บทที่ 2 มะลิพร้อมทำงาน
[มะลิ]
ฉันนั่งหลังตรงแหน่วอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีตัวใหญ่ของห้องรับแขก บีบมือตัวเองที่วางทับอยู่บนกางเกงสแล็กสีดำแน่นจนชื้นเหงื่อ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่อุตส่าห์รีดมาอย่างดีดูหมองไปเลยเมื่อเทียบกับความหรูหราหมาเห่าของคฤหาสน์หลังโต ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ สลับกับมองแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบที่แม่บ้านเพิ่งเอามาเสิร์ฟ ตื่นเต้นจนใจสั่นมือสั่น
ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าดังใกล้เข้ามา ฉันรีบลุกขึ้นยืนโดยทันที อาการเหมือนตอนโดนหัวหน้าวอร์ดเรียกตัวไม่มีผิด ผู้หญิงที่เดินถือแฟ้มประวัติเข้ามาคือ ‘คุณขิม’ ชุดเดรสทำงานสีครีมของเธอทำให้เธอดูสง่างามและเป๊ะทุกระเบียบนิ้วจนฉันเผลอกลืนน้ำลายลงคอ คุณเธอผายมือให้นั่ง ก่อนจะทรุดตัวลงฝั่งตรงข้าม
"สวัสดีค่ะคุณขิม มะลินะคะ" ฉันรีบยกมือไหว้ ส่งยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามสบตาเธอให้ดูจริงใจที่สุด
"สวัสดีค่ะน้องมะลิ นั่งตามสบายเถอะ" คุณขิมรับไหว้ เธอเปิดแฟ้มประวัติฉันบนตัก กวาดสายตามอง "เพิ่งเรียนจบพยาบาลมาหมาดๆ เลยใช่ไหมคะ ประวัติฝึกงานถือว่าดีมากเลยนะ ทำไมถึงไม่ได้ทำต่อที่โรงพยาบาลเอกชนล่ะคะ เห็นว่ามีเสนอตำแหน่งให้ด้วยนี่"
ฉันนิ่งไปนิดหนึ่ง เผลอยกนิ้วชี้เกาแก้มตัวเองเบาๆ เอาวะ... ตอบตรงๆ ไปเลยแล้วกัน
"คือ... พูดตรงๆ เลยนะคะคุณขิม เห็นว่าที่นี่เงินดีกว่าค่ะ มะลิก็เลยอยากมาดูแลคนป่วยที่นี่แทน"
มือที่กำลังเปิดหน้ากระดาษของคุณขิมชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นมามองฉัน สายตาประเมินกันเห็นๆ ก็แน่ล่ะ... คนมาสมัครงานแบบนี้คงชอบอ้างอุดมการณ์ รักสายงานบริการ อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อะไรแบบนั้น แต่ฉันดันโพล่งเรื่องเงินออกมาหน้าตาเฉย
"คุณตรงไปตรงมาดีนะ ไม่กลัวฉันมองว่าคุณหน้าเงินเหรอ"
"ก็ถ้าบอกว่ามะลิมาเพราะอยากทำบุญ คุณขิมก็คงไม่เชื่ออยู่ดีใช่มั้ยล่ะคะ" ฉันหลุดหัวเราะแห้งๆ ออกมา "งานพยาบาลดูแลผู้ป่วยติดเตียงแบบยี่สิบสี่ชั่วโมง มันหนักมากนะคะ ทั้งร่างกายทั้งจิตใจ ถ้าค่าตอบแทนไม่คุ้มเหนื่อย คงไม่มีใครอยากทิ้งชีวิตส่วนตัวมาทำหรอกค่ะ มะลิอยากได้เงินไปตั้งตัวไวๆ แล้วที่นี่ก็ให้เงินเดือนสูงกว่าโรงพยาบาลเกือบสามเท่า มะลิก็เลยคิดว่า ตัวเองมีแรง มีวิชาชีพ ก็เอามาแลกเงินนี่แหละค่ะ แฟร์ดีออก"
ฉันเห็นคุณขิมเผลอยิ้มมุมปากออกมานิดหนึ่ง ดูเหมือนความระแวงในตอนแรกของเธอจะลดลงไปบ้าง
"โอเค ฉันชอบความตรงไปตรงมาของคุณนะ" เธอปิดแฟ้มประวัติลง วางแปะไว้บนโต๊ะกระจกตรงหน้า ขยับตัวนั่งหลังตรง สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที "งั้นฉันก็จะพูดตรงๆ กับคุณเหมือนกัน"
เธอเว้นจังหวะ จ้องลึกเข้ามาในตาฉัน "งานนี้เงินดีจริงค่ะ แต่คุณรู้ใช่ไหมว่าทำไมถึงต้องจ่ายแพงขนาดนี้ พี่ชายของฉัน เขาประสบอุบัติเหตุท่อนล่างขยับไม่ได้ ต้องอยู่บนเตียงหรือรถเข็นตลอดเวลา แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องร่างกายหรอกค่ะ มันคือจิตใจ"
ฉันพยักหน้ารับช้าๆ ตั้งใจฟังทุกคำ
"เขาอารมณ์ร้ายมาก หงุดหงิดง่าย ขี้ระแวง ปากคอเราะร้าย บางครั้งก็ขว้างปาข้าวของเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ" เธอถอนหายใจยาว แววตาเหนื่อยล้าพาดผ่านชั่ววูบ "คนดูแลสี่คนก่อนหน้านี้ ไม่มีใครอยู่ทนเกินสองอาทิตย์สักคน บางคนร้องไห้วิ่งออกจากบ้านไปตั้งแต่วันแรก... น้องมะลิทนความก้าวร้าว เจ้าอารมณ์ของพี่ชายฉันไหวมั้ยคะ"
ฉันนั่งนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ภาพผู้ป่วยชายวัยกลางคนหน้าตาดุๆ หนวดเฟิ้มๆ กำลังปาอ่างน้ำใส่กำแพงลอยเข้ามาในหัว ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ประเมินความเสี่ยงในใจ
"น่าจะไม่ใช่ปัญหานะคะ" ฉันตอบเสียงเรียบแต่พยายามให้หนักแน่น
"แน่ใจเหรอ พี่ชายฉันไม่ได้แค่บ่นธรรมดานะ เขาหาเรื่องด่าได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องอุณหภูมิน้ำไปจนถึงวิธีพับผ้าห่ม"
"มะลิเข้าใจค่ะ คนเคยเดินได้ วิ่งได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ วันนึงต้องมานอนขยับไม่ได้ รอให้คนอื่นมาจัดการเรื่องส่วนตัวให้ทุกอย่าง แม้แต่เรื่องขับถ่าย เป็นใครก็ต้องรู้สึกแย่ รู้สึกไร้ค่าแหละค่ะ ความโกรธ ความก้าวร้าว มันก็แค่กลไกป้องกันตัวอย่างนึงที่เขาใช้สร้างกำแพงไม่ให้ใครมาสงสารหรือสมเพช"
คุณขิมมองฉันอย่างอึ้งๆ คงไม่คิดว่าเด็กจบใหม่อย่างฉันจะเข้าใจเรื่องพวกนี้
"มะลิเจอคนไข้มาหลายรูปแบบค่ะ ตอนฝึกงานวอร์ดอุบัติเหตุ คนไข้บางคนเจ็บปวดมากๆ ก็ด่ากราดพยาบาลเสียๆ หายๆ มะลิโดนด่าจนชินแล้วค่ะ ถือซะว่าเสียงด่าคือเสียงดนตรี แถมได้เงินเดือนตั้งเยอะ โดนด่าวันละสามเวลาก็ยังคุ้มค่ะ อีกอย่าง...พี่ภัทรก็บอกว่าคุณขิมใจดี มีเหตุผล มะลิเลยไม่ค่อยเกร็งเท่าไหร่ค่ะตอนมาสัมภาษณ์ที่นี่ คิดว่ายังไงนายจ้างก็คุยรู้เรื่องแน่นอน"
คุณขิมที่กำลังจะหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มชะงักค้างเติ่ง เธอวางแก้วลงที่เดิม ตาโตขึ้นนิดๆ
"พี่ภัทร น้องมะลิหมายถึง... ภัทร ภัทรดนัย?"
"ใช่ค่ะๆ พี่ภัทรที่เป็นสถาปนิกน่ะค่ะ เขาแนะนำมะลิมาเองเลยนะคะเนี่ย ส่งโลเคชั่นบ้านมาให้เสร็จสรรพ บอกว่าให้ลองมาคุยกับคุณขิมดู"
ฉันเห็นคุณขิมกะพริบตาถี่ๆ เหมือนกำลังประมวลผลข้อมูลในหัว
"เอ่อ คุณมะลิ...รู้จักคุณภัทรด้วยเหรอคะ"
"อ๋อ! รู้จักสิคะ สนิทกันตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ เป็นพี่ชายข้างบ้านที่น่ารักมากๆ บ้านเราอยู่ติดกัน รั้วเดียวกันเลยค่ะ พ่อแม่ก็สนิทกัน"
"พี่ชายข้างบ้าน..."
"ใช่ค่ะ ตอนมะลิเรียนพยาบาลหนักๆ ร้องไห้จะซิ่วตั้งหลายรอบ ก็ได้พี่ภัทรนี่แหละค่ะคอยซื้อขนมมาล่อ คอยปลอบใจจนเรียนจบมาได้ พอพี่เขารู้ว่ามะลิกำลังหางานที่เงินเดือนเยอะๆ เพื่อจะเอาไปช่วยทางบ้าน เขาก็บอกว่า แฟนเขา เอ๊ะ หรือพี่ภัทรใช้คำว่าคนคุยนะ ช่างเถอะค่ะ เอาเป็นว่าเขาบอกว่าคุณขิมกำลังหาพยาบาลส่วนตัวให้พี่ชายพอดี พี่ภัทรการันตีเลยนะคะว่าคุณขิมเป็นคนเก่งและแฟร์มากๆ มะลิก็เลยตกลงมาทันทีเลยค่ะ"
คุณขิมถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูโล่งใจขึ้นเยอะอย่างเห็นได้ชัด
"เขาไม่ได้เล่าเรื่องอาการอาละวาดของพี่ชายฉันให้คุณฟังเลยเหรอคะ" เธอหยั่งเชิงฉัน
"อืม..." ฉันทำหน้านึกก่อน "บอกแค่ว่าเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง แล้วก็บอกว่าอารมณ์แปรปรวนนิดหน่อยค่ะ แต่พี่ภัทรบอกว่า มะลิเป็นพวกหน้ามึน โดนด่าก็คงไม่สะทกสะท้านหรอก น่าจะรับมือไหว... แอบหลอกด่ามะลิป่าวก็ไม่รู้"
ฉันหลุดหัวเราะก๊าก คุณขิมก็เผลอยิ้มตามออกมาจนได้
"ถ้าภัทรเป็นคนแนะนำมา และมั่นใจว่าคุณรับมือไหว... ฉันก็จะลองเชื่อใจเขาดูค่ะ" เธอหยิบแฟ้มประวัติฉันขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้สายตาดูมีความคาดหวังขึ้น "งานนี้คุณต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เลยนะคะ ทางเรามีห้องพักส่วนตัวให้ เตรียมอาหารให้สามมื้อ วันหยุดอาทิตย์ละหนึ่งวัน หน้าที่หลักๆ คือดูแลเรื่องความสะอาด อาหาร กายภาพบำบัดพื้นฐาน และ... รับอารมณ์พี่ชายฉัน"
"รับทราบค่ะ!" ฉันตบมือลงบนตักแปะๆ เรียกความมั่นใจ "พร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่คะ"
"พรุ่งนี้เช้าเลยได้ไหม ฉันเพิ่งไล่คนเก่าออกไปเมื่อวาน ตอนนี้ฉันต้องดูแลเขาเองชั่วคราว แต่ฉันมีประชุมบอร์ดบริหารพรุ่งนี้บ่าย คงดูเขาตลอดไม่ได้"
"ได้เลยค่ะ! เดี๋ยวบ่ายนี้มะลิกลับไปแพ็คกระเป๋า พรุ่งนี้เช้าแปดโมงตรง มะลิมารายงานตัวพร้อมสู้รบ เอ้ย! พร้อมทำงานแน่นอนค่ะ"
"ดีค่ะ" คุณขิมพยักหน้าแล้วลุกขึ้น ฉันรีบเด้งตัวลุกตามทันที "เดี๋ยวฉันพาเดินดูรอบๆ บ้านก่อนก็แล้วกัน จะได้คุ้นเคยทาง โดยเฉพาะโซนห้องพักของพี่ชายฉัน..."
ฉันเดินตามหลังคุณขิมไปทางฝั่งซ้ายของตัวบ้าน โซนนี้ถูกกั้นเป็นสัดส่วนชัดเจน ทางเดินปูไม้ปาร์เกต์กว้างขวาง ไม่มีทางต่างระดับหรือธรณีประตูเลยแม้แต่นิดเดียว คงออกแบบมาเพื่อให้รถเข็นสัญจรได้สะดวกที่สุด
"ห้องริมสุดทางเดินนั่นคือห้องของพี่คินค่ะ" คุณขิมชี้ไปที่ประตูไม้บานใหญ่สีเข้มที่ปิดสนิท "ส่วนห้องติดกันคือห้องพักของคุณ"
ฉันมองตามประตูบานนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่เย็นวาบไปทั้งสันหลัง บรรยากาศรอบๆ ห้องนั้นมันดูมืดมนและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
"คุณขิมคะ คุณคิริน เอ่อ... พี่ชายคุณขิมน่ะค่ะ อายุเท่าไหร่เหรอคะ"
"สามสิบสองค่ะ"
"อ้อ..." ฉันพยักหน้าหงึกหงัก โล่งใจไปเปราะหนึ่ง "ห่างกับมะลิสิบปีเลย งั้นก็อยู่ในวัยผู้ใหญ่เต็มตัว... ปกติคนวัยนี้ถ้าดุ ก็จะดุแบบมีหลักการเนอะ ไม่น่าจะงอแงโวยวายเหมือนเด็กๆ หรอกมั้งคะ"
คุณขิมหยุดเดินกะทันหันจนฉันเบรกแทบไม่ทัน เธอหันกลับมามองฉันด้วยสายตาที่ฉันอ่านไม่ออก
"น้องมะลิคะ สิ่งหนึ่งที่คุณต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องนั้น..."
ฉันลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก รอฟังอย่างตั้งใจ
"เวลาที่พี่คินโกรธ... เขาไม่มีหลักการอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ และเขาไม่งอแงเหมือนเด็กด้วย..." คุณขิมมองตรงไปที่ประตูห้องที่ปิดสนิทบานนั้น "เขาเหมือนพายุ... ที่พร้อมจะพัดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าต่างหาก"
