บทที่ 4 คนไข้ของมะลิ

หลังจากความน่าอายของการทำความสะอาดด้านหน้าจบลง ผมรับรู้ได้ถึงท่อนแขนเล็กๆ ของยัยเด็กมะลิที่สอดเข้าใต้แผ่นหลังและข้อพับเข่าของผม ผมหลับตา เกร็งตัวรอรับความเจ็บปวดจากการถูกกระชากเหมือนที่ผ่านมาอีกครั้ง แต่ผิดคาด ด้วยการออกแรงที่ถูกจังหวะและถูกหลัก ร่างกายท่อนบนและท่อนล่างของผมถูกพลิกตะแคงไปพร้อมกันอย่างนุ่มนวล

ผมไม่ได้ขัดขืน ทำเพียงแค่นอนหันหน้าเข้าหาผนังห้อง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างเรา

ผมรู้ดีว่าสภาพแผ่นหลังของตัวเองตอนนี้มันน่าสมเพชแค่ไหน กล้ามเนื้อที่เคยตึงแน่นมันลีบเล็กลงจากการไม่ได้ใช้งาน แต่สิ่งที่ทำให้ผมหวาดกลัวที่สุด ไม่ใช่รูปร่างที่เปลี่ยนไป

จู่ๆ ปลายนิ้วเล็กๆ ของเธอก็กดลงมาเบาๆ ตรงช่วงก้นกบและสะโพกของผม

"อึก!" ผมสะดุ้งสุดตัว เผลอร้องครางในลำคอด้วยความเจ็บที่แล่นปรี๊ดขึ้นมาจนน้ำตาแทบเล็ด ร่างกายท่อนบนพยายามเบี่ยงหนีสัมผัสนั้นโดยทันที ผิวหนังตรงนั้นมันอักเสบและระบมไปหมดจนแค่โดนลมพัดก็ยังแสบ

"เจ็บเหรอคะ" เสียงใสๆ ของมะลิเปลี่ยนไป มันอ่อนลงและไม่มีแววขี้เล่นเหมือนเมื่อกี้เหลืออยู่เลย มีแต่ความจริงจัง

ผมขบกรามแน่น ไม่ยอมตอบ ไม่อยากให้เธอเห็นความอ่อนแอไปมากกว่านี้

"แดงขนาดนี้ เกือบจะเป็นแผลกดทับระยะแรกแล้วนะคะเนี่ย" เธอขยับเข้ามาใกล้ ลูบผิวบริเวณรอบๆ อย่างระมัดระวังเพื่อประเมิน "คุณคิรินคะ ถามจริงๆ นะ ที่ผ่านมาสองสามอาทิตย์นี้ คุณได้ยอมให้คนดูแลตะแคงตัวบ้างไหมคะ แล้วได้ลุกขึ้นนั่งห้อยขาข้างเตียงบ้างหรือเปล่า"

ผมหลับตาลง ความทรงจำแย่ๆ ตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก

"ไม่..." ผมเค้นเสียงตอบกลับไปอย่างยากลำบาก มันแหบแห้งและเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่อัดอั้นมานาน

"ทำไมล่ะคะ ถ้านอนหงายท่าเดียวตลอด แผลกดทับกินลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อแน่ๆ ทีนี้ล่ะรักษากันยาวเลยนะคะ"

"ก็คนพวกนั้น จับฉันพลิกทีเหมือนจะกระชากกระดูกให้หลุดออกจากกัน มันเจ็บ เจ็บจนทนไม่ไหว พอฉันบอกให้ทำเบาๆ พวกนั้นก็หาว่าฉันสำออย หาว่าฉันเรื่องมาก ขยับตัวนิดเดียวก็ร้อง!"

ผมสัมผัสได้ถึงฝ่ามือบางที่ลูบลงบนลาดไหล่กว้างของผมเบาๆ ความอบอุ่นจากมือนั้นทำเอากำแพงที่ผมพยายามสร้างไว้เริ่มสั่นคลอน

"ฉันเลยไม่อยากให้ใครมายุ่ง ปล่อยให้นอนแข็งตายทับรอยแผลไปแบบนี้แหละ ดีกว่าต้องมาทนให้คนอื่นทำเหมือนฉันเป็นเศษขยะที่ไม่มีความรู้สึกแบบนี้"

เสียงของผมเริ่มสั่น ผมควบคุมมันไม่ได้เลย ความสมเพชตัวเองมันล้นทะลักจนแผ่นหลังของผมสั่นสะท้านไปถึงมือของเธอที่พยุงอยู่

