บทที่ 1 คำเตือน + บทนำ
พรากใจปีศาจ
คำโปรย
“ฉันช่วย ช่วยให้เธอมีฉันเป็นผัวแค่คนเดียว ไม่ได้ช่วยให้เธอไปมีผัวคนอื่น”
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18+ ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และไม่ควรลอกเลียนแบบการกระทำ คำพูด เห็นผิดเป็นถูก หรือกระทำตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง หากนักอ่านมีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือค่อนข้างไวต่อความรู้สึก ขออนุญาตแนะนำให้ทดลองอ่านก่อน ถ้าไม่ไหวให้กดออกค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการบั่นทอนหรือส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของนักอ่าน
ทุกสถานที่ ตัวละคร และทุกเหตุการณ์ ล้วนเป็นจินตนาการของน้องภัส ไม่ได้มีเจตนาจะพาดพิงถึงองค์กรใดให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะฉะนั้น ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ทำความเข้าใจ ขอบคุณค่ะ <<
ไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือดัดแปลงเนื้อหา ตาม พ.ร.บ 2537 ห้ามดัดแปลงหรือทำซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด หากพบเจอจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ข้อความจากน้องภัส
นิยายเรื่องนี้เป็นการเล่าถึงจุดเริ่มต้นของตัวละครที่ชื่อ ปีศาจ ซัมเมอร์ และ อสูร ค่ะ
โดยจะเริ่มเล่าตั้งแต่พี่ปีศาจเริ่มเผชิญโลกภายนอก จนได้เจอกับซัมเมอร์ และกว่าจะมาเป็นพี่ปีศาจ 'ไอ้พี่เหี้ย!' ของน้องอสูร พี่ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ที่สำคัญเลย ทำไมคำว่า “ไอ้ปีศาจ!!” ถึงสะดุ้งกันเป็นแถบ ๆ ที่นี่มีคำตอบค่ะ ><
SET มาเฟียคลั่ง
พยศรักอสูร - อสูร x ตะวัน
พรากใจปีศาจ - ปีศาจ x ซัมเมอร์
ช่องทางการติดตามนักเขียน
Facebook : พรลภัส.น้องภัส (แชร์งานบ้าง ไร้สาระบ้าง) / Fanpage : พรลภัส.น้องภัส (แนบรูปภาพ+ติดตามผลงาน)
TikTok : @pornlaphat.phat (ช่องหลัก) / @pornlaphat1001_ (ช่องสำรอง) **สปอยล์นิยาย + ขยี้ไอ้โบ้
แนะนำตัวละคร
เฟยฮุ่ย - ปีศาจ เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ ที่ทิ้งน้องให้เผชิญปัญหาตามลำพัง ในใจได้แต่เอ่ยคำขอโทษในใจซ้ำ ๆ แต่บางสิ่งบางอย่างมันก็ไม่สามารถเลือกได้จริง ๆ และถ้าไม่ทำ ‘กูก็ตาย’
เฟยฉี - อสูร เด็กหนุ่มวัย 14 ปี ผู้ที่ไม่เคยรู้วีรกรรมของพี่ชาย แต่จำต้องรับผลกรรมอยู่หลายครั้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เลยเป็นที่มาของคำว่า ‘ไอ้พี่เหี้ย!’
