บทที่ 5 5

5

“ลูกสาวแม่เก่งอยู่แล้ว แม่เชื่อว่าโรสทำได้และทำออกมาได้ดีซะด้วย ขนาดพ่อเรานะลูกสาวยังไม่ทันได้ลงมือทำเลยก็เอาไปคุยฟุ้งกับคนโน้นคนนี้แล้ว”

“โห...เล่นไปคุยแบบนี้ถ้าโรสทำไม่ได้มิขายหน้าพ่อกับแม่แย่หรือคะ”

รสิกาพูดแล้วก็แนบดวงหน้าที่ต้นแขนมารดาอย่างประจบ พลางนึกถึงคนถูกพาดพิงถึงอย่างขำๆ ดอกเตอร์อธิปผู้เป็นบิดาของเธอเป็นอาจารย์ผู้ปกครองของโรงเรียนชายชื่อดัง ที่ขึ้นชื่อว่าดุมากจนเด็กนักเรียนพากันกลัวลนลาน แต่ใครจะรู้บ้างว่าเวลาอยู่บ้านจะกลับกลายเป็นสามีผู้มักจะบอกกับใครๆ ว่าเกรงใจภรรยามิใช่กลัว และเป็นบิดาที่แสนจะรักลูกสาวคนเดียวอย่างเธอทูนหัวทูนเกล้า เรียกว่าลูกข้าใครอย่าได้แตะเชียว

“พ่อเขาเชื่อมั่นในตัวลูกสาวอยู่แล้วไม่อย่างนั้นจะกล้าคุยหรือจ๊ะ”

อดีตอาจารย์โรงเรียนสตรีที่เกษียณตัวเองออกมาก่อนกำหนด ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัวเมื่อปีที่แล้ว พูดอย่างเชื่อมั่นในตัวบุตรสาว

“ว้า...เล่นพูดแบบนี้โรสกดดันนะคะ”

รสิกาแกล้งพูดเสียงอ่อยแล้วหันไปมองประตูรั้ว เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอด หญิงสาวเพ่งมองลอดรั้วไม้ระแนงออกไปก็เห็นรถสปอร์ตสีน้ำเงินคันไม่คุ้นตาจอดอยู่หน้าประตู ดวงตาคู่โตเขม้นมองอย่างสงสัยว่ารถใครกัน

“รถใครหรือลูก”

“โรสกำลังมองอยู่ค่ะแม่”

คนเป็นบุตรสาวยิ้มกว้างเมื่อเห็นกระจกถูกลดลงแล้วเห็นหน้าคนขับ  กรองขวัญเพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง

“อ้าว...หนูขวัญนี่นา นึกว่าใครที่ไหน” คุณรสรินอุทานเสียงดัง

“นั่นสิคะ แถมเปลี่ยนรถใหม่ด้วย ว่าแต่มาทำไมตอนใกล้จะเย็น เดี๋ยวโรสไปเปิดประตูก่อนนะคะ”

ร่างสูงเพรียวขยับจะลุกขึ้นตามที่พูด แต่ไม่ทันนางดวงแขซึ่งเป็นภรรยาของนายสินที่ชิงเดินออกไปเปิดเสียก่อน

รถบีเอ็มดับบลิวสปอร์ตป้ายแดงสีน้ำเงินคันงามแล่นปราดเข้ามาจอดภายในบ้าน และไม่ถึงอึดใจต่อมาประตูด้านคนขับก็ถูกเปิดออกโดยหญิงสาวรูปร่างค่อนข้างท้วม ในชุดกระโปรงสีฟ้าจางๆ ที่มองดูก็รู้ว่าเป็นชุดแบรนด์เนมราคาแพงลิบเดินยิ้มร่าลงมาพร้อมด้วยเสียงทักทาย

“สวัสดีค่ะคุณแม่”

“สวัสดีจ้าหนูขวัญ แม่ก็ว่ารถใคร ถอยมาใหม่หรือจ๊ะ” คุณรสรินยกมือรับไหว้พลางมองเพื่อนสนิทของบุตรสาวด้วยสายตาเอ็นดู เพราะเห็นอีกฝ่ายมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีแรกแล้ว                                                   

“ค่ะคุณแม่ รถคันเก่ามันรวนบ่อย” คนถูกถามบอกไม่เต็มเสียงนัก

“แกอย่ามาอ้างโน่นนี่เลยยายขวัญ ฉันไม่เห็นรถแกจะรวนอย่างที่พูดเลย อยากเปลี่ยนรถคันใหม่ก็บอกมาตรงๆ เถอะแม่ลูกเศรษฐี” รสิกามองคนพูดอย่างรู้ทัน