"แถม..." ผมสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเชิดหน้าขึ้นมองผนังเพื่อกลั้นหยดน้ำตาที่กำลังรื้นขึ้นมา แต่สุดท้าย มันก็พังทลาย น้ำตาร้อนๆ ไหลทะลักลงมาอาบแก้ม ซึมลงไปในหมอน "แถมแพรว แฟนฉัน เขาก็ทิ้งฉันไป"

มะลิชะงักมือนิ่ง ปล่อยให้ผมได้ระบายความอัดอั้นที่บดขยี้จิตใจผมมาตลอดหลายเดือนออกมา

"ตั้งแต่รู้ว่าฉันเดินไม่ได้ ตั้งแต่รู้ว่าฉันต้องใส่สายฉี่บ้าๆ นี่ติดตัวตลอดเวลา แพรวก็ไม่เคยมาเหยียบที่นี่อีกเลย ไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความ" ผมสะอื้น ฮึบกลืนก้อนความขมขื่นลงคออย่างยากลำบาก "สภาพฉันตอนนี้มันทุเรศมากใช่ไหมมะลิ ทุเรศจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แค่เห็นสายยางห้อยต่องแต่ง เขาก็คงขยะแขยงฉันเต็มทนแล้ว"

มันเป็นครั้งแรก ที่ผมยอมลดทิฐิและเรียกชื่อเธอออกมาตรงๆ

ผมรอฟังคำปลอบใจดาดๆ อย่าง 'สู้ๆ นะ' หรือ 'อย่าคิดมากเลย' คำพูดโลกสวยที่ผมโคตรเกลียด แต่... มะลิไม่ได้ทำแบบนั้น

มือเล็กๆไดึงผ้าปูเตียงให้ตึง จัดการสวมเสื้อผ้าให้ผมจนเรียบร้อย ก่อนที่เธอจะโน้มตัวลงมากระซิบใกล้ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหนักแน่นและอ่อนโยนจนใจผมสะท้าน

"ไม่ทุเรศเลยค่ะคุณคิริน คุณก็แค่ป่วย อุบัติเหตุมันเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดกับใคร และคนป่วยก็แค่ต้องการการดูแลที่ถูกต้อง ไม่ใช่การถูกทอดทิ้ง"

ผมเบิกตากว้างขึ้นนิดๆ น้ำตาที่ไหลอยู่หยุดชะงัก มะลิผละออกไปดึงโต๊ะคร่อมเตียงเข้ามาใกล้ๆ ปรับระดับความสูงให้พอดีกับช่วงอกของผม

"มาค่ะ เรามาเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อย นอนท่าเดียวนานๆ มันปวดหลังแถมก้นจะช้ำไปกว่านี้"

ผมหันหน้าไปมองเธอด้วยดวงตาที่ยังแดงก่ำ "จะทำอะไร"

"ลุกขึ้นนั่งค่ะ"

"ฉัน นั่งไม่ได้ ท่อนล่างฉันมันไม่มีแรงพยุงตัวแล้ว"

"ท่อนล่างไม่มีแรง แต่นั่งได้สิคะ ท่อนบนคุณคิรินออกจะแข็งแรง บึกบึนขนาดนี้" มะลิยิ้มกว้าง สอดแขนเล็กๆ ของเธอเข้ามาใต้รักแร้และแผ่นหลังของผม "มะลิจะช่วยพยุง ฮึบนะคะ เกาะไหล่มะลิไว้แน่นๆ เลย ไม่ต้องกลัวตก มะลิทรงตัวเก่งมากบอกเลย"

ผมลังเล... แต่ความมั่นคงในแววตาของเธอทำให้ผมยอมยกมือหนาทั้งสองข้างขึ้นวางลงบนบ่าบอบบางของเธอ

มะลิสูดหายใจเข้า ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อใช้แรงจากขาตัวเองส่งน้ำหนัก เธอออกแรงพยุงช่วงบนของผมขึ้น ล็อกลำตัวผมไว้ชิดกับตัวเธอเพื่อไม่ให้ผมล้มหงายหลัง พร้อมกับใช้มืออีกข้างช้อนใต้ข้อพับเข่า หมุนร่างผมให้หันขวางเตียง

พรึ่บ!

ผมเบิกตากว้าง ร่างกายท่อนบนของผมตั้งตรง! ผมกำลังนั่งโดยมีมะลิยืนซ้อนอยู่ด้านหน้าคอยประคอง ด้วยความตื่นตระหนก ผมรีบดึงมือจากไหล่เธอลงมาตะปบขอบเตียงไว้แน่น กลัวว่าจะหน้ามืดหงายหลังตกลงไป แต่พอตั้งสติได้ ผมกลับไม่ได้ล้มลงไป ผมนั่งอยู่ได้จริงๆ

ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ผมไม่ได้เห็นมุมมองของห้องในแนวตั้งแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว

"เห็นไหมคะ นั่งได้สบายเลย" มะลิไม่ปล่อยให้ผมนั่งเกร็งนาน เธอใช้เท้าเลื่อนโต๊ะคร่อมเตียงเข้ามาตรงหน้าผม เอื้อมไปหยิบหมอนอิงใบใหญ่วางทับลงบนโต๊ะ "เอียงตัวมาข้างหน้านิดนึงค่ะ เอาแขนวางพาดกอดหมอนไว้เลย ท่านี้เรียกว่าท่าฟุบโต๊ะ มันจะช่วยลดแรงกดทับที่ก้น ทิ้งน้ำหนักมาที่แขนแทน แล้วก็ช่วยให้ปอดขยายตัวรับออกซิเจนได้ดีขึ้นด้วยนะคะ"

ผมค่อยๆ โน้มตัวลงไปวางแขนและซบหน้าลงบนหมอนตามที่เธอบอก

วินาทีนั้นเอง... ความรู้สึกตึงและปวดแสบปวดร้อนที่แผ่นหลังและสะโพกที่ทรมานผมมาหลายสัปดาห์ มันค่อยๆ ทุเลาลงอย่างน่าประหลาด น้ำหนักตัวที่เคยกดทับบาดแผลถูกถ่ายเทออกไปจนหมด

ความโล่งสบายที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานทำเอาน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปรื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดหรือสมเพชตัวเองอีก มันคือความโล่งใจ โล่งแบบที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจอมันอีกในชีวิตนี้

"ขอบใจนะ..." ผมเอ่ยลอดผ่านหมอนออกมาแผ่วเบาที่สุด แต่รู้ดีว่าเธอได้ยิน

"ยินดีให้บริการค่า นั่งรับลมเปลี่ยนวิวมองระเบียงไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพยาบาลมะลิคนสวยจะไปเอาผ้าชุบน้ำเย็นๆ มาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ จะได้สดชื่นกว่านี้"

[ ขิม ]

ฉันนั่งนิ่งค้างอยู่หน้าจอแท็บเล็ตในห้องทำงานชั้นล่างของบ้าน

มือที่ถือปากกาเตรียมจะเซ็นเอกสารชะงักงันอยู่กลางอากาศ ฉันเบิกตาที่มักจะดุดันและเต็มไปด้วยความเครียดให้กว้างขึ้น จ้องมองภาพสตรีมสดจากกล้องวงจรปิดผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อรื้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ภาพของพี่คิน พี่ชายคนเดียวของฉันที่ไม่ได้กำลังอาละวาดขว้างปาข้าวของ ไม่ได้ตะโกนด่าทอใคร และไม่ได้นอนขดตัวจมอยู่กับความมืดมิดบนเตียงเหมือนคนตายทั้งเป็น

พี่คินกำลังนั่ง นั่งกอดหมอนอย่างสงบอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ

ตั้งแต่พี่คินกลับมาจากโรงพยาบาล ไม่มีคนดูแลคนไหนเลยที่สามารถแตะต้องตัวเขาจนจับเขาลุกขึ้นนั่งข้างเตียงได้สำเร็จ ทุกคนยอมแพ้ต่อเสียงตวาดและการขัดขืนของเขา ทุกคนเลือกที่จะทำลวกๆ แล้วปล่อยให้เขานอนจมกองความทุกข์ทรมานอยู่บนเตียงแบบนั้นเพื่อตัดปัญหา

ฉันยกมือที่สั่นเทาขึ้นปิดปาก กลั้นเสียงสะอื้นของความตื้นตันใจเอาไว้ รอยยิ้มกว้างที่ออกมาจากความรู้สึกโล่งอกอย่างแท้จริง

"ขอบคุณนะมะลิ..." ฉันพึมพำกับหน้าจอเบาๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่เด็กสาวเปิ่นๆ ในจอที่กำลังเดินถือผ้าเย็นกลับมาเช็ดหน้าให้พี่ชายของฉันอย่างอารมณ์ดี "ขอบคุณจริงๆ ที่ไม่วิ่งหนีไปซะก่อน"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป