บทที่ 1 พี่ชายที่แหลกสลาย

[คิริน]

"โอ๊ย! เจ็บ! เช็ดเบาๆ หน่อยสิวะ ป้าวิภา"

ผมสบถลั่นห้อง สะบัดแขนหนีไอ้ผ้าขนหนูสากๆ ที่ป้าแกลงน้ำหนักถูไถลงมาบนเนื้อผมราวกับกำลังขัดพื้น กล้ามเนื้อท่อนบนที่ยังพอมีความรู้สึกเกร็งสั่นสะท้าน ผมกัดฟันแน่น ข่มความปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาตามเส้นประสาท มันเจ็บกาย แต่มันไม่เท่ากับความสมเพชตัวเองที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ

"ก็คุณคิรินเกร็งตัวต้านแรงทำไมล่ะคะ!" ยายป้าวิภากระแทกเสียงตอบทันควัน แกโยนผ้าขนหนูเปียกชุ่มแหมะลงบนอกผมอย่างจงใจ น้ำเย็นเฉียบซึมทะลุเสื้อยืดที่เพิ่งเปลี่ยนไปได้ครึ่งตัวจนเปียกเป็นวงกว้าง "ฉันพลิกตัวทีก็เกร็งที ขืนดื้อแบบนี้เมื่อไหร่จะเช็ดเสร็จฮะ!"

ผมขบกรามแน่นจนปวดร้าวไปทั้งขมับ เลือดในกายเดือดพล่าน "ฉันไม่ได้เกร็ง ท่อนล่างฉันมันขยับไม่ได้โว้ย! เธอเป็นคนดูแลประสาอะไร ถึงไม่รู้วิธีขยับตัวคนป่วย จับกระชากเอาๆ แบบนี้กะจะให้กระดูกหักรึไง!"

"อ๋อ... นี่ถึงขนาดสอนวิธีทำงานให้ฉันเลยเหรอคะ" ผู้ช่วยพยาบาลวัยกลางคนยกแขนกอดอก พ่นลมหายใจพรืดใหญ่ใส่หน้าผม "งั้นก็เชิญนอนแช่น้ำไปแบบนี้แหละค่ะ! ทำนั่นก็เจ็บ ทำนี่ก็ไม่ถูกใจ เรื่องมากนักก็ลุกขึ้นมาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเองเลยสิคะ!"

คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงกลางอกผมซ้ำๆ

ลุกขึ้นมาทำเองเหรอ ถ้าผมทำได้ ถ้าขาทั้งสองข้างของผมมันยังก้าวเดินได้เหมือนก่อน ผมจะยอมทนนอนเป็นผัก ให้ผู้หญิงแปลกหน้ามาจิกหัวด่าอยู่บนเตียงนี้ทำไม! ผมกำผ้าปูเตียงแน่น ริมฝีปากสั่นระริก

"หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ"

"ทำไมคะ รับความจริงไม่ได้เหรอ!" ไม่พูดเปล่า ยายป้ากระชากเสื้อยืดตัวใหม่สวมพรวดลงมาทางหัวผม ออกแรงดึงรั้งจนตะเข็บคอเสื้อขูดผิวเป็นรอยแดงๆ ผมพยายามเบี่ยงตัวหนี แต่ไอ้ท่อนล่างที่ตายด้านมันทำให้ผมสู้แรงคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ไม่ได้เลยซักนิด

"โอ๊ย! ปล่อย! บอกให้ปล่อยไงวะ!" ผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี ปัดมือหยาบกระด้างนั้นออกสุดแรง "ออกไปเลยนะ! ต่อไปนี้ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ฉันจะให้ขิมเปลี่ยนคน!"

"นึกว่าฉันอยากอยู่ดูนักรึไงคะ วันๆ เอาแต่อาละวาด ปาข้าวของ ทำตัวงี่เง่าเรียกร้องความสนใจ สภาพแบบเนี้ย ใครเขาจะอยากมาทน! ถามจริงเถอะ ถ้าไม่ได้เห็นแก่เงินเดือนแพงหูฉี่ ฉันเก็บกระเป๋าเผ่นไปตั้งแต่วันแรกแล้วค่ะ!"

"งั้นก็ไสหัวไปซะ! ไป!" ผมตะเบ็งเสียงลั่น คว้าแก้วน้ำพลาสติกบนโต๊ะข้างเตียงเขวี้ยงสุดแรง แก้วลอยเฉียดหัววิภาไปกระแทกผนัง น้ำกระจายเลอะเทอะเต็มพื้นห้อง แต่นั่นแหละคือทั้งหมดที่ผมทำได้ ทำได้แค่นี้จริงๆ

"ไปแน่ค่ะ! แล้วรอดูเลยนะ ว่าจะมีใครหน้าไหนทนคนพิการนิสัยเสียแบบคุณได้อีก!"

"พอได้แล้วค่ะ ป้าวิภา"

เสียงเย็นเฉียบของ 'ขิม' ดังแทรกขึ้นมาจากหน้าประตู ผมชะงัก หันไปมองน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองที่ยืนหน้าตึงสนิทอยู่ในชุดสูททำงาน ขิมแผ่รังสีความกดดันจนยายป้าวิภาถึงกับก้าวถอยหลัง

"คะ คุณขิม คือ คือคุณคิรินเขาอาละวาด"

"ฉันได้ยินทุกอย่างค่ะ" ขิมตัดบทเสียงเรียบ สายตากวาดมองเสื้อผ้าหลุดลุ่ยของผม สลับกับแอ่งน้ำบนพื้น "ทางเราจ้างคุณมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญนะคะ จ่ายค่าจ้างแพงกว่าเรตมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชนตั้งสามเท่า เพราะเราคาดหวังความเป็นมืออาชีพ"

"แต่คุณคิรินด่าฉันก่อนนะคะคุณขิม! ฉันก็คนนะ"

"หน้าที่ของคุณคือดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยค่ะ" ขิมก้าวฉับๆ เข้ามาขวางหน้าเตียง บังตัวผมไว้มิดราวกับจะปกป้อง "ไม่ใช่มาด่าทอซ้ำเติมข้อบกพร่องของเขา พฤติกรรมของคุณเมื่อกี้ ไม่สะท้อนความเป็นมืออาชีพเลยสักนิด ไม่เหมาะจะเป็นคนดูแลใครทั้งนั้น"

วิภาหน้าถอดสี "คือฉัน คุณขิมคะ ฉันขอโทษ..."

"ไปเก็บของเถอะค่ะ เราคงร่วมงานกันต่อไม่ได้แล้ว" ขิมไล่ตะเพิดด้วยคำพูดเชือดเฉือน "ค่าจ้างของเดือนนี้ฉันจะโอนให้เต็มจำนวน ถือว่าเป็นค่าเสียเวลาที่คุณมา ทนคนของฉัน ก็แล้วกัน"

"แต่ในสัญญาจ้างมันต้องบอกล่วงหน้า"

"ถ้าคุณจะอ้างเรื่องสัญญา ฉันก็จะขอดูกล้องวงจรปิดในห้องนี้ย้อนหลังทั้งหมดค่ะ" ขิมจ้องตาไม่กะพริบ "แล้วเรามาดูกัน ว่าคุณทำหน้าที่ตามสัญญาได้ครบถ้วน หรือมีข้อหาทำร้ายร่างกายผู้ป่วยพ่วงมาด้วย จะเอาแบบนั้นไหมคะ"

คำขู่นั้นทำเอาคนดูแลวัยกลางคนอ้าปากค้าง ก่อนจะเม้มปากสนิท แกสะบัดหน้า เดินกระแทกส้นเท้าตึงตังออกจากห้องไปทันที ไม่ลืมที่จะดึงประตูปิดตามหลังดังลั่น

ปัง!

สิ้นเสียงกระแทกประตู ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจแรงๆ ของผมเอง ผมเบือนหน้าหนีขิม มองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่อยากให้น้องสาวเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชของตัวเอง

"พี่คิน" ขิมเรียกเบาๆ พลางทรุดตัวนั่งลงบนขอบเตียง มือเล็กๆ เอื้อมมาบีบไหล่ผมที่กำลังสั่นน้อยๆ

"พี่มันงี่เง่าจริงๆ ใช่มั้ยขิม" ผมหลุดเสียงแหบพร่า สั่นเครือจนแทบควบคุมไม่ได้

"ไม่เลย พี่คินไม่ได้งี่เง่า พี่แค่เจ็บ ขิมรู้ว่าพี่กำลังโกรธ โกรธที่ร่างกายมันไม่เป็นดั่งใจ"

"แต่มันพูดถูกทุกอย่าง" ผมแค่นหัวเราะขื่นๆ ในลำคอ น้ำตาแทบจะเอ่อล้นแต่มันจุกอยู่ข้างใน "มันบอกว่าพี่เป็นคนพิการนิสัยเสีย โคตรจริงเลยว่ะขิม พี่มันเป็นแค่ตัวภาระชัดๆ ทำอะไรเองก็ไม่ได้ อาละวาดไปวันๆ"

"หยุดพูดคำนี้เลยนะ ขิมไม่ชอบ" ขิมดุเบาๆ ก่อนจะดึงผ้าขนหนูชื้นแฉะออกจากอกผม โยนทิ้งลงตะกร้า แล้วหยิบผ้าขนหนูผืนใหม่มาซับน้ำที่เลอะเทอะให้อย่างระมัดระวัง "ป้าวิภาก็แค่คนทำงานหยาบๆ ที่ไม่มีจรรยาบรรณ เราแค่ยังไม่เจอคนที่ใช่ต่างหาก"

ขิมวางผ้าลงแล้วโผเข้ากอดผมไว้ทั้งตัว เธอซบหน้าลงกับไหล่ของผม กอดแน่นเสียจนผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะท้านจากร่างเล็กๆ นั่น ไม่กี่วินาทีต่อมา ความเปียกชื้นก็ซึมผ่านเสื้อตรงหัวไหล่ ขิมกำลังร้องไห้

"สำหรับคนอื่นพี่อาจจะเป็นยังไงขิมไม่สน แต่สำหรับขิม... พี่คินคือพี่ชายที่ดีที่สุด ขิมรักพี่นะ" เธอพึมพำเสียงสั่น ก่อนจะผละออกมาใช้มือนุ่มๆ ประคองหน้าผมไว้แล้วจมูกโด่งรั้นนั่นก็กดลงที่ข้างแก้มผมฟอดใหญ่เหมือนตอนที่เรายังเป็นเด็ก

"พี่ไม่ใช่ภาระ อย่าดูถูกตัวเองให้ขิมเสียใจได้มั้ย" เธอกดริมฝีปากลงบนหน้าผากผมค้างไว้นานแสนนาน น้ำตาของเธอหยดลงบนแก้มผม เม็ดแล้วเม็ดเล่าจนมันผสมปนเปไปกับน้ำตาของผมที่กลั้นไว้ไม่ไม่อยู่

ในห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงตวาดเมื่อครู่ ตอนนี้เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ ของเราสองพี่น้อง ผมซบหน้าลงกับผมหอมๆ ของน้องสาว ขิมคือเหตุผลเดียวที่ทำให้คนพิการที่น่าสมเพชอย่างผมยังอยากจะมีลมหายใจต่อในวันพรุ่งนี้

"ใครมันจะทนคนแบบพี่ได้ ขิมลองนับดูสิ สองเดือนมานี้เราเปลี่ยนคนดูแลไปกี่คนแล้ว สี่คน ทุกคนทนสภาพพี่ไม่ได้สักคน"

​"ต้องมีสิคะ คราวนี้ขิมคัดเลือกเองกับมือเลยค่ะ โปรไฟล์ดีมาก เป็นพยาบาลจบใหม่ ไฟแรง เห็นว่าสู้งานสุดๆ เลย"

"จบใหม่ เด็กเมื่อวานซืนเนี่ยนะ จะมารู้วิธีดูแลอะไร เดี๋ยวก็มาจับพี่พลิกตัวแรงๆ จนเนื้อถลอกเหมือนยายป้าเมื่อกี้ หรือไม่ก็มานั่งไถมือถือเล่นตอนพี่หลับ"

"อย่าเพิ่งตั้งป้อมอคติสิคะพี่คิน ในใบเธอบอกว่ามีความอดทนสูงปรี๊ด เป็นเด็กลุยๆ ขิมดูแล้ว น่าจะรับมือพี่ได้สบาย"

"รับมือพี่ พูดซะพี่เป็นตัวประหลาด"

"ก็ตัวประหลาดจริงๆ นี่คะ อาละวาดเก่งเบอร์นี้" ขิมหยอกกลับเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะขยับคอเสื้อผมให้เข้าที่เข้าทาง "เอาเป็นว่า น้องเขาจะมาเริ่มงานพรุ่งนี้เช้าเลย พี่คินลองเปิดใจดูหน่อยนะคะ ถือว่าทำเพื่อขิมนะ"

ผมหลับตาลงช้าๆ ความเหนื่อยล้าเกาะกุมไปถึงกระดูก ผมไม่อยากเถียงขิมอีกแล้ว น้องสาวคนเดียวที่ต้องวิ่งวุ่นดูแลงานบริษัทยังต้องมาตามล้างตามเช็ดอารมณ์บูดบึ้งของผมอีก ผมทำตัวเป็นภาระเธอมากพอแล้ว

"อืม... จะใครก็ช่างเถอะ ถ้าทนไม่ได้ เดี๋ยวก็คงเก็บกระเป๋าหนีไปเองเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ"

"แต่คราวนี้ขิมมีลางสังหรณ์นะคะ ว่าน้องคนนี้จะไม่หนี" ขิมลูบผมผมเบาๆ "พี่คินนั่นแหละ... เตรียมตัวรับมือเธอไว้ให้ดีก็แล้วกัน"

ผมไม่ได้ตอบโต้ ทำเพียงแค่ทอดสายตามองเพดานสีขาว ปล่อยให้ความมืดมิดในใจค่อยๆ กลืนกินตัวตนอย่างช้าๆ

ใครจะมาเข้าใจ ไม่มีใครหน้าไหนบนโลกนี้เข้าใจหรอก ว่าการถูกขังตายอยู่ในร่างกายที่ท่อนล่างไร้ความรู้สึก มันทรมานและน่าสมเพชแค่ไหน

พรุ่งนี้งั้นเหรอ ก็แค่พยาบาลจบใหม่ที่หวังจะมากอบโกยเงินเดือนสูงๆ อีกคนนั่นแหละ

ผมเหยียดยิ้มในใจ... ได้ อยากลองดีก็เข้ามาเลย ผมจะทำให้เด็กนั่นรู้ซึ้งเอง ว่าการก้าวเท้าเข้ามารั

บมือกับคนพิการนิสัยเสียอย่างผม... มันจะเป็นยังไง

บทถัดไป