บทที่ 3 3
ตราตรึงในดวงจิตติดตรึงในดวงใจ
กรวิชญ์มองตัวเลขบอกความเร็วของจากัวร์คันงามที่ภีมวัจน์เป็นผู้ขับ ซึ่งลดระดับความเร็วลงอย่างแปลกใจ ผิดกับก่อนหน้าที่แล่นทะยานบนท้องถนนจนเกือบเกิดอุบัติเหตุ ดีที่ว่าเจ้าตัวเบรกได้ทัน เท่านั้นยังไม่พอเสียงถอนหายใจเฮือกๆ ราวกับมีเรื่องกลัดกลุ้มอะไรอยู่ในใจยิ่งเพิ่มความประหลาดใจแก่เขามากขึ้น
เพราะนับจากผู้เป็นเพื่อนลงไปดูอาการของผู้หญิงที่ตัวเองขับรถเฉี่ยว กระทั่งกลับขึ้นมาก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างเดียว ซ้ำยังมีสีหน้าท่าทางแตกต่างจากเมื่อตอนลงไปจนเขารู้สึกได้
“ไหนแกบอกว่าจะรีบไปงานไม่ใช่หรือวะ”
“ก็...รีบอยู่” ปากบอกว่ารีบแต่กลับขับช้าไม่สมกับสมรรถนะของรถ
“รีบประสาอะไรวะ ขับอย่างกับเต่าคลาน” กรวิชญ์ว่าเข้าให้ “ผู้หญิงที่ถูกรถแกเฉี่ยวไม่ได้เป็นอะไรไม่ใช่หรือวะ”
“ฉันก็บอกแกไปแล้วไม่ใช่หรือวะว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไร แกความจำเสื่อมหรือไง”
คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดราวกับคำถามดังกล่าวจี้ถูกจุด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของคำถามรู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด ดวงหน้าขาวคมคายปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากด้วยความขบขัน เพราะไม่บ่อยนักที่คนควบคุมสีหน้าและสภาวะอารมณ์ได้ดีในทุกสถานการณ์อย่างภีมวัจน์จะแสดงอาการเช่นนี้ออกมา ทำให้กรวิชญ์สงสัยหนักยิ่งขึ้นว่าอะไรกันที่เป็นสาเหตุ
“ก็ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วแกจะหงุดหงิดทำไมนักหนาวะ”
คำถามของเพื่อนสนิททำให้ภีมวัจน์เงียบไปชั่วอึดใจ นั่นสิ...นี่เขากำลังหงุดหงิดด้วยเรื่องอะไร
ทว่าเมื่อพยายามค้นหาสาเหตุ ดวงหน้าสะสวยแปลกตาของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นมาในมโนภาพทันควันราวกับนั่นคือคำตอบ
“แกจะไม่ให้ฉันหงุดหงิดได้ไงวะ ผู้หญิงคนนั้นมองฉันอย่างกับเห็นผี เป็นแก แกจะคิดยังไง”
คนหงุดหงิดพูดอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะตอนลงจากรถลงไปหา เธอยังนั่งทำท่าทางงงๆ อยู่เลย แต่พอเงยหน้ามาเห็นเขาเท่านั้นกลับลุกพรวดขึ้นยืน เบิกตามองมาอย่างกับเห็นผี ไม่ได้มองอย่างชื่นชมอย่างที่เขามักจะได้รับจากผู้หญิงคนอื่นอยู่เสมอ
ภีมวัจน์ อรรถเศรษฐ์สุนทร ถูกผู้หญิงมองด้วยสายตาแบบนี้ เสียความมั่นใจชะมัด!
กรวิชญ์ฟังคำตอบของเพื่อนแล้วหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เพราะไม่บ่อยนักที่เพื่อนของเขาจะทำท่าเหมือนสูญเสียความมั่นใจเช่นนี้
“อ้อ ปกติเคยถูกผู้หญิงมองด้วยความชื่นชมตลอด แต่ผู้หญิงคนนี้กลับมองแกเหมือนเห็นผีเลยหงุดหงิด งุ่นง่าน เสียความมั่นใจ ว่างั้นเถอะ”
คำพูดที่เดาได้ตรงเผงราวกับเข้ามานั่งอยู่กลางใจ ทำให้คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดนิ่งอึ้ง เท่ากับเป็นการยอมรับโดยดุษณี
“ผู้หญิงคนที่แกว่ามองแกเหมือนเห็นผีน่ะ ขนาดฉันมองเห็นแวบเดียวยังรู้เลยว่าสวย แต่สวยยังไงบอกไม่ถูกจริงๆ ว่ะ” กรวิชญ์เพ้อรำพันด้วยน้ำเสียงชวนฝันก่อนจะหันไปจ้องหน้าเพื่อนเขม็ง “แกเห็นด้วยกับฉันหรือเปล่าวะ”
เอี๊ยดดด!
เสียงเบรกที่ได้รับแทนคำตอบทำเอาเจ้าของคำถามถึงกับหน้าคะมำ จนต้องหันไปด่าเสียงดังลั่นรถ
“ไอ้ภาม แกขับให้มันดีๆ หน่อยสิวะ นึกจะเบรกก็เบรก ดีนะที่ฉันคาดเข็มขัด ไม่งั้นหัวหูแตกหมด”
“โทษทีว่ะเพื่อนไม่ได้ตั้งใจ” คนขี้แกล้งบอกเสียงนิ่งๆ ทว่านัยน์ตาดำราวกับนิลเนื้อดีไหวระริก จึงถูกผู้เป็นเพื่อนส่งค้อนให้ ก่อนจะถามคำถามเดิมด้วยน้ำเสียงคาดคั้น
“แกยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะ”
“คำถาม? เรื่องอะไรมิทราบ”
ภีมวัจน์ทำไขสือทั้งๆ ที่รู้ดีว่าหมายถึงอะไร อยากตะบันหน้าเจ้าของคำถามนัก ไม่รู้จะคาดคั้นเอาคำตอบเพื่ออะไร
“ไม่ต้องมาทำเป็นไขสือเลย ฉันถามว่าแกเห็นด้วยกับฉันหรือเปล่าที่ว่าผู้หญิงคนที่ถูกแกขับรถเฉี่ยวน่ะสวยแล้วก็สวยมากเสียด้วย”
“ฉันไม่ทันมอง แกก็เห็นนี่หว่าว่าฉันรีบลงไปแล้วก็รีบขึ้นมา” ภีมวัจน์ปฏิเสธทั้งที่ไม่ตรงกับใจเลยสักนิด จึงถูกผู้เป็นเพื่อนย้อนทันควัน
“หน็อย...ไม่ทันมอง แกลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเป็นเพื่อนกับแกมาตั้งแต่ตัวเท่ากำปั้น แล้วคนที่ชอบเก็บรายละเอียดทุกอย่างรอบตัวอย่างแกน่ะหรือจะพลาด”
คู่สนทนาเงียบกริบ กรวิชญ์จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ “แล้วถ้าแกไม่มองแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นมองแกอย่างกับเห็นผี”
คนถูกจับได้นิ่งงันเพราะจำนนด้วยคำพูด รู้อยู่แก่ใจว่าที่เพื่อนพูดน่ะถูกต้องทุกอย่าง ทำไมเขาจะไม่เห็นเล่า เห็นอย่างชัดเจนจากดวงตาทั้งสองข้างว่าผู้หญิงคนที่เพื่อนพูดถึงน่ะ...สวย
สวย...อย่างประหลาด สวยจนติดอยู่ในตาตรึงอยู่ในใจ จนกระทั่งบัดนี้ภาพของเธอยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่คลาย
เขาต้องยอมรับกับตัวเองว่าเธอสวยจนต้องมองซ้ำ แม้จะใช้เวลาในการมองแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็ตามที แต่สมองของเขาก็เก็บและจดจำรายละเอียดของเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ เรียกว่าถ้ามีอุปกรณ์สำหรับวาดภาพอยู่ในมือ ก็สามารถวาดดวงหน้างดงามแปลกตานั่นออกมาได้เลยทีเดียว
โดยเฉพาะดวงตาโตๆ ของเจ้าหล่อนภายใต้ขนงอน ที่มองมายังเขาราวกับเห็นผีนั่นเขาจำได้จนติดตา และนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขามาก่อน
เขาไม่ได้มองผู้หญิงด้วยสายตาเช่นนี้มานานนักหนาแล้ว เพราะไม่เคยมีใครถูกตาต้องใจ แม้จะมีผู้หญิงแวะเวียนมาให้มองอยู่เสมอก็ตาม แต่ด้วยบุคลิกเงียบๆ ติดขรึมทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาตอแย ซึ่งก็เป็นผลดีสำหรับเขา
“แล้วแกจะมาคาดคั้นฉันให้ได้อะไรขึ้นมาวะ ยอมรับก็ได้วะว่ามอง ฉันอยากได้...”
ภีมวัจน์พูดยังไม่ทันจบประโยค ผู้เป็นเพื่อนก็พูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“อะไรวะเห็นครั้งเดียวอยากได้แล้วหรือวะ”
“ไอ้บ้าวิชญ์!” คนหงุดหงิดด่าเพื่อนเสียงขุ่น “แกฟังให้จบก่อนสิวะ ฉันอยากได้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นนางแบบโฆษณาบ้านตัวอย่างของฉันต่างหากล่ะ”
ที่ภีมวัจน์พูดออกไปก็หาใช่ความจริงทั้งหมด เพราะนอกจากอยากได้เธอมาเป็นนางแบบแล้ว อีกเหตุผลสำคัญในใจลึกๆ คงเป็นไปตามคำพูดของผู้เป็นเพื่อน
ใช่แล้ว...เขาอยากได้ผู้หญิงคนนั้น! อยากได้อย่างไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
“เออ...ฉันก็ลืมไปว่าแกกำลังเฟ้นหาผู้หญิงมาเป็นนางแบบในโครงการหมู่บ้านเรือนไทยประยุกต์ของแกนี่หว่า แล้วผู้หญิงคนนี้ก็มีคุณลักษณะตรงตามที่แกต้องการอยู่พอดี สวยแบบไทยๆ แต่จะเรียกว่าสวยก็คงไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่างามน่าจะเหมาะกว่า ปัจจุบันหาผู้หญิงหน้าตาแบบนี้ได้ยากเย็นเต็มทีว่ะ มีแต่สวยศัลยกรรมแทบทั้งนั้น”
“นั่นแหละ ฉันเบื่อนางแบบหน้าบล็อกเดียวกันจากเอเจนซีของแกเต็มทีแล้วว่ะ แทบแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนไหน อยากรู้นักว่าถ้าเกิดพวกเจ้าหล่อนแต่งงานไป ลูกที่ออกมาจะหน้าตาเป็นยังไง คาดว่าคงดูไม่จืดเป็นแน่”
“แหม...ปากจัดจริงไอ้คนหน้าหล่อสามโลก” กรวิชญ์ค่อนคนพูดด้วยน้ำเสียงติดหมั่นไส้ มองเพื่อนสนิทที่มักจะถูกใครต่อใครโดยเฉพาะสาวๆ ตั้งฉายาให้ว่าหล่อสามโลกอย่างขวางๆ
“ฉันพูดจริง หรือแกจะเถียง” ภีมวัจน์พูดด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะแล้วเร่งความเร็วของรถขึ้นจากเดิม อารมณ์หงุดหงิดค่อยๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว
“เออ มันก็จริง อย่าว่าแต่แกเลย ฉันเองเห็นแล้วยังงงเลย แต่ละคนหน้าบล็อกเดียวกันหมด”
เจ้าของเอเจนซีชื่อดังพูดพลางมองเจ้าของฉายาหล่อสามโลก หรือผู้ชายที่สาวๆ อยากจะฝันถึงจากผลสำรวจของนิตยสารชื่อดัง เพื่อนของเขาคนนี้มีดวงหน้าขาวจัด สองข้างแก้มเป็นสีเขียวจางๆ จากเคราที่เพิ่งถูกโกนออก คิ้วเข้มได้รูปทั้งคู่พาดโค้งขนานไปกับดวงตาคมกริบ ภายใต้ขนตางอนจนผู้หญิงยังอาย เปลือกตาพับซ้อนจนเห็นเป็น ๒ ชั้นได้อย่างชัดเจน จมูกโด่งคมได้รูปสวย ปากหยักหนาแดงระเรื่อ
ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นมักเอ่ยปากว่าภีมวัจน์หน้าตาหล่อแบบคนโบร่ำโบราณ แต่เจ้าตัวไม่ค่อยปลื้มกับคำชมนี้สักเท่าไร
เพื่อนของเขาเป็นทายาทคนสุดท้องของเอเอสเอสกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ หลังจากเจ้าตัวกลับจากต่างประเทศเมื่อปีก่อน ก็เริ่มฝึกงานจากระดับล่างขึ้นมา เรียกว่าเริ่มต้นตั้งแต่เป็นกรรมกรก่อสร้างกันเลยทีเดียว ซึ่งภีมวัจน์ก็ทำได้ดีจนเป็นที่ยอมรับของบรรดาพนักงานทุกระดับชั้น
