บทที่ 11 2/4
สรัชยืนกอดหลังพิงบานประตูไม้ ในมือข้างหนึ่งเขาชูลูกกุญแจและแกว่งไปมา
มนพัทธ์หลับตาลง นึกอยากเขกหัวตัวเองขึ้นมาตงิดๆ
“เข้าห้องคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต คุณท่านสอนว่าไร้มารยาทนะคะ”
คุณหมอหนุ่มเอียงคอมอง “ไม่งั้นก็ไม่ได้ยินอะไรดีๆ สิ อืมอะไรนะ ไม่เชื่อก็แล้วไง แต่ถ้าจำไม่ได้ไม่เป็นไรนะ อัดเสียงไว้เรียบร้อยละ คิดว่าน้าหม่อนกับคุณแม่อาจจะอยากฟัง”
ยิ้มสรัชแบบนั้นมนพัทธ์แทบไม่ต้องเดา ถึงเขาไม่ได้ยินที่ภณพูด แต่แน่นอนว่าเขาจับต้นชนปลายได้ถูกชัวร์ หญิงสาวเมินหน้าหนีคิดจะเผ่นเข้าห้องน้ำไปกบดาน แต่แค่ลุกสรัชก็ก้าวยาวๆ เข้ามาดักหน้าเธอไว้แล้ว มนพัทธ์เกือบชนกับอกแกร่ง เธอชะงักและถอยหลังทันควัน
“เราต้องคุยกันมู่ลี่”
หญิงสาวยกมือขึ้นห้าม
“พักยกค่ะ ระฆังยกใหม่เริ่มพรุ่งนี้ วันนี้เชิญคุณรัชกลับห้องตัวเองไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ” พอชายหนุ่มยังนิ่ง มนพัทธ์ก็ถอนหายใจ “ขอร้องนะคะ” หญิงสาวอ้อนวอนและถ้าหากเขาไม่ยอมออกไป คราวนี้เธอจะร้องไห้จริงๆ ด้วย!
สรัชผ่อนลมหายใจยาว ก้าวเข้าไปวางลูกกุญแจที่โต๊ะหัวเตียง
“ได้พรุ่งนี้เราค่อยคุยกัน”
มนพัทธ์ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เธอยืนมองจนเขาเดินออกไปจากห้อง แล้วกลับเข้าไปทรุดลงนั่งบนเตียงหลังใหญ่ จากนั้นก็ทอดตัวลงนอน ว่าที่คุณแม่ผ่อนลมหายใจ เธอพลิกตัวนอนคว่ำ มุดหน้าเข้ากับหมอนแล้วก็
กรี๊ดออกมา
สรัชโคลงศีรษะ มนพัทธ์ไม่ได้สังเกตสักนิดว่าประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท คุณหมอหนุ่มแอบมองว่าที่คุณแม่ที่ร้องกรี๊ดๆ กับหมอนเพื่อระบายอารมณ์ และอดขำไม่ได้เมื่อเธอพลิกตัวนอนหงายแล้วบ่นเสียงไม่เบานักว่า
“โอ๊ย หายใจเกือบไม่ออก”
สรัชหลุดหัวเราะจนต้องรีบปิดประตูห้องเพราะกลัวเหยื่อจะรู้ตัว จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องนอนตัวเองไป
เธอเป็นคนที่ทำให้เขาหัวเราะได้เสมอ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ แค่ได้เห็นมนพัทธ์อยู่ในสายตาก็ทำให้เขายิ้มได้
คืนนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่มนพัทธ์ก็นอนระแวงไปจนเกือบเช้ามาผล็อยหลับเอาก็ตอนตีสี่กว่าแล้ว ด้วยความเพลียหญิงสาวจึงไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนมาเคาะประตูเรียก ครั้นไม่ตอบคนเคาะก็ถือวิสาสะใช้ลูกกุญแจที่ปั๊มเพิ่มไว้โดยไม่บอกไขเข้ามา สรัชค่อยปิดประตูลงเพราะไม่ต้องการให้มีเสียง มนพัทธ์ยังนอนขดอยู่กลางเตียงทั้งๆ ที่แสงแดดจากผนังกระจกหัวเตียงส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาแล้ว
วันนี้สรัชไม่เข้าโรงพยาบาล ไม่มีนัดคนไข้ ไม่มีเคสไหนน่าห่วง ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะอยู่เคลียร์กับว่าที่เมียเสียก่อน
คุณหมอหนุ่มทรุดลงนั่งอย่างแผ่วเบา เวลาหลับแบบนี้มนพัทธ์ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่พอลืมตาตื่นเท่านั้นแหละ สรัชผ่อนลมหายใจ เขาเคยตาม
ไปแอบดู เอ่อ ผ่านไปแล้วเห็นว่าเธอจับผู้ชายตัวใหญ่ทุ่มแบบสบายๆ
ไม่รู้แม่เขาคิดอย่างไรที่สนับสนุนให้มนพัทธ์ไปเรียนคาราเต้ เรียนไปเรียนมาเจ้าตัวดันได้สายดำแล้วดันชอบ แถมยังผ่าไปเข้าชมรมมวยไทยที่มหาวิทยาลัยต่อ จากนั้นก็นั่นแหละ หนุ่มๆ ที่ดาหน้าเข้ามาจีบถึงกลับต้องหนี โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวผับ ถ้าเพื่อนๆ ในกลุ่มไปมนพัทธ์จะตามไปเป็นบอดีการ์ดให้ เท่านั้นไอ้หน้าหม้อคนไหนก็ไม่กล้าวอแว
เขารู้เมียเขาเก่ง แต่ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ให้เก่งแค่ไหนเวลาถูกรุมด้วยมวยวัดจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ อย่างนี้ถึงได้ห่วงตีหนึ่งตีสองก็ต้องเนียนๆ ไปนั่งดูเผื่อมีปัญหาจะได้ช่วยได้ทัน
“มู่ตื่นเถอะสายแล้วนะ”
เรียกแล้ว เขย่าแล้วคนหลับก็หารู้ตัวไม่ สรัชโคลงศีรษะพอเห็นมนพัทธ์ทำปากแจ๊บๆ เหมือนกำลังกินอะไรอยู่ก็ขำออกมา
“มู่ลี่” เรียกซ้ำก็ยังเฉย หมอหนุ่มผ่อนลมหายใจเอนตัวลงนอนเคียงและเท้าข้อศอกกับที่นอน มือข้างที่ว่างปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากสาวเจ้าออกให้ ก่อนก้มลงแตะริมฝีปากเบาๆ ที่หน้าผากนั่น พอเห็นหญิงสาวไม่กระดิกเขาก็ปัดปลายจมูกตัวเองเข้ากับปลายจมูกของเธอ จูบที่ริมฝีปากอิ่มบางเบา
มนพัทธ์เบือนหน้าหนีครางอย่างขัดใจ สรัชรุกประชิดโอบเธอไว้ เธอพรูลมหายใจพรืดใหญ่คล้ายจำยอมและซุกหน้าเข้ากับอกเขาแทน
แบบนี้ค่อยดีหน่อย รู้สึกเหมือนว่าได้ย้อนเวลากลับไปตอนนั้น ตอนที่เธออายุสิบแปด และเขาเพิ่งเรียนจบหมอ
แม่เขาจัดงานเลี้ยงฉลองเรียนจบให้ที่บ้าน เพื่อนๆ หลายคนของเขาต่างมากันครบ มนพัทธ์ถูกหม่อนไหมเรียกให้มาช่วยเตรียมข้าวของตั้งแต่บ่าย ตั้งแต่เด็กจนโตที่เธอย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้ เราไม่ค่อยได้พูดกันเท่าไหร่นัก เขาก็อยู่ส่วนเขา เธอก็อยู่ส่วนเธอ ด้วยอายุที่ต่างกันทำให้เรามีช่องว่างที่กว้างมาก
ไม่ได้เป็นเพื่อนเล่นหรือเพื่อนคุย เจอกันแต่ละครั้งก็อยู่ห่างๆ เขาอยู่กับแม่ เธอก็วิ่งจู๊ดออกไปเล่นนอกบ้าน พอเขาอ่านหนังสือเธอก็ป้วนเปี้ยนอยู่กับแม่เขา เขาไปเที่ยวกับมารดา เธออยู่กับป้าและหลายครั้งได้ข่าวว่าคลองหลังบ้านนั่นแหละคือที่เล่นน้ำประจำ
‘ยินดีด้วยนะคะคุณรัช’
ในสองเดือนของปี นี่คือคำแรกที่มนพัทธ์คุยกับเขา ในวันที่เขาบอกกับมารดาว่าเขาเรียนจบเรียบร้อยแล้ว ในความบังเอิญเธออยู่กับพักตร์พิไล พอรู้ก็แสดงความยินดีไปตามมารยาท
‘ขอบใจ’