“เอาน่า แกไม่ต้องมาว่าฉันหรอก” กรองขวัญว่าพลางฉีกยิ้มกว้าง เพราะความจริงก็เป็นไปตามที่ผู้เป็นเพื่อนพูดทุกอย่าง ทว่าพลันคิ้วเรียวได้รูปก็ขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของอีกฝ่าย

“ทำไมแกดูมอมแมมจัง เดี๋ยวแกต้องออกไปข้างนอกกับฉันนะ”

“ไปข้างนอก? จะไปไหนมิทราบ” รสิกาพูดด้วยสีหน้างุนงงกึ่งสงสัยพลางก้มมองดูตัวเอง ซึ่งก็มอมแมมอย่างที่เพื่อนว่าจริงๆ ก็เพิ่งถูกรถเฉี่ยวจนล้มจะไม่มอมได้ยังไง

“ก็แกนัดกับฉันว่าจะไปหาเช่าชุดไทยไว้ใส่ไปงานแต่งงานพี่กันต์วันศุกร์หน้าไงล่ะ แกความจำเลอะเลือนหรือยายโรส ทั้งที่แกน่ะตื่นเต้นอย่างกับจะแต่งเอง”

คำตอบของผู้เป็นเพื่อนทำให้รสิกาถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนเมื่อนึกขึ้นได้

จริงสินะ เธอนัดเพื่อนไว้จริงๆ ว่าจะไปหาเช่าชุดไทยงามๆ ใส่ไปร่วมงานแต่งงานของกันตภพ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทมากๆ ของกรองขวัญ และเป็นเจ้าของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ ธีมของงานคือทุกคนต้องแต่งกายชุดไทยในสมัยของรัชกาลที่ ๖

ทำไมเธอถึงได้หลงลืมไปได้ ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็นคนความจำเลอะเลือนถึงเพียงนี้

“ฉันลืมจริงๆ ยายขวัญ” คนขี้ลืมรับสารภาพน้ำเสียงอ่อยพลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ

“นั่นไง ฉันว่าแล้วว่าแกต้องลืม ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เลยนะ ชุดนี้ไม่เอา”

รสิการีบผลุนผลันออกจากศาลาทรงไทยจนลืมไปว่าตัวเองเจ็บสะโพกอยู่ แต่ไม่วายหยิบหนังสือติดมือไปด้วย โดยมีสายตาของกรองขวัญมองตามไปด้วยความสนเท่ห์ เพราะปกติเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ใช่คนขี้ลืมถึงเพียงนี้ จนต้องบ่นงึมงำออกมา

“ปกติยายโรสไม่ใช่คนขี้หลงขี้ลืมเลยนะคะคุณแม่”

“นั่นสิ แม่ว่าวันนี้ยายโรสดูแปลกๆ ไป แม่เห็นยืนจ้องต้นจามจุรีข้างนอกอยู่ตั้งนานสองนาน จนแม่ไปเรียกถึงรู้สึกตัว แล้วไม่รู้เดินยังไงจนกระทั่งถูกรถเฉี่ยว”

“ยายโรสนี่นะถูกรถเฉี่ยว” กรองขวัญอุทานเสียงสูง “เห็นเดินออกจะตัวปลิว แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ” ถามน้ำเสียงเป็นห่วงก่อนจะทรุดนั่งลงแทนที่เพื่อน

“เห็นบอกแม่ว่าเจ็บที่สะโพกเท่านั้น ตามเนื้อตัวก็ไม่เห็นเป็นแผลอะไร”

“ขวัญว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ระบม รอผ่านไปสองสามวันนั่นแหละถึงจะเจ็บจริง แต่ไม่เป็นไรถ้าเจ็บมากก็ให้นอนพักอยู่บ้านไม่ต้องไปทำงานเลย” กรองขวัญซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายบอก

“พักบ้างก็ดีเหมือนกัน ยายโรสน่ะเป็นคนบ้างาน แทบจะไม่เคยลาพักร้อนเลยมั้ง” คุณรสรินบ่นพลางมองเพื่อนสนิทของบุตรสาวด้วยสายตาชื่นชม แม้จะเป็นคนรูปร่างอวบท้วมแต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียด ซ้ำยังมีหน้าตาที่สะสวย “รู้ไหมว่าหนูขวัญแต่งตัวแบบนี้น่ะสวยมาก แม่นะอยากให้ยายโรสแต่งแบบนี้บ้าง รายนั้นชอบนุ่งแต่กางเกงยีนเสื้อยืด”

“ขอบคุณค่ะ แต่ขวัญรู้ตัวว่าตัวเองอ้วนค่ะคุณแม่ แต่ขี้เกียจลด ปล่อยอย่างนี้แหละ” คนร่างอวบบอกอย่างไม่ยี่หระกับสรีระของตัวเอง

“ผู้หญิงบางคนก็ไม่เหมาะที่จะผอม แม่ว่าหนูขวัญรูปร่างแบบนี้เหมาะกับตัวเองที่สุดแล้ว แล้วที่ว่าจะไปเช่าชุดไทยไปงานแต่ง ทำไมถึงต้องใส่ชุดไทยกันล่ะจ๊ะ ปกติแม่เห็นแต่เจ้าบ่าว เจ้าสาว แล้วก็บรรดาเพื่อนๆ เท่านั้นที่แต่ง” คุณรสรินถามอย่างสงสัย

“เป็นคอนเซปต์ของงานค่ะ ทุกคนที่มาร่วมงานต้องแต่งชุดไทยในสมัยรัชกาลที่หก น่าตื่นเต้นดีนะคะ เพราะสมัยนี้ก็อย่างที่คุณแม่ว่าแหละค่ะ ส่วนใหญ่คนที่แต่งชุดไทยจะเป็นเจ้าบ่าว เจ้าสาวแล้วก็บรรดาเพื่อนๆ เท่านั้น”

“ว่าแต่ใครเป็นต้นคิดเรื่องธีมของงาน เข้าใจคิดจัง”

“อ๋อ ก็ช่วยๆ กันคิดค่ะ ช่วงนี้ขวัญมีความรู้สึกว่าคนไทยเราโหยหาอดีต การได้แต่งกายด้วยชุดในอดีตอาจทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นบรรเทาเบาบางลงได้บ้างมั้งคะ” กรองขวัญพูดยิ้มๆ

คู่สนทนาต่างวัยพยักหน้าเห็นด้วย “แม่ก็เป็นอีกคนที่โหยหาอดีตและคิดว่าชุดไทยของเรานี่แหละสวยงามที่สุด แต่นับวันจะถูกลืมเลือนจนกลายเป็นว่า ชุดที่คนไทยเคยสวมใส่อย่างปกติถูกนำมาใช้เป็นชุดเฉพาะกิจ อย่างเช่นในงานแต่งหรืองานแฟนตาซีไปซะแล้ว คิดแล้วก็น่าสะท้อนใจนะลูก”

“นั่นสิคะคุณแม่ แต่ถ้าเราสวมชุดไทยเดินไปตามท้องถนน คนอื่นก็คงคิดว่าเราไม่ปกติมั้งคะ” กรองขวัญพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

“ก็จริงอย่างหนูขวัญพูด คนอาจคิดว่าหลุดมาจากโรงพยาบาลบ้าก็เป็นได้” คุณรสรินเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนสนิทบุตรสาว “โน่นยายโรสมาแล้ว ว่าแต่จะไปเช่าชุดแถวไหนกันเหรอจ๊ะ”

“มีคนแนะนำให้ไปแถวสยามค่ะแม่ ค่าเช่าแพงหน่อยแต่ชุดสวย” กรองขวัญตอบก่อนจะหันไปทางผู้เป็นเพื่อน ที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อย ในชุดที่ไม่ได้แตกต่างจากชุดเดิมคือกางเกงยีนเสื้อยืด “เรารีบไปกันเถอะ” 

“แม่ว่าถ้าค่าเช่าแพงมาก ซื้อมาเลยไม่ดีกว่าหรือ” คุณรสรินแนะนำ

“โรสก็เห็นด้วยค่ะแม่ เอาไว้ใส่งานแต่งงานยายขวัญก็ได้” รสิกากระเซ้าเพื่อน

“ฉันว่างานแกน่าจะเป็นไปได้มากกว่านะยายโรส แค่เลือกมาสักคนเท่านั้น”

“แต่งงานนะไม่ได้ซื้อของตามตลาดนัด จะได้ชี้นิ้วเลือกส่งๆ ผู้ชายที่เราแต่งงานด้วยต้องอยู่กับเราทั้งชีวิต แกอย่าลืมสิ”

รสิกาพูดแล้วก็อดนึกถึงนิยายที่เพิ่งอ่านจบไปหยกๆ ไม่ได้ ถ้าจะเลือกผู้ชายแต่งงานด้วย ขอเลือกแบบท่านชายก้อง ถ้าไม่ได้แบบนั้นก็ไม่ต้องแต่ง อยู่เป็นโสดไปแล้วกัน

หญิงสาวไม่รู้เลยว่าการคิดอะไรเล่นๆ จะเป็นจริงขึ้นมาในอนาคตได้ เพราะเรื่องบางอย่างก็เกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน อย่างที่เรียกกันว่าชะตาฟ้าลิขิต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป