บทที่ 3 พยาบาลหน้ามึนกับงานศิลปะชิ้นโบแดง
ผมจ้องมองแผ่นหลังบางของยัยเด็กพยาบาลคนใหม่ที่กำลังยืนบิดผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นอยู่ที่มุมห้อง ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังสูดหายใจเข้าลึกๆ เหมือนเรียกความมั่นใจ เหอะ เตรียมใจไว้เถอะ ยังไงวันนี้ผมก็จะอาละวาดให้วิ่งร้องไห้เตลิดออกจากบ้านไปให้ได้
"ออกไป" ผมกดเสียงดัง จ้องหน้าเธอเขม็ง กะจะอาละวาดให้กลัวจนหัวหด "ฉันบอกให้ออกไปไง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงวะ!"
แทนที่จะกลัว ยัยนั่นกลับหันมายิ้ม ทำหูทวนลมเดินหน้าตาเฉยเข้ามาใกล้เตียงพร้อมกะละมังใบเล็ก
"สวัสดีตอนเช้าค่าา คุณคิริน มะลินะค้าา เป็นคนดูแลคนใหม่ เช้าๆ แบบนี้อากาศดีนะคะ เรามาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนดีกว่า จะได้สดชื่น"
"ไม่ต้องมายุ่ง!" ผมตวาดลั่น ความหงุดหงิดพุ่งปรี๊ด คว้าหมอนอิงใบเล็กข้างลำตัวปาใส่หน้าเธอสุดแรง
แต่ยัยเด็กนั่นกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด หมอนลอยไปตกแอ้งแม้งอยู่มุมห้อง เธอไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือโกรธเคืองอะไรเลย ซ้ำยังค่อยๆ วางกะละมังลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างใจเย็นสุดๆ
"แรงดีจังเลยนะคะเนี่ย งั้นแสดงว่าพลิกตัวตอนเช็ดหลังได้สบายแน่ๆ"
"นี่เธอประสาทหรือเปล่า!" ผมตะโกนใส่หน้า ทุบกำปั้นลงบนเตียงด้วยความคับแค้นใจ ท่อนบนผมพอมีแรง แต่ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปมันกลับตายด้านเหมือนท่อนไม้ "บอกให้ออกไปไง! ฉันไม่เอาใครทั้งนั้น เปลี่ยนมากี่คนก็เฮงซวยเหมือนกันหมด ไสหัวไป"
"มะลิเพิ่งมาวันแรกเองค่ะ ยังไม่ได้โชว์ความเฮงซวยให้คุณคิรินดูเลย จะรีบไล่ไปไหนล่ะคะ" เธอตอบกลั้วหัวเราะ มือบางจัดการตลบผ้าห่มที่คลุมร่างผมออก แล้วรวบชายเสื้อยืดตัวเก่าของผมขึ้นมาหน้าตาเฉย "ขออนุญาตถอดเสื้อนะค้า หรือคุณคิรินจะถอดเอง"
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" ผมปัดมือเธอออกอย่างแรง
แต่ยัยนี่ไวเป็นบ้า! เธอเบี่ยงตัวหลบ แล้วอาศัยจังหวะที่ผมเสียหลัก พลิกตะแคงตัวผมพรวดเดียวอย่างทะมัดทะแมง จนผมชะงัก... ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะมันรวดเร็ว ถูกจังหวะ และที่สำคัญ... มันไม่เจ็บเหมือนตอนที่ยายป้าคนก่อนจับผมกระชากเลยสักนิด
ผ้าขนหนูที่อุ่นๆแตะลงบนแผ่นหลัง ลูบไล้ทำความสะอาดอย่างเป็นจังหวะ น้ำหนักมือของเธอหนักแน่นแต่ไม่กระด้าง ผมกัดฟันกรามแน่น เกร็งกล้ามเนื้อรอรับความเจ็บปวดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่... มันกลับมีแค่สัมผัสอุ่นสบายที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงเครียดของผมค่อยๆ คลายลงอย่างห้ามไม่อยู่
"เห็นมั้ยคะ ไม่เจ็บซะหน่อย มะลิมือเบาจะตาย คนที่แล้วเขาคงไม่ได้เรียนมาน่ะค่ะ เลยกะน้ำหนักมือไม่ถูก แต่คุณคิรินวางใจได้เลย มะลิเรียนมาตรงสาย รับรองว่าบริการทุกระดับประทับใจแน่นอน"
ผมเม้มปากแน่น โคตรหงุดหงิดตัวเองที่เผลอรู้สึกดีกับไอ้สัมผัสบ้าๆ นี่
จัดการสวมเสื้อตัวใหม่เสร็จ เธอก็พลิกตัวผมกลับมานอนหงาย เลื่อนสายตาลงไปมองท่อนล่าง เลิกผ้าห่มขึ้นจนถึงเหนือเข่า ขาทั้งสองข้างของผมเหยียดเกร็ง แข็งทื่อผิดธรรมชาติ ยัยเด็กมะลิขมวดคิ้ว เอื้อมมือมาจับที่ข้อเท้ากับใต้พับเข่าผม
"ขาคุณตึงมากเลยนะคะเนี่ย ไม่ค่อยได้ขยับแน่ๆ เลย"
"ก็มันขยับไม่ได้ไงวะ! จะให้ฉันเต้นโชว์หรือไง" ผมสวนกลับเสียงแข็ง
"ขยับไม่ได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องให้คนอื่นช่วยขยับให้สิคะ" เธอไม่ต่อล้อต่อเถียง แต่กลับออกแรงดันเข่าของผมให้งอพับเข้าหาลำตัว
แปล๊บ!
"โอ๊ย! ยัยบ้า! ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย!" ผมสบถลั่นห้อง กำผ้าปูเตียงแน่นจนยับย่น ความเจ็บปวดร้าวแล่นจี๊ดขึ้นมาจากกล้ามเนื้อขาที่กำลังถูกดัด มันเจ็บระบมไปหมด
"ทนหน่อยนะคะ ข้อเข่าคุณคิรินเกือบจะติดแล้วเนี่ย" เธอยังหน้ามึนไม่ปล่อยมือ ใช้น้ำหนักตัวกดดันเข่าผมต่อ
"ฉันบอกว่าเจ็บไงวะ! เอามือออกไป มันเจ็บ" ผมพยายามเบี่ยงตัวเอื้อมมือไปผลักเธอ แต่ยัยนี่ก็ยืนทื่อ ไม่ขยับเขยื้อน
"เจ็บก็ร้องออกมาเลยค่ะ ไม่ต้องกลั้นไว้ แต่ถ้ามะลิไม่งอขาให้ตอนนี้ พอถึงเวลาที่คุณคิรินกลับมาเดินได้ มันจะเดินลำบากเอานะคะ เพราะข้อพับมันล็อกไปเกือบหมดแล้ว"
คำว่า ‘กลับมาเดินได้’ ทำเอาผมสะอึกไปนิดนึง ความขมขื่นตีตื้นขึ้นมาในอก "เพ้อเจ้อ หมอก็บอกอยู่ว่าโอกาสมันริบหรี่"
"ริบหรี่ไม่ได้แปลว่าเป็นศูนย์นี่คะ" เธอยังค้างเข่าผมไว้ในท่างอ แล้วเริ่มนวดคลายกล้ามเนื้อหน้าขาให้เบาๆ "แล้วที่บอกว่าเจ็บเนี่ย แปลว่าระบบประสาทบางส่วนยังส่งสัญญาณถึงสมองอยู่นะคะ เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ เลยต่างหาก"
ผมเงียบลง แต่ผมเกลียดพวกโลกสวย เกลียดการให้ความหวังลมๆ แล้งๆ แต่แปลกว่ะ... คำพูดซื่อๆ ทื่อๆ ของยัยนี่กลับไม่ได้ทำให้ผมหมั่นไส้ อาจจะเป็นเพราะแววตาที่กำลังจดจ่ออยู่กับการนวดขาให้ผม มันไม่มีความเวทนาหรือความสงสารเจือปนอยู่เลย มีแค่ความมุ่งมั่นของคนทำงานล้วนๆ
พอนวดจนกล้ามเนื้อเริ่มคลาย เธอก็ขยับมายืนข้างเตียงช่วงเอว
"เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวขอเช็ดทำความสะอาดช่วงล่าง แล้วก็เปลี่ยนแพมเพิสกับเช็คสายสวนหน่อยนะคะ"
ผมหน้าตึงขึ้นมาทันที ความอายพุ่งปรี๊ด "ไม่ต้อง! ตรงนั้นฉันจัดการเองได้"
"จัดการเองยังไงคะ นั่งยังลำบากเลย"
"อย่าดื้อสิคะ มะลิทำแป๊บเดียวเสร็จ"
ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากโวยวาย ยัยเด็กบ้าก็จัดการดึงพรวด! ปลดกางเกงของผมออกอย่างรวดเร็ว ผมเบิกตากว้าง พยายามจะตะปบมือปิด แต่ความคล่องแคล่วของพยาบาลที่ทำเรื่องพวกนี้มาเป็นร้อยครั้งมันไวกว่า เธอถอดทุกอย่างออกจนหมดเกลี้ยง
เธอชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจะดูสายสวนปัสสาวะ แต่จู่ๆ สายตาของเธอก็ดันไปหยุดกึกอยู่ที่ ลูกชายของผม!
ตากลมโตเบิกกว้าง ริมฝีปากบางเผยอออก แล้วเสียงอุทานก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาหน้าตาเฉย
"ว้าว... ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"
ผมที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่า ชะงักค้างไปในวินาทีนั้น สมองขาวโพลนราวกับโดนดึงปลั๊กออกกะทันหัน
"สาวๆ คงติดตรึมแน่ๆ งานดีขนาดนี้นะคะเนี่ย" เธอพึมพำออกมาชื่นชมจากใจจริง ไม่มีจริตจะก้าน ไม่มีแววล้อเลียน เธอทำเหมือนกำลังยืนวิจารณ์งานศิลปะชิ้นโบแดง! แล้วมือเล็กๆ นั่นก็หยิบผ้าชุบน้ำเตรียมจะเช็ดทำความสะอาดให้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด!
ผมเบิกตาถลน เลือดในกายที่เคยมอดดับด้วยความโกรธ จู่ๆ ก็สูบฉีดพุ่งพล่านขึ้นมากระจุกรวมกันที่หน้าและใบหูจนร้อนฉ่าแทบระเบิด
"ธ... เธอ!" เสียงผมสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ รีบตะครุบชายผ้าห่มขึ้นมาปิดท่อนล่างตัวเองอย่างไว "พูดบ้าอะไรออกมา! ยัยบ้า! ยัยโรคจิต!"
เธอชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมด้วยสีหน้างุนงงสุดขีด
"มะลิพูดบ้าอะไรคะ ก็มะลิชมจริงๆ ไม่ได้โกหกซะหน่อย คุณคิรินจะปิดทำไมคะ มะลิยังเช็ดไม่เสร็จเลย ขอยืมพื้นที่ตรงนั้นทำงานแป๊บนึงสิคะ"
"ไม่ต้องเช็ด! ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!" ผมตะเบ็งเสียงลั่น หน้าแดงเถือกจนลามไปถึงคอ พยายามกระถดท่อนบนหนีไปชิดขอบเตียงอีกฝั่ง "หน้าไม่อาย! เป็นผู้หญิงประสาอะไรมาวิจารณ์... เอ่อ... วิจารณ์ของคนอื่นหน้าตาเฉยแบบนี้!"
"อ้าว มะลิเป็นพยาบาลนะคะ เห็นมาหมดแล้วทั้งวอร์ด ของคนไข้ก็เหมือนอวัยวะส่วนอื่นแหละค่ะ แขน ขา ตับ ไต ลำไส้... แค่อันนี้มันอยู่ข้างนอกแล้วก็... โดดเด่นกว่าปกติแค่นั้นเอง คุณคิรินจะอายทำไมคะ ภูมิใจเถอะค่ะ ของแท้พ่อให้มาขนาดนี้"
"หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!" ผมหลับตาปี๋ สองมือกำผ้าห่มแน่นราวกับกลัวเธอจะกระชากมันออกไป หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอก ไม่ใช่เพราะโกรธ... แต่มันโคตรอาย! อายจนอยากจะมุดแผ่นดินหนี ที่โดนผู้หญิงแปลกหน้ามาจ้องมองแล้วคอมเมนต์ขนาดลูกชายตัวเองโต้งๆ แบบนี้
ผมได้ยินเสียงเธอถอนใจเบาๆ
"โอเคๆ ไม่พูดก็ไม่พูดค่ะ" เธอยอมถอย "งั้นมะลิจะหลับตาเช็ดให้ก็แล้วกันนะคะ แต่ถ้าเช็ดพลาดไปโดนอะไรแรงๆ ห้ามโกรธกันนะ"
"ฉันบอกว่าไม่ต้องเช็ดไง! ออกไป!"
"ไม่ได้ค่ะ ถ้าไม่ทำความสะอาดเดี๋ยวติดเชื้อขึ้นมาจะเรื่องใหญ่นะคะ" เธอขยับเข้ามาใกล้เตียงอีก ดึงผ้าห่มออกจากมือผมด้วยแรงที่เหนือกว่า เพราะผมมัวแต่ตกใจจนหมดแรงยื้อ "นิ่งๆ สิคะ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ท่องพุทโธไว้ค่ะคุณคิริน คิดซะว่ามะลิเป็นหุ้นยนต์ก็ได้"
ผมจำใจต้องเบือนหน้าหนี ซบหน้าลงกับหมอน กัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนห้อเลือดเพื่อสกัดกั้นความอายที่ถาโถมเข้าใส่ หลับตาปี๋ รับรู้ได้ถึงสัมผัสเย็นๆ ของผ้าขนหนูที่เช็ดทำความสะอาดให้อย่างรวดเร็วและเบามือ
