บทที่ 2 ตอนที่ 1 เอาได้ยัง?
ตอนที่ 1 เอาได้ยัง?
สองปีต่อมา
เหตุการณ์ในวันนั้นกลายเป็นฝันร้ายที่ทำให้เธอไม่กล้าเดินไปไหนตามลำพังอีกเลย เพราะถ้าไม่มีผู้ชายที่ชื่อเฟยฮุ่ยช่วยเอาไว้ เธอก็คง..ไม่รอด และเพื่อไม่ให้มีผู้โชคร้ายเป็นรายต่อไป เธอเลยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการกลับไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ ซึ่งคนที่รับแจ้งก็คือ..ป๋า ของเธอนั่นเอง
เธอไม่รู้ว่าทุกคนเชื่อในกระบวนการยุติธรรมไหม แต่ตัวเธอ..ศรัทธาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ‘มีเงินก็รอด ไม่มีก็นอนคุก’ แน่นอนว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่คนมีเงิน ทำให้โดนกวาดล้างรอบเดียวเกลี้ยง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมน่าอยู่ขึ้นเยอะ
“ฉันติดหนี้บุญคุณนาย..” เธอพึมพำมองใบบันทึกแจ้งความที่สีหมึกเริ่มจางไปตามกาลเวลา พลางนึกถึงเขาคนนั้นที่บอกว่าตัวเองไม่ใช่คนดี แต่สุดท้ายก็..มาส่งเธอจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย
“ก็ไม่แน่หรอกมั้ง ถ้าไม่โกหกว่าอายุสิบหก” เพราะถ้าไม่โกหกมีหวังโดนเฟยฮุ่ยปู้ยี่ปู้ยำแน่ เขาเล่นขับรถเข้าไปในป่าเตรียมความพร้อมจะทำเรื่องอย่างว่าแล้วนี่ ดีนะที่รู้ทัน ดีที่เขายังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ ไม่ข่มขืนเธอในวันนั้น แต่ก็ไม่วายพูดว่า ‘อีกสองปี ฉันจะกลับมา จำไว้ลี่ถิง’
“สองปีแล้วนะ ไม่กลับมาเหรอ..” พึมพำเสียงแผ่วเบา มองออกไปด้านนอกสถานีตำรวจแววตาเศร้าสร้อย เพราะตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้น เฟยฮุ่ยก็หายไปเลย ไม่เคยโดนป๋ารวบตัวมานอนเล่นที่ห้องขังหรือมาเยี่ยมเยียนกันบ้างเลย ‘ใจร้ายใจดำชะมัด’
สองชั่วโมงต่อมา..
ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปยังโต๊ะเอกสารเพื่อช่วยจัดเรียงให้ป๋าใช้รายงานในวันพรุ่งนี้ เสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น..
“หิวข้าว” พูดลอย ๆ ดันลิ้นสากติดกระพุ้งแก้มแสร้งมองไปทางอื่น
เสียงผู้ชายคนนั้นทำให้เธอเดินกลับมายืนเอียงคอถาม..จนได้เห็นใบหน้าคนพูดชัด ๆ และด้วยที่อยากแกล้งเลยแสร้งพูดขึ้น
“ญาติไม่มาประกันตัวเหรอ”
“…” เฟยฮุ่ยขมวดคิ้วมองคนด้านนอกนิ่ง พลันคิดว่าเวลาเพิ่งจะผ่านไปสองปี สมองเธอกลับแล้วหรือไง?
“โดนข้อหาอะไรเหรอ อยากกินอะไร เดี๋ยวสั่งให้”
“ทะเลาะวิวาท”
“ก็นะ พวกเสพติดความรุนแรงก็แบบนี้แหละ” ไหวไหล่ทำไม่รู้ไม่ชี้ว่าให้เขาเนียน ๆ ก่อนจะได้เห็นหลังมือที่มีเลือดซึมออกมาจนแห้งเกรอะ
“เดี๋ยวไปสั่งข้าวแป๊บหนึ่ง เอาเป็นหมูผัดผักกาดดองแล้วกันนะ ส่วนมือนาย เดี๋ยวฉันล้างแผลให้”
“มีอะไรก็เอามาเถอะ” ตอบเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ยื่นมือออกไปให้เธอที่บอกจะทำแผล ให้รีบไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมานั่งล้างแผลทายา
ดูจากรูปร่างหน้าตาลี่ถิงดูโตขึ้นเยอะมาก ไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อนเลยสักนิด แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่รอคอยมันคุ้มค่าสำหรับการรอไหม แต่ที่แน่ ๆ วันนี้เขากลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับความไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องเป็นคนนี้ ทั้งที่ผู้หญิงคนแรกของเขาจะเป็นใครก็ได้ มันไม่ได้สำคัญอะไรเลยสักนิด
“นายไปอยู่ที่ไหนมาเหรอ หายไปนานเลย ฉันแอบเอาป้ายทะเบียนรถไปค้นประวัติดูก็ไม่พบข้อมูล” เธอพูดแล้วคว้ามือใหญ่ของเฟยฮุ่ยมาวางบนหน้าขา เพื่อแปะสำลีชุ่มน้ำเกลือลงบนคราบเลือดที่แห้งแล้วก่อนจะเช็ดทำความสะอาดและทายา
“เสือกขนาดนั้น?”
“นั่นปากเหรอ”
“แล้วยุ่งอะไรกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่น เธอคิดว่ามีพ่อเป็นตำรวจแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ”
“ฉันไม่เคยทำ แต่แค่สงสัย สงสัยว่านายหายไปไหน”
“รอ?” เลิกคิ้วถามเธอที่นั่งยู่ปากเหมือนเด็กน้อยกำลังงอนผู้ใหญ่
“อือ นายมีบุญคุณกับฉันนี่”
“มีผัวยัง?”
“…” ถามแบบนี้เลยเหรอ ไอ้เฟยฮุ่ยบ้านี่!
“ไม่ตอบปากอมอะไร”
“ไม่มี ฉันยังเด็ก รีบไปไหน”
“สิบแปดแล้วนี่ ก็ไม่เด็กเท่าไหร่”
“อือ..” แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่เราสองคน..อายุเท่ากัน คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ไหลตามน้ำไปก่อน ไว้มีโอกาสค่อยอธิบายแล้วกัน..
“เอาได้ยัง?”
“…”
“ไม่ตอบถือว่าตกลงนะ” เหยียดยิ้มมุมปากพูดกับเธอที่เอาแต่ก้มหน้าใช้สำลีชุ่มน้ำเกลือเช็ดคราบเลือดที่หลังมือให้ ขนาดว่าพูดไปแบบนี้เธอก็ยังไม่ตอบกลับ เขาจะถือว่าเราเข้าใจตรงกันก็แล้วกัน
แล้วถ้าทำขึ้นมาจริง ๆ จะมาถือโทษโกรธกันไม่ได้นะ เพราะนอกจากจะไม่สงสารแล้ว ก็ยังจะเอาซ้ำให้จำทางกลับบ้านไม่ถูกเลย ‘หึหึ’
เช้าวันต่อมา..
ซึ่งไม่ใช่เช้าที่สดใสสำหรับคนอย่างเขาแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่ารู้สึกยังไงก็ลองมานอนห้องคุมขังดูสักคืน อาจจะแข็งหน่อยหนาวหน่อย ถูกจำกัดอิสระนิดหนึ่ง แต่ได้มาเจอยัยเด็กบ้านั่นก็โอเคอยู่ ถือว่าดีเลย ไหนจะนั่งทำแผลให้ คอยส่งข้าวส่งน้ำ นี่มันสิทธิพิเศษสำหรับผู้ต้องหาชื่อเฟยฮุ่ยชัด ๆ หึหึ..
“มีคนมาประกันตัวนายแล้วนะ”
“ตื่นได้แล้ว วันนี้ป๋าไม่อยู่”
ปลุกกันแบบนี้ไม่ลืมตาตื่นก็บ้าแล้ว ต่อให้ง่วงแค่ไหนก็ยอมถ่างตาตื่นอะเอาดิ..
“เดี๋ยวคุณลุงมาปลดล็อกให้ รอแป๊บหนึ่ง ฉันเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้นายด้วย ไม่รู้จะใส่ได้หรือเปล่า”
“รู้งานดีนะ”
“ก็นายไม่ได้อาบน้ำมาทั้งคืน..”
“มีรถแปลก ๆ มาจอดหน้าสถานีหรือยัง”
“มี ของนายเหรอ”
“ถามมาก ถามไร้สาระ อยากรู้ไปหมดทุกเรื่อง”
“ไม่ถามก็ได้ ว่าแต่..นายทำงานอะไรเหรอ ทำไมดูรวยจัง”
“ลี่ถิง! เธอเพิ่งพูดว่าไม่ถามก็ได้ยังไม่ถึงสองวิเลยนะ นี่ถามอีกแล้ว” เป็นต้องขมวดคิ้วมุ่นมองยัยเด็กบ้าที่โคตรจะจุ้นจ้านนี่ เขาไม่เข้าใจเลย เธอเกิดมาไม่เคยคุยกับใครหรือไง หรืออะไรมันเจาะปากมาพูด ถามไม่หยุดไม่หย่อนไม่เหนื่อยบ้างเหรอ
“ถ้าไม่ใช่นาย ฉันก็ไม่ถามหรอกนะเฟยฮุ่ย” ยู่ปากตอบ ไม่ถือสาสีหน้าท่าทางถ้อยคำที่ดูไม่ค่อยพอใจของเขา
“…” พูดอะไรของเธอ?
“เดี๋ยวไปแวะอาบน้ำที่บ้านฉันก่อนก็ได้ ป๋าไม่อยู่คงไม่มีปัญหาอะไร พอนายอาบน้ำเสร็จเราไปหาอะไรกินกันนะ”
“ป๋าเธอสอนให้ชวนผู้ชายไปบ้านเหรอ? รักนวลสงวนตัวหน่อยก็ดี”
“ก็ฉันเชื่อใจนายไง”
“ไว้ใจผิดคนแล้ว”
“ถ้าผิดจริง ๆ ฉันก็ไม่เสียใจนะ” เพราะนอกจากเขาเธอก็ไม่เคยได้มีโอกาสนั่งคุยกับผู้ชายคนไหนอีกเลย นอกจากซีห่าว แต่ซีห่าวไปเรียนจังหวัดอื่นตั้งนานแล้ว ตอนนี้คงลืมเพื่อนสนิทอย่างเธอไปแล้วมั้ง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันนี้ วันที่เฟยฮุ่ยบอกจะกลับมาหรอก
“อย่าร้อง ให้ได้ยินแล้วกัน”
“^_^ อือ” ระบายยิ้มพยักหน้าตอบ พลางแหงนหน้ามองคุณลุงที่กำลังจะไขกุญแจห้องคุมขังให้เฟยฮุ่ยได้เป็นอิสระ
บ้านพักตำรวจ
“ลงมาสิ” ร่างเล็กที่ลงไปก่อนแล้ว เปิดประตูรถด้านข้างคนขับแล้วชะโงกหน้าเข้าไปเรียกเจ้าของรถให้ลงจากรถ ทว่าสีหน้าเขานั้น..
“ทำไมไม่บอก?” ถามเธอที่ขมวดคิ้วสงสัย จะไม่สงสัยได้ยังไง ใครมันจะกล้าลงวะ นี่มันดงตำรวจชัด ๆ ถ้าเธอพูดก่อนหน้านี้ว่าบ้านที่ว่าคือบ้านพักตำรวจ เขาคงไม่เออออยอมขับรถมาตามทางที่เธอบอกหรอก จากที่คิดว่าจะมาหา คงต้องโดนจับกุมอีกรอบแล้วมั้ง
“ไม่มีใครอยู่หรอกน่า ลุง ๆ อา ๆ ไปทำงานกันหมดแล้ว”
“ไม่” ยืนกรานเสียงแข็งว่าจะไม่ลงจากรถ
“ทำไมไม่ลง แค่แป๊บเดียวเอง”
“ไม่ปลอดภัย”
“นายทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า..เฟยฮุ่ย ถึงได้ไม่กล้าลงจากรถ”
ดูพูดเข้า ดูเธอพูด! เกิดมีตำรวจเดินผ่านไปผ่านมาได้ยินกูคงต้องโดนรวบจริง ๆ สินะ! ‘แม่งเอ๊ย’
“เปล่า ลงเดี๋ยวนี้แหละ”
“อือ ~” ลี่ถิงตอบเสียงหวานเดินอ้อมรถมากอดแขนร่างสูงพลางระบายยิ้มกว้างมองเขาที่สีหน้าดูไม่สู้ดีมากนัก ก่อนจะผละแขนออก ใช้สองมือประคองใบหน้าหล่อเหลาให้หันมาสบตาแล้วช่วยทำรอยยิ้มให้เขา แม้มันจะดู..ฝืนมากก็เถอะ
ทันทีที่เข้ามาในบ้านร่างสูงก็ตวัดแขนโอบรอบเอวร่างเล็กพร้อมกับหมุนเธอให้หันหน้ามาสบตากัน
“ห้องนอนเธออยู่ไหน”
“ทางนั้น” ชี้ไปทางด้านขวา
“ฉันต้องอาบน้ำที่ไหน”
“ห้องฉันก็ได้”
“อืม” ตอบรับในลำคอดันให้เธอที่เป็นเจ้าของบ้านเดินนำหน้าไป เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านจะได้โดนก่อน
“รอแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวฉันหยิบของใช้ให้” พูดขณะที่ย่อตัวลงหาข้าวของเครื่องใช้ในลิ้นชัก คนได้ยินไม่ได้ตอบกลับเพียงแค่พยักหน้ารับ และเดินสำรวจข้าวของภายในห้องราวกับว่าเป็นห้องของตัวเอง
“เตรียมให้ครบแล้วนะ”
“อืม”
“ทำไมต้องอืม พูดคำอื่นไม่ได้เหรอ”
“อือ”
“มีคำอื่นอีกไหม”
“เออ” ส่ายหน้าตอบเธออย่างคนที่ใกล้จะหมดความอดทนแล้วเต็มที
“เอาอือดีกว่า น่าจะรู้สึกดีกว่า อืม เออ..”
“พูดอะไรของเธอ?” ไม่เข้าใจเลยว่าเธอต้องการสื่ออะไร หมายความว่าอะไร พูดทำไม แล้วทำไมต้องรู้สึกดี กะอีแค่อือ เออ อืม อะไรจะขนาดนั้น?
ด้วยความที่ไม่อยากฟังคนเพ้อเจ้อ เขาเลยรีบเอื้อมมือไปคว้าข้าวของเครื่องใช้หนีเข้าห้องน้ำ ไปจัดการตัวเองให้แล้วเสร็จ จะได้รีบออกจากดงตำรวจสักที แต่ก็อย่างว่า..หนียังไงก็หนีไม่พ้น อุตส่าห์รีบอาบน้ำบ้านตำรวจก็แล้วยังต้องมากินข้าวร้านสวัสดิการตำรวจอีก ‘ที่สุดของที่สุดแล้ว’ เข้าใกล้ตำรวจกว่าเขาไม่มีอีกแล้ว เหลือแค่โดนรวบแล้วละ..
“อาหารอร่อยไหม ฉันกับป๋าชอบมากินร้านนี้”
“กินได้” กินไม่ได้ก็ต้องกินให้ได้ จะให้เรื่องมากเดี๋ยวก็สงสัยอีก ยิ่งพูดมากถามมากอยู่ด้วยคนบ้าอะไรก็ไม่รู้
“กินข้าวเสร็จแล้วนายจะไปไหนต่อเหรอ กลับเลยไหม”
“เรื่องส่วนตัว”
“ก็แค่อยากรู้..”
“เพื่อ? มันเกี่ยวอะไรกับเธอ” ตอบลี่ถิงไม่สะทกสะท้าน
“จะมาหาอีกไหม”
“เธอกำลังจะสื่ออะไร?”
“เปล่า แค่ถามว่าจะแวะมาหากันอีกไหม เดี๋ยวฉันก็ต้องไปเรียนเตรียมสอบเป็นตำรวจแล้ว คงไม่มีเวลา..มาอยู่รอเจอนายแบบทุกวันนี้อีก”
“เงินเดือนเยอะเหรอ ถึงอยากจะเป็น”
“ก็ป๋าอยากให้เป็น”
“ชีวิตเป็นของเธอ ไม่ใช่ของพ่อเธอ”
“นั่นสิ บางทีฉันก็อยากมีอิสระในการใช้ชีวิตเหมือนกันนะ พูดแล้วก็อิจฉานายจัง..” อิจฉาที่เขาอยากจะไปไหนก็ได้ไป จะมาก็ได้มา ได้ไปนู่นนี่นั่น คงสนุกน่าดู ท่าทางเศร้าสร้อยของเธอทำคนด้านข้างขมวดคิ้ววางช้อนในมือลงแล้วเชยปลายคางเธอให้เงยหน้าสบตากัน
“อยากไปไหน เดี๋ยวพาไป”
“ฉันไปไหนไกลไม่ได้หรอก กลัว..”
“กลัวอะไร”
“ก็กลัว..คนพวกนั้นแหละ ไม่รู้ป่านนี้ออกมากันหรือยัง”
“มีฉันอยู่ทั้งคน ยังต้องกลัวอะไร?” ขมวดคิ้วถามไม่เข้าใจ ก็บอกอยู่ว่าจะพาไป พาไป ยังต้องกลัวอะไรอีก ไม่ได้พาไปทิ้งไว้กลางทางแล้วปล่อยให้หาทางกลับบ้านเองสักหน่อย ทำตัวเป็นเด็กน้อยไปได้
“นายไม่ได้อยู่ปกป้องฉันตลอดหรอก ฉันต้องมีชีวิตของตัวเอง นายก็ต้องมีชีวิตของนาย”
“ชีวิตนี้กะจะไม่ดูแลตัวเองเลยหรือไง จะอ่อนแอให้คนอื่นรังแกแบบนี้ไปตลอดเหรอ”
“ฉันคงไม่อ่อนแอไปมากกว่านี้หรอก เรื่องวันนั้น..ขอบคุณนายนะ ขอบคุณมาก ๆ”
“เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นครางชื่อฉันแทนจะดีกว่า”