ลี่ถิง - ซัมเมอร์ เด็กสาววัย 18 ปี เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของนายตำรวจยศใหญ่ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรอบในเกณฑ์ อีกทั้งชีวิตยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เพราะหน้าที่การงานของผู้เป็นพ่อ ‘ขอโทษ’
บทนำ
ณ ประเทศจีน
จังหวัด Phu
สถานีตำรวจ Phu
18.30 นาฬิกา
“ป๋า หนูกลับบ้านพักก่อนนะ” ร่างเล็กเดินไปกอดแขนผู้เป็นพ่อแล้วเอ่ยบอกเสียงหวาน ทำให้ท่านเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนผนังก่อนจะส่ายหน้าบอกให้รอกลับพร้อมกัน ซึ่งถ้ารอ..ก็อีกตั้งหลายชั่วโมง เธอไม่อยากรอ เธออยากกลับบ้าน กลับไปนอนดูทีวี เล่นโทรศัพท์มือถือ เลยเป็นเหตุให้เธอทำหูทวนลมไม่ยอมฟังสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูด
ขณะที่ท่านยุ่งอยู่กับงาน เธอก็แอบย่องเบาเดินยิ้ม ๆ ลงบันไดมายังด้านหลังสถานีภู แรก ๆ ก็วิ่งไปแอบตามเสาตามต้นไม้ แต่เมื่อชะโงกหน้าดูแล้วไม่เจอป๋ายืนมองที่หน้าต่าง เธอก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามทาง สาเหตุที่กล้ากลับบ้านคนเดียวก็เพราะสถานีภูกับบ้านพักอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เดินแค่แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
“เงียบดีจัง” บ่นพึมพำตามลำพัง หันมองตามข้างทางซ้ายขวาพร้อมกับก้าวขาเร็ว ๆ คล้ายจะวิ่งก็ไม่ปาน
“อีกนิดเดียว” อีกแค่นิดเดียวก็จะเลี้ยวเข้าซอยบ้านแล้ว
“ไปไหนเหรอ?” เป็นเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ดังมาแต่ไกลพร้อมกับเสียงชายคนหนึ่งที่ตะโกนถาม กระทั่งชายคนนั้นมาจอดรถดักหน้า
“ให้พี่ไปส่งไหม” คนซ้อนท้ายลงจากรถมายืนดักหน้าถาม เธอจึงไม่ลังเลที่จะเอ่ย..
“ไม่”
“เธอนี่หน้าตาคุ้น ๆ ลูกไอ้ผู้กำกับใช่ไหม?”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ เธอรู้ได้เลยทันทีว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในอันตราย และทางเดียวที่พอจะทำได้ตอนนี้ก็คือการวิ่ง! วิ่งให้เร็วที่สุด วิ่งให้เหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายก่อนโลกจะแตก
“เฮ้ย!!”
“อีนั่นมันวิ่งไปแล้ว!” ชายหนุ่มที่นั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ตะโกนเสียงดัง ก่อนจะขับรถตามหลังไปติด ๆ ทันทีที่เข้าใกล้ คนซ้อนท้ายก็กระโดดลงจากรถวิ่งตามจุดอ่อนของไอ้ผู้กำกับไป
“เอาตัวมันมาให้ได้!” ไม่วายตะโกนตามหลังเพื่อนที่วิ่งตามไปเสียงดัง
ห้านาทีต่อมา
เสียงหัวเราะของคนนั่งคร่อมรถดังลั่น เมื่อเห็นเพื่อนอุ้มเด็กผู้หญิงหน้าตาดีพาดบ่าเดินออกมา
“ทำพ่อมันไม่ได้ ก็ทำลูกมันนี่แหละ!”
“มึงแน่ใจนะว่าเราจะไม่โดนพ่อมันเล่นงานทีหลัง?” หยินถามเพื่อนที่นั่งรออยู่สีหน้าไม่สู้ดี เพราะเด็กผู้หญิงที่เขาอุ้มพาดบ่าอยู่ตอนนี้เป็นถึงลูกสาวผู้กำกับ และถ้ามีเรื่องฉาวโฉ่ขึ้น พ่ออีนี่จะไม่กวาดล้างอันธพาลแบบพวกเราเลยเหรอ..
“ก็มาสิวะ กลัวอะไร เผลอ ๆ หน้าบาง ไม่กล้าเอาเรื่องพวกเราหรอก”
“แค่เราสองคนใช่ไหม” หยินถามติดประหม่า
“ของสวย ๆ งาม ๆ มันต้องแบ่งกันชม จะโดนแค่มึงกับกูได้ยังไง อีนี่มันต้องโดนรุม” เฉินพูดพลางตวัดลิ้นเลียริมฝีปาก ยื่นมือไปลูบไล้แขนเรียวขาวราวกับคนโรคจิต
“กูแค่ผลักมัน มันก็ล้มสลบเลย มัน..จะไม่ตาย ใช่ไหม?”
“ใครสอนให้มึงเป็นคนขี้กลัวขนาดนี้?”
“กูแค่..” ไม่อยากรังแกคนไม่มีทางสู้
“มึงนึกถึงตอนพ่อมันจับพวกเราไปนอนในห้องขังสิวะ! นึกถึงตอนที่มันเดินเชิดหน้าลอยตาใส่พวกเรา มึงจะได้รู้ว่าอีนี่มันน่าโดนกระแทกขนาดไหน” เฉินตอบกลับเสียงดัง
“เราทำผิดนะเว้ย”
“มึงรีบอุ้มมันขึ้นมา หรือต้องให้กูกระทืบมึง?” เฉินถามแล้วทำท่าจะลงจากรถ
“เออ ๆ” หยินพยักหน้ารับอย่างคนหวาดกลัว
สิบนาทีต่อมา
กลุ่มวัยรุ่นที่นั่งรวมกลุ่มกันถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พากันเดินมาต้อนรับที่ระบายอารมณ์ชั้นดีด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ไปขโมยลูกใครเขามา ผิวพรรณดีเชียว?”
“ลูกผู้กำกับ” เฉินไหวไหล่ตอบ
“ดีเลย กูจะได้ไม่ต้องปรานี” ชายร่างสูงใหญ่พูดแล้วตวัดลิ้นเลียริมฝีปากราวกับอดอยากปากแห้งมานาน แล้วจึงย่อตัวลงช้อนผลงานชิ้นโบแดงของรุ่นน้องขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน ตรงไปยัง..ห้องเชือด
“ปูที่นอนให้กูหน่อย”
“ไม่ใช่หน้าที่กู” ตอบกลับเสียงราบเรียบ พ่นควันขาวโขมงลอยคละคลุ้งมองชายร่างใหญ่ที่เปรียบเสมือนหัวโจกของแหล่งกบดานที่นี่
“กูเอาเสร็จ จะให้มึงเอาต่อ จะปูหรือไม่ปู”
“ไม่ ถ้าจะให้ กูต้องเอาก่อน”
“ต่อรอง?” ขมวดคิ้วเค้นเสียงลอดไรฟันถาม
“งั้นก็อุ้มไปที่รถกู”
“ไอ้เฟย!” ตวาดชื่อคนนั่งสูบบุหรี่เสียงดัง
“กูไม่ใช่ลูกน้อง ไม่ใช่ขี้ข้าของมึง ก็แค่คนแวะผ่านทาง อย่ามาสั่งกู” เฟยฮุ่ยตอบกลับไม่สะทกสะท้าน ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น ยืนขึ้นเต็มความสูงไปโอบอุ้มหญิงสาวร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนมันมาไว้ในอ้อมแขนตัวเอง
“ไสหัวออกไป ถ้าไม่อยากให้กูเป่าหัวมึง”
“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!”
เฟยฮุ่ยมองท่าทางไม่พอใจของหัวโจกแหล่งกบดานที่นี่ยิ้ม ๆ ก่อนจะเดินไปวางร่างที่มีสติแต่แกล้งหลับตาลงบนเตียงนอนที่ไม่น่าจะเรียกว่าเตียงนอน
“ลืมตาเถอะ” พูดแล้วถอนหายใจเสียงดัง กอดอกมองคนบนเตียงนิ่ง..
ทำให้ร่างเล็กที่แกล้งสลบมาตลอดทางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสบตา ก่อนจะกระโจนลงจากเตียงสกปรกไปกอดแขนร่างสูงตรงหน้า
“มาที่นี่อยากมีผัวหลายคนหรือไง?”
“ฉ..ฉันโดนพวกมันไล่ต้อน อุ้มมา..”
“พ่อเป็นถึงตำรวจไม่น่าโง่นะ”
“ฉันกำลังจะกลับบ้าน” ตอบเสียงสั่นเงยหน้าสบตาคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ ก่อนจะหันมองรอบ ๆ ห้อง ที่ไม่ควรเรียกว่าห้อง เพราะมันดู..ไม่เหมาะจะใช้อยู่อาศัย
“แกล้งหลับเป็นวิธีที่โคตรโง่เลยรู้ตัวบ้างไหม”
“ฉันก็กำลังจะหาทางหนีอยู่นี่ไง” พูดไปก็เขย่าแขนร่างสูงไป ทำให้เขาปัดมือเธอที่จับแขนเขาออกอย่างแรง
“คิดว่ามาถึงรังแล้วจะหนีได้ง่าย ๆ เหรอ ฉันจะบอกอะไรให้นะ แหกตาดูที่นอนนั่น มีผู้หญิงมานอน แหก เลือดอาบ แล้วนับครั้งไม่ถ้วน!”
“มิน่า สกปรก..”
“สมองเธอคิดแค่นี้เหรอ?” ทั้งที่เขาพูดข่มให้หวาดกลัวอยู่ ทำไมถึงได้คำตอบเป็น สกปรก?
“ฉันจำนายได้นะ แต่ขอเวลาคิดชื่อก่อน..” เธอพูดหน้านิ่ง เนียนขยับเข้าไปจับชายเสื้อร่างสูงตรงหน้าให้คลายกังวล
“จะโดนรุมโทรมอยู่แล้วยังมีเวลามาไร้สาระอีก”
“เฟยฮุ่ย! ใช่ นายเฟยฮุ่ย”
“เฮ้อ!” ถึงกับต้องถอนหายใจเสียงดัง เพราะนอกจากคนด้านข้างจะไม่หวาดกลัวเขาแล้ว ยังอุตส่าห์จำชื่อเขาได้อีก ‘หึ..ยัยบ้า’
“น..นี่ นี่ วันนั้นที่นายโดนพ่อฉันจับแล้วไม่มีญาติมาประกันตัว นายจำได้ไหม”
“ไม่ได้!”
“จำได้สิ ฟังก่อน!”
“…” ใจคิดอยากจะปัดมือที่จับชายเสื้อออก แต่อีกใจก็อยากลากไปกดให้มันจบ ๆ จะได้รู้จักกลัวคนแปลกหน้าซะบ้าง ทว่าเธอกลับเอ่ย..
“วันนั้นฉันซื้อข้าวกับน้ำให้นายกินนะ จะเป็นอะไรไหม ถ้าวันนี้ฉันจะขอร้องให้นายช่วยฉัน”
“นี่หว่านพืชหวังผล?”
“เปล่า แต่ให้ข้าวหมา หมายังรู้คุณ ส่วนนายฉัน..”
“เออ ๆ จำได้ ๆ ไม่ต้องพูดแล้วรำคาญ” พูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ คว้าข้อมือข้างที่จับชายเสื้อมากุม กึ่งกระชากให้เดินตามหลังไปยังบานประตู
สภาพผู้ชายด้านนอกทำเธอตกใจหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขานั่งแก้ผ้า เตรียมความพร้อม..เหมือนกำลังจะแสดงหนังรักผู้ใหญ่เลยไม่มีผิด และที่ตกใจยิ่งกว่าคือเสียงที่ก้มมากระซิบ..ทำเธอเกือบจะก้าวขาไม่ออก
“พวกมันรอเป็นผัวเธอ”
จบประโยคของเฟยฮุ่ย เธอรีบพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาเลยทันที ทำให้สายตาหลายคู่ที่จับจ้องมองมาเริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ..
“จะพาไปไหน?” เฉินเก็บของลับกลับเข้าไปในกางเกง เดินรูดซิปมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฟยฮุ่ยที่เป็นรุ่นน้องร่วมอุดมการณ์ พลางหรี่ตามองอ้อมแขนที่โอบกอดจุดอ่อนของไอ้ผู้กำกับ
“เอา” เขาตอบกลับเสียงเรียบ สบตาไม่กะพริบ
“ไม่ต้องเอามันออกไป พวกกูรอต่ออยู่” เฉินพูดแล้วกระชากแขนเรียวเล็กราวกับต้องการจะเปิดศึก เลยทำให้คนตรงหน้าปัดเสื้อที่สวมอยู่ออกโชว์ปืนกระบอกสีดำด้าน
“กูเป็นคนอุ้มมันมา! มึงไม่มีสิทธิ์!!” เฉินมองปืนแล้วสบตาเจ้าของปืนตาไม่กะพริบ พลางเค้นเสียงลอดไรฟันเอ่ย นั่นจึงทำให้เจ้าของปืนส่ายหน้า ก้าวถอยหลังสองก้าวยิ้ม ๆ ก่อนจะยกเท้าถีบยอดอกมันจนเซล้มก้นจ้ำเบ้า
“คนนี้กูจะเอา!” ร่างสูงพูดแล้วชักปืนออกมาขึ้นลำ ใช้ปืนชี้หน้าลูกสมุนของไอ้พวกเดนสังคมเรียงตัว จนพวกมันยอมถอยออกห่างคนละก้าวสองก้าว จนเมื่อมั่นใจแล้วว่าอยู่ในระยะปลอดภัย เขาจึงเดินไปกระชากหญิงสาวที่ล้มไปกับไอ้เฉินให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับผลักหลังเธอให้เดินนำหน้าออกจากบ้านไป
จนสองเราเดินมาหยุดอยู่ที่รถหรูคันหนึ่ง..
“ขอบคุณนะ”
“ไม่ต้องขอบคุณ”
“งั้นเราแยกกันตรงนี้เลยดีไหม..” เธอพูดเสียงติดประหม่า
“แน่ใจ?” ถามย้ำเผื่อว่าจะลังเล
“ฮึ ฉันขออยู่กับนายดีกว่า อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่าอยู่กับไอ้พวก..นั้น”
“หึ” เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้น พร้อมกับมือใหญ่ที่เอื้อมไปกระชากข้อมือแดง ๆ ของเธอให้เดินมายังที่นั่งข้างคนขับ แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร ยัยบ้านี่ก็เปิดประตูเข้าไปนั่งหน้าตาเฉยทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังยืนตัวสั่น นั่งน้ำตาคลออยู่
ปึง!
เขาปิดประตูรถเสียงดังไม่วายหันไปมองคนด้านข้างที่คาดเข็มขัดรออยู่ก่อนแล้ว
“ฉันจะ..ปลอดภัยใช่ไหม?” ถามอย่างหวาดระแวงคนด้านข้าง เพราะตอนนี้มีแค่เรา..สองคน
“คนที่เธอคิดว่าอยู่ด้วยแล้วจะปลอดภัยที่สุด คงไม่ใช่ฉัน..”
“นายก็เป็นเหมือนคนพวกนั้น..เหรอ?”
“นี่เธอคิดว่าฉันเป็นคนดีเหรอ ตลกว่ะ” พูดพลางหันไปแค่นหัวเราะมองสีหน้าท่าทางหวาดกลัวของเธอ
“แต่นายเป็นคนช่วย..ฉัน มันไม่ดี..ตรงไหน” พึมพำออกมาเสียงเบา
“ก็ช่วยให้มาโดนแค่ฉันคนเดียวไง แบบนี้ยังเรียกว่าดีอยู่ไหม?”
นิยายเรื่องนี้เผยแพร่เมื่อ 21/08/23
