บทที่ 5 คุณคิรินของมะลิ
“ฮึบ ดีมากค่ะคุณคิริน อีกนิดเดียว ออกแรงแขนอีกนิดนึงค่ะ เยี่ยม ปล่อยได้เลยค่ะ”
เสียงใสๆ ของมะลิยังคงเจื้อยแจ้วอยู่ข้างหู ตัดกับเสียงหอบหายใจหนักๆ ของผมที่ดังสะท้อนอยู่ในอก ผมปล่อยมือจากยางยืดออกกำลังกายที่ผูกไว้กับราวเตียงพลางทิ้งตัวพิงหมอนอย่างหมดแรง เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมตามไรผมจนรู้สึกเหนอะหนะไปหมด ผมมองแขนตัวเองที่ยังสั่นระริก กล้ามเนื้อหน้าอกมันกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจเอากาศเข้าปอด
มันเหนื่อย เหนื่อยจนอยากจะบ้า แต่ก็นั่นแหละ ผมหยุดไม่ได้
“เป็นไงคะ วันนี้ดึงไปได้ตั้งสามเซ็ต เซ็ตละยี่สิบครั้งเลยนะ เก่งกว่าเมื่อวานตั้งเยอะ!” มะลิยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กมาให้ รอยยิ้มของเธอกว้างจนตาปิดเหมือนเดิม
ผมรับผ้ามาซับหน้าลวกๆ พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นตอนตอบกลับไป “ก็เธอเล่นขู่ไว้ไม่ใช่หรือไง ว่าถ้าแขนไม่มีแรงจะจับฉันมัดติดเตียงไม่ให้ไปไหนน่ะ”
“แหม มะลิก็พูดเล่นไปงั้นแหละค่ะ ใครจะไปใจร้ายทำกับคุณคิรินลง แต่แขนคุณแข็งแรงขึ้นจริงๆ นะคะ พยุงตัวได้สบายเลย... งั้นวันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อยดีไหม ย้ายลงรถเข็น แล้วออกไปสูดอากาศข้างนอกห้องกันบ้างเถอะค่ะ อุดอู้อยู่แต่ในนี้ เดี๋ยวราจะขึ้นตัวเอาหนา”
ผมชะงักไปทันที ความรู้สึกบางอย่างมันจุกขึ้นมาที่ลำคอ ผมลังเล
ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมาอยู่ที่บ้าน ผมไม่เคยยอมก้าวพ้นประตูห้องนี้เลยแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเห็นโลกข้างนอกนะ แต่มันมีความกลัวที่ใหญ่กว่านั้นค้ำคออยู่ ผมกลัวสายตาของพวกคนใช้ในบ้าน กลัวที่จะเห็นความสมเพชในดวงตาของคนที่เดินผ่านไปมา กลัวการถูกมองว่าเป็นไอ้ตัวประหลาดที่ทำได้แค่นั่งจมอยู่บนรถเข็น
“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ”
จู่ๆ มะลิก็พูดขึ้นมาเหมือนอ่านใจผมออก มือเล็กๆ ของเธอเอื้อมมาแตะที่แขนผมเบาๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น “ถ้าใครหน้าไหนมันกล้ามองคุณคิรินด้วยสายตาแปลกๆ นะ มะลิจะเอาสเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดหน้าให้ตาบอดไปเลย ดีมั้ยคะ”
“เธอมันเถื่อน มะลิ”
“เอ้า! ก็มะลิปกป้องคนไข้ของมะลินี่คะ สรุปว่าไปเนอะ ไม่ปฏิเสธแปลว่าตกลง”
ไม่รอให้ผมได้ทัดทาน ยัยพยาบาลจอมบงการก็ลากรถเข็นมาเทียบข้างเตียง ล็อกล้อเสียงดัง กึก ก่อนจะค่อยๆ ประคองร่างของผมให้ถ่ายน้ำหนักลงมา แขนของผมเริ่มมีแรงอย่างที่เธอว่า เพราะเพียงแค่ชั่วอึดใจ ผมก็นั่งลงบนรถเข็นได้สำเร็จโดยไม่ต้องทุลักทุเลเหมือนวันก่อนๆ
ประตูบานหนาที่ปิดตายมานานถูกเปิดออก มะลิค่อยๆ เข็นผมผ่านโถงทางเดินกว้าง แสงแดดรำไรที่สาดเข้ามาทางหน้าต่างกระจกมันทำให้ผมต้องหยีตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้จากสวนด้านนอกลอยมาแตะจมูก ความอึดอัดที่สุมอยู่ในอกมานับเดือนเหมือนจะทุเลาลงไปนิดนึง
แต่ความสงบนั้นมันสั้นกว่าที่ผมคิด
“อ้าว คิน”
เสียงแหลมปรี๊ดที่ผมจำได้ขึ้นใจดังมาจากโซฟารับแขกกลางบ้าน ล้อรถเข็นหยุดหมุนกะทันหัน หัวใจผมหล่นวูบ มือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ
ผู้หญิงคนนั้น ‘แพรว’ หล่อนเดินกรีดกรายเข้ามาใกล้ ชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนมหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้า กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฉุนกึกจนผมรู้สึกเวียนหัว แพรวปรายตามองผมด้วยสายตาที่ผมอ่านออกทันที... มันไม่ใช่ความคิดถึง หรือความห่วงใย แต่มันคือความเวทนาที่ปนมากับความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
หล่อนไล่สายตามองหน้าซีดๆ ของผม เลื่อนลงไปที่ขาสองข้างที่มันลีบเล็กลงจนดูผิดรูป แล้วไปหยุดนิ่งอยู่ที่ถุงปัสสาวะที่ซ่อนอยู่ใต้เก้าอี้ แพรวยกมือขึ้นป้องจมูกนิดๆ ราวกับได้กลิ่นเหม็นเน่า ทั้งที่ผมมั่นใจว่ามะลิทำความสะอาดให้ผมอย่างดีที่สุดแล้ว
“สภาพดูไม่ได้เลยนะคิน”
“แพรว...” ผมเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่สั่นพร่า เหมือนวิญญาณถูกกระชากลงหลุมดำอีกรอบ “มาทำไม”
“แพรวมาหาขิมน่ะ พอดีเมื่อคืนรื้อของแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าลืมของในเซฟน่ะ แพรวเลยกะจะมาเอาคืน” เธอเหยียดยิ้ม กอดอกแล้วถอนหายใจยาว “รีบๆ บอกรหัสมาเถอะ แพรวไม่อยากอยู่ที่นี่นาน แถวนี้กลิ่นคนป่วยมันแรง แพรวอึดอัดจะแย่”
คำพูดของเธอเหมือนค้อนทุบลงกลางหน้าผม ผมก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาทิ่มแทงนั่น “ของๆ เธอ ฉันให้ขิมเก็บไว้ในห้องทำงานแล้ว ไปเอาที่นั่นสิ”
“ก็แค่นั้นแหละ” แพรวหมุนตัวทำท่าจะเดินจากไป แต่แล้วก็ชะงักหันกลับมามองผมอีกครั้ง “อ้อ... คิน อย่าโกรธแพรวเลยนะที่แพรวหายไปเฉยๆ คินต้องเข้าใจแพรวนะ แพรวอายุแค่นี้ หน้าที่การงานก็กำลังไปได้ดี สังคมรอบตัวแพรวมีแต่คนระดับท็อปทั้งนั้น คินจะให้แพรวเข็นรถพาคนพิการแบบคินไปงานเลี้ยงด้วยเหรอ มันน่าอายออกนะ”
ผมกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด หน้าอกสะท้อนขึ้นลงด้วยความเจ็บปวดที่เถียงไม่ได้ เพราะมันคือความจริง ผมมันก็แค่ไอ้พิการที่เป็นภาระ
“แล้วอีกอย่างนะ สภาพแบบนี้คินก็ดูแลแพรวไม่ได้แล้ว มีแต่แพรวต้องมานั่งเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ ซึ่งแพรวทำไม่ได้หรอก แพรวไม่อยากมี ‘ภาระ’ คินคงเข้าใจแพรวนะ”
“ขอโทษนะคะ”
เสียงใสๆ ของมะลิแทรกขึ้นมานิ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เกือบจะทำให้ผมระเบิด ยัยพยาบาลตัวเล็กที่ยืนเงียบมาตลอดก้าวออกมาข้างหน้า เธอเดินมาบังรถเข็นของผมไว้มิดตัว
แพรวขมวดคิ้ว มองมะลิด้วยหางตา “เธอเป็นใคร พยาบาลรับจ้างเหรอ ไม่รู้มารยาทหรือไงว่าเจ้านายเขาคุยกันอยู่”
“มะลิเป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณคิรินค่ะ” มะลิจ้องตาแพรวกลับนิ่งๆ ไม่มีวี่แววของความกลัวเลยสักนิด “และมะลิมีหน้าที่ต้องดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัวคนไข้ ให้ปลอดภัยจากมลพิษทุกรูปแบบค่ะ”
“มลพิษ แกหมายความว่าไง!”
“ก็หมายความตามที่พูดเลยค่ะ พอดีว่าคลื่นเสียงของคุณเมื่อกี้ มันแฝงไปด้วยตรรกะที่ป่วยหนักมาก และมันกำลังส่งผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจคนไข้ของมะลิค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือ คุณกำลังเป็นตัวเชื้อโรคทางหายใจที่อันตรายมากค่ะสำหรับพื้นที่ตรงนี้”
ผมเงยหน้ามองแผ่นหลังบางของคนที่ยืนบังผมไว้ด้วยความทึ่ง เธอตัวเล็กนิดเดียว แต่ทำไมดูแข็งแกร่งขนาดนี้
แพรวหน้าตึงจนแดงก่ำ “นี่แกว่าฉันเป็นเชื้อโรคเหรอ นังเด็กรับใช้! แกมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันแบบนี้!”
“มะลิใช้สิทธิ์ตามหลักวิชาชีพค่ะ และเรื่องที่คุณบอกว่าคุณคิรินเป็นภาระ มะลิในฐานะคนที่ดูแลเขาอยู่ทุกวันขอยืนยันเลยนะคะว่า คุณคิรินดูแลรักษาง่ายกว่าความมักง่ายในใจของคุณเยอะเลยค่ะ”
“กรี๊ด! นังบ้า! แกกล้าด่าฉันเหรอ”
“มะลิไม่ได้ด่าค่ะ มะลิกำลังประเมินอาการตามความเป็นจริง” มะลิพูดแทรกขึ้นมา เสียงของเธอเรียบแต่กรีดลึก “กล้ามเนื้อขาของคุณคิรินที่บาดเจ็บ มะลิทำกายภาพให้ทุกวัน ไม่ช้าก็เร็วเขาก็มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ต่อมสามัญสำนึกและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ของคุณเนี่ย ดูท่าทางจะพิการถาวรไปแล้วนะคะ หมอที่ไหนก็คงรับรักษาให้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ น่าสงสารจังเลยนะคะ”
“แก...!” แพรวโกรธจนตัวสั่น ชี้นิ้วใส่หน้ามะลิเหมือนจะพุ่งเข้ามาตบ แต่มะลิกลับจ้องกลับด้วยสายตาที่ว่างเปล่าจนอีกฝ่ายชะงักไปเอง
มะลิก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วยิ้มบางๆ “ถึงเวลาทานอาหารว่างของคนไข้แล้วค่ะ ถ้าคุณผู้หญิงมาเพื่อเอาของ ก็ไปรับกับคุณขิมแล้วรีบเชิญออกไปเถอะค่ะ อากาศตรงนี้เริ่มมีเชื้อโรคสะสมเยอะแล้ว มะลิกลัวคนไข้จะติดเชื้อทางเดินหายใจเอา”
พูดจบเธอก็หันหลังกลับมาจับที่รถเข็น ปลดล็อกล้อแล้วหมุนรถพาผมเข็นออกมานุ่มนวล โดยไม่สนใจเสียงกรี๊ดกราดโวยวายข้างหลังที่เรียกหาแม่บ้านมาจัดการเธอเลยแม้แต่น้อย
มะลิเข็นผมมาหยุดอยู่ที่ริมระเบียงที่มองเห็นสวนดอกไม้ เสียงของแพรวค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงเสียงนกร้องเบาๆ
“มะลิ...” ผมเอ่ยเรียกเธอ น้ำเสียงผมยังสั่นอยู่เล็กน้อย
“คะ” มะลิเดินอ้อมมายืนตรงหน้าผม รอยยิ้มซื่อๆ ที่ผมคุ้นเคยกลับมาแล้ว เหมือนพายุเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน “คุณคิรินอยากดื่มน้ำผลไม้หรือนมอุ่นๆ ดีคะ เดี๋ยวพยาบาลคนเก่งคนนี้จะไปจัดมาเสิร์ฟให้ถึงที่เลย!”
ผมเงยหน้ามองผู้หญิงตรงหน้า เธอไม่ได้ตัวใหญ่กว่าผมเลยสักนิด ออกจะบอบบางด้วยซ้ำ แต่เมื่อกี้เธอกลับกางปีกปกป้องผมสุดตัวโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน
เธอไม่ได้มองว่าผมเป็นภาระเธอไม่ได้ดูแลผมแค่เพราะหน้าที่
แต่มะลิเห็นคุณค่าในตัวผม ในวันที่แม้แต่ผมเองยังมองไม่เห็นมันเลย
“เมื่อกี้ ไม่กลัวโดนไล่ออกหรือไง ไปด่าเพื่อนของน้องสาวเจ้านายแบบนั้นน่ะ” ผมถามออกไปเสียงเบา
มะลิยักไหล่แบบไม่แคร์ “ถ้าคุณขิมจะไล่มะลิออกเพราะมะลิปกป้องคนไข้ มะลิก็ยินดีเก็บกระเป๋าค่ะ แต่คุณขิมมีเหตุผลพอ มะลิมั่นใจ แล้วอีกอย่างนะคะ มะลิทนไม่ได้หรอกค่ะ ที่เห็นใครมาทำร้ายจิตใจคุณคิรินของมะลิ กว่าจะทำให้ยิ้มได้แต่ละทีมันยากจะตายไป ใครจะยอมให้คนอื่นมาพังรอยยิ้มนั้นง่ายๆ กันล่ะคะ”
คำว่า ‘คุณคิรินของมะลิ’ มันทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นซ่านมันไหลซึมเข้าไปในใจที่เคยแห้งผากของผม
ผมมองรอยยิ้มสว่างไสวนั่น แล้วมุมปากที่เคยบึ้งตึงก็ค่อยๆ โค้งขึ้น... มันเป็นรอยยิ้มแรกที่ออกมาจากความรู้สึกข้างในจริงๆ รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ว่าเซฟโซนของผม ไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมมืดๆ นั่นอีกต่อไปแล้ว
แต่เป็นผู้หญิงเปิ่นๆ ปากแจ๋ว ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมนี่ต่างหาก
