บทที่ 10 2/3
“ผมว่านะครับ มู่ ถ้ามู่คิดจะเข้าหาผมเพราะเงินคงไม่เผ่นไปแบบนี้” หมอหนุ่มขมวดคิ้ว “หรือถ้าจะบอกว่ารักก็ยิ่งไม่ใช่ ยิ่งจะบอกว่าเป็นนิสัยก็แล้วใหญ่ เพราะนอกจากผม มู่ไม่เคยมีอะไรกับใคร”
“ก็นั่นน่ะสิ ยายมู่ออกจะหวงตัวนะ เห็นเที่ยวไปแร่ดๆ ข้างนอกดึกๆ ดื่นๆ แบบนั้นไม่เคยมีเรื่องเสียหาย” ตรงนี้พักตร์พิไลยกมือขึ้นป้องปากกระซิบ “ตอนนั้นแม่หม่อนบ่นจนแม่หูชาน่ะว่าอนุญาตทำไม บ่นอยู่นั่นว่าห่วงหลานๆ แม่ถึงได้ให้คนแอบตามถ่ายคลิปมาให้ป้าเขาดู จะได้เลิกบ่นให้แม่รู้สึกผิด เห็นแบบนี้นะกับรัชก็เถอะ อย่าคิดว่าแม่หม่อนเลี้ยงรัชมากับมือแล้วเรื่องนี้จะหยวนๆ ไปนะ ปากเขาน่ะบอกว่าไม่เป็นไรๆ แต่ใจคงอยากเอาสากฟาดหัวรัชแล้วมั้ง แอบไปเจาะไข่แดงหลานสาวสุดที่รักจนท้องน่ะ”
สรัชยิ้มมุมปาก “ถ้าวันนี้ผมท้องเสียก็ถือว่าใช่ล่ะครับ”
พักตร์พิไลแกล้งมองดุๆ แต่สุดท้ายก็หัวเราะ
สองแม่ลูกเงียบไปพัก ผู้เป็นแม่ก็สั่งการ
“เอาอย่างนี้ รัชไปคุยกับทนายเก่งนะ ให้เขาช่วยสืบประวัติยายมู่มาให้ที” พักตร์พิไลตัดบทเพราะรำคาญ “แม่ไม่อยากถามแม่หม่อน ขานั้นดราม่าได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องน้องสาวกับเรื่องพ่อยายมู่ พูดสองเรื่องนี้ทีไรไม่เคยได้รู้เรื่องสักที บอกเขาไวๆ หน่อย อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าพ่อยายมู่เป็นใคร วันแต่งงานยังไงเจ้าสาวก็ควรมีพ่อมีแม่”
คุณหมอหนุ่มรับคำ จากนั้นก็ลุกขึ้นไปนั่งคุกเข่าข้างมารดา สรัชยกมือขึ้นพนมแทบอก
“ผมขอโทษนะครับที่ใจเร็วด่วนได้ ทำให้คุณแม่เสียใจ”
เขากราบลงกับตักมารดา พักตร์พิไลวางมือบนศีรษะบุตรชาย
“ทำไงได้เรื่องมันผ่านไปแล้ว เอ้อแล้วเราน่ะก็อย่าลืมหาพวงมาลัยสวยๆ สักพวงไปกราบขอโทษแม่หม่อนด้วยนะ ถึงไม่ใช่ความผิดของรัชฝ่ายเดียว แต่ก็ต้องขอโทษ แม่หม่อนเป็นผู้ใหญ่ ไอ้เราทำอย่างนี้ก็เท่ากับไปเหยียบหัวใจเขา”
สรัชเงยหน้าขึ้นมองมารดาและยิ้มอ่อนโยนจนเหมือนกับเด็กชายสรัชในวันวาน
“อย่ามาทำยิ้มย่ะ” พักตร์พิไลแสร้งว่า “อย่าคิดว่าแม่รู้ไม่ทัน พอเห็นเด็กมันเรียนจบเลยรวบหัวรวบหางล่ะสิ!”
“ขุ่นแม้!” มนพัทธ์ได้แต่กระซิบ ทั้งๆ ที่อยากกรี๊ดออกมาดังๆ ให้ลั่นห้อง “มู่จะถูกจับแต่งงานแล้ว ฮือ คุณท่านกับอีตาหมอหื่นนั่นคุยกันเรื่องแต่งงานแล้ว มู่จะทำยังไงดี มู่ไม่เป็นเมียอีคุณรัชนะ ไม่เป็นเด็ดขาด!”
