักกระดูกเขาเต็มแก่ นี่เธออุตส่าห์ไม่พาดพิงถึงเขาแล้วนะ!
“โถ คุณรัชคะ คุณรัชจะรู้อะไร คนดีๆ อย่างคุณรัชไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเกย์ก็เป็นผู้ชาย!” เธอกัดฟันพูด ครั้นมองไปที่คุณท่านก็ทำหน้าตาน่าสงสาร “เรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะคุณท่าน พี่ภณน่ะต้องจำใจแอ๊บ... เอ่อ เกย์ค่ะ ไม่งั้นก็คงไม่ดังเหมือนทุกวันนี้ คุณท่านเคยได้ยินไหมคะ แมนแมนไม่ดัง อยากปังต้องเปิดตัว”
แอ้มสะกิดมนพัทธ์ “นั่นมันสโลแกนละครนี่พี่”
“เงียบไปเลย เรายังต้องสะสางกันอีกนะ!” แอ้มหุบปากสนิทหลังได้ยินเสียงกระซิบลอดไรฟัน
“เราคบกันนานแล้วค่ะ ตั้งแต่เรียนด้วยซ้ำ เราจริงใจต่อกันจริงๆ นะคะ นี่ที่พี่ภณมาก็เพื่อจะบอกเรื่องของเรานี่ละค่ะ”
พักตร์พิไลดูจะพอใจขึ้นมาแต่ไม่มาก ส่วนหม่อนไหมช้อนตาแดงๆ มองเจ้าของบ้าน
“เอาละๆ ไปคุยกันก่อน แล้วจะเอายังไงก็พาเข้ามาคุยกับฉันหน่อย นายภณนั่นจะรับผิดชอบอะไรยังไงก็จะได้พูดกันให้รู้เรื่อง ขืนช้าไปท้องโตขึ้นมามันจะเสียหน้ากันไปมากกว่านี้ นี่ละน้า ทำอะไรไม่คิด ทำไมไม่รู้จักป้องกัน โตกันจนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว...” พักตร์พิไลยังบ่นต่อแต่ก็โบกพัดไล่ มนพัทธ์รีบคลานถอยหลัง ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วแทบจะวิ่งพรวดออกไปจากห้อง แอ้มจะตามไปแต่ถูกสรัชเรียกไว้ พอสั่งความเสร็จก็ลุกแล่นตามไปติดๆ คงเหลือแค่เจ้าของบ้าน ลูกชาย และคุณแม่บ้านเท่านั้น
สรัชมองตามคนท้องที่วิ่งแน่บเผ่นป่าราบออกไปแล้วได้แต่ทอดถอนใจ
“คุณแม่ครับ”
พักตร์พิไลเหลียวมองลูกชาย แต่ปากยังพูดต่อ
“แม่หม่อนหยุดร้องไห้เสียที ร้องไปไอ้ที่เสียไปแล้วก็ไม่ได้คืนมาหรอก”
“ก็ดูมันทำสิคะคุณท่าน เลี้ยงมันมาหวังไม่ให้ใครตราหน้าว่าร่าน ดูมันทำสิคะ”
“คุณแม่ครับ--”
“หยุด!” พักตร์พิไลชี้พัดไปทางลูกชาย แต่ตามองหม่อนไหม ปากก็พูด “แม่หม่อน ยายมู่ลี่ไม่ได้มีหลายผัว” เธอชี้พัดไปทางประตูห้องรับแขก “โน่นแน่ะเขาก็มารับผิดชอบ ยายมู่ก็บอกแล้วไงว่าคบกันมาหลายปี เด็กสมัยนี้มันก็แบบนี้แหละ จะให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเหมือนสมัยก่อนได้ยังไงยะ อีกอย่างนะ ยายมู่ไม่ได้เป็นผ้าพับไว้ ตอนกลางคืนคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง ว่ามันกลับบ้านตีหนึ่งเที่ยงคืนเพราะไปดิ้นเป็นลูกน้ำยุงลายอยู่ที่ผับ ฉันไม่เคยหวังหรอกว่ามันจะเก็บซิงไว้วันแต่งงาน แต่ที่ไอ้โมโหคือตอนทำน่ะรู้จักทำ แต่ทำไมไม่รู้จักป้องกัน ดีนะเรียนจบแล้ว ถ้ายังเรียนไม่จบต้องดร็อปเรียนมาเลี้ยงลูกอีก แล้วจะเอาอะไรกิน!”
หม่อนไหมชะงัก แต่ยังสะอื้นกระซิกใช้ชายเสื้อขึ้นซับน้ำตา พักตร์พิไลเห็นแล้วก็กลอกตา
“โอ๊ยลำไยจริงหล่อน!” จากนั้นก็หันมามองลูกชาย “เอ้าว่าไงคะลูก เรียกคุณแม่-คุณแม่อยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดมา หรือถ้าจะไปข้างนอกก็ไม่ต้องขออนุญาตแม่หรอก เราน่ะโตแล้วแม่ไม่ห่วง ส่วนเรื่องยายมู่เดี๋ยวแม่จัดการเองได้ นั่นเจ้าตัวคนรับผิดชอบเขาก็มาถึงที่แล้ว เรื่องแค่นี้สิวๆ เดี๋ยวแม่จัดการเอง”
สรัชยิ้มบางๆ เหมือนทุกที
“นายภณนั่นไม่ใช่พ่อเด็กหรอกครับ”
พักตร์พิไลเลิกคิ้วขึ้น
“มู่ลี่ท้องกับผมครับ”
สิ้นเสียงหม่อนไหมสูดลมหายใจเข้าและยกมือทาบอกนิ่งไป ตาเบิกโต พักตร์พิไลเรอเอิ้กและเป็นลมพับไปกับโซฟา สรัชถอนหายใจขณะร้องเรียกคนและเข้าไปปฐมพยาบาลมารดา แต่หม่อนไหมยังคงตัวแข็งเป็นหุ่น เขาจึงเอ่ยอีกรอบเพื่อเรียกสติอีกฝ่ายกลับมา
“คุณน้าครับ หายใจได้แล้ว”