มีเสียงถอนหายใจมาตามสาย
“ขุ่นลูกขา ไม่เป็นก็เป็นไปแล้วแหละค่ะตอนนี้ ลอยตุ๊บป่องอยู่ในท้องนั่นไงหลักฐาน”
มนพัทธ์ถอนใจบ้างรู้สึกว่าหมดแรงขึ้นมาทันใด “ทำไมบ้านนี้เขาต้องมีความรับผิดชอบสูงด้วยนะ”
“เอ้า! ขุ่นลู้ก-ก-ก มีความรับผิดชอบสิดี อยากเจอพวกฟันแล้วทิ้งหรือไงยะ”
“รับผิดชอบแค่ค่าเลี้ยงดูได้ไหมอะ ไม่เอาแต่ง ไม่เอาอยู่บ้านนี้”
“วุ้ย! ดกทง ลำไยมากค่ะลูก! แกนี่มันงกไปอี้ก ไม่พอใจอะไรยะ คุณสรัชก็หล่อลากไส้ขนาดนั้น แถมยังงานดีน่าจะแซ่บสุดๆ ฟลุ้คได้มาก็บุญแกเท่าไหร่แล้วยะ”
“ขุ่นแม่ก็รู้นั่นมันแค่เปลือกมะ นิสัยไปกันได้ที่ไหน”
“นี่ยายมู่ถามจริงๆ นะ แกคิดว่าทั้งคุณท่าน ทั้งป้าแกจะเชื่อเหรอว่าฉันเป็นพ่อ คุณรัชของแกออกตัวแรงซะขนาดนั้น เด็กอนุบาลมันดูยังรู้เลย”
“ไม่เชื่อก็แล้วไง ขืนมู่เป็นเมียคุณรัชจริงๆ นะ มู่คงบ้าไปเลยน่ะ คิดดูสิ สายตาคนจะมองยังไง แบบผู้บริหารโรงพยาบาลใหญ่มีเมียเป็นเด็กในบ้าน โอ๊ยแค่คิดมู่ก็สยองกับสายตาคนพวกนั้นแล้ว อีกอย่างนะมู่ไม่ชอบผู้ชายแบบคุณรัช ไม่เลยสักนิด เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า โบไทด์ตลอดเว แค่จะชวนออกไปขี่มอไซด์รอบหมู่บ้านนี่ยังไม่รู้เลยว่าจะแว้นเป็นไหม ผู้ดีแบบคุณชายหมอนั่นน่ะนะ ไม่เหมาะกับสก๊อยบ้านๆ แบบมู่หรอก”
ภณเงียบไปนานทีเดียวกว่าจะพูด
“นี่ถามจริงนะ แกไม่รักคุณสรัชสักนิดเลยเหรอ ที่ทำมาทั้งหมดนี่ ไม่มีแบบ เออ ฉันเผลอไปรักคุณเข้าแล้วมั่งเลยเหรอ ถึงได้ปฏิเสธเอาเป็นเอาตายขนาดนี้”
“ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ไม่รักน่ะ”
มนพัทธ์สารภาพ
“จะรักได้ยังไงเล่า ถึงจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ไม่ค่อยได้เห็นหน้ากัน อายุห่างกันตั้งเจ็ดแปดปี โอเคม.ต้น ม.ปลายได้คุณท่านจับยัดเข้าโรงเรียนเดียวกัน แต่ถามจริงๆ นะ ห่างกันขนาดนั้นมู่เข้าม.หนึ่ง คุณรัชก็อยู่ม.หกละ มันจะเอาเวลาไหนไปปิ๊งปั๊งได้เล้า”
“เออ ขุ่นแม่ยอมใจขุ่นลูกมากนะเนี่ย ไม่รัก ไม่แคร์ แต่ดันเสือกไปยั่ว!”
“ก็ตอนนั้นมันหน้ามืดนี่นา ขุ่นแม่ก็รู้ว่าทำไม พอเห็นระรื่นมีความสุขกันขนาดนั้น ทั้งๆ ที่มู่กับแม่ต้องลำบากแค่ไหน พอแม่ตายงานศพแม่ก็ยังไม่มา มู่โทรศัพท์ไปบอกก็เจอแต่เลขาฯ มันก็อารมณ์อยากเอาคืนปะล่ะ ก็เลยฮึดหน้าด้านขึ้นมา”
“วุ้ยปวดหัวแทน นี่แค่นี้ก่อนนะ เด็กขุ่นแม่จะมาละ ขุ่นแม่ปวดหลังเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเลยนัดเด็กมานวดให้หน่อย”
“อี๋” มนพัทธ์เบ้ปาก “เห็นผู้ชายดีกว่าน้องนุ้ง”
“แน่สิจ๊ะ บายนะ ว่าที่เมีย 2018”
มนพัทธ์กดตัดสาย เธอนั่งขัดสมาธิบนเตียงและหันหลังให้ประตูห้อง หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่และมองผ่านผนังกระจกลงไปในสวน มารู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ในห้องคนเดียวก็ตอนที่รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้น เธอกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับไปมอง
