บทที่ 6 ตอนที่ 5 ดวงลูกเขยตำรวจ

ตอนที่ 5 ดวงลูกเขยตำรวจ

หนึ่งปีต่อมา

ไม่รู้อะไรดลใจให้เขากลับมายังโรงแรมที่เคยมาพักเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ได้รู้ว่าเธอ..คนนั้น ไม่ใช่เด็กอายุสิบหกหรือสิบแปดอย่างที่คิด เพราะเราเกิดในปีเดียวกัน นั่นเท่ากับว่าเมื่อสามปีก่อนเธอโกหก? แล้วมีเหตุผลอะไรจะต้องโกหกหรือกลัว? แต่จะกลัวหรืออะไรก็ช่าง สุดท้ายแล้วเธอก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

“ทำไมถึงเลือกโรงแรมนี้”

เสียงแขกไม่ได้รับเชิญดังขึ้นขณะที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ที่ล็อบบี้

“กูไม่ได้นัดมึงที่นี่” ตอบกลับสีหน้าราบเรียบ หันมองด้านหลังคนตรงหน้าเผื่อว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญติดตามมาด้วยอีกคน

“กูก็ไม่คิดว่าจะเจอมึงที่นี่เหมือนกัน ตอนแรก..นึกว่าจะต้องเก็บยัยนั่นซะแล้ว”

“ประสาท”

“เรียกน้องมึงมาได้แล้ว ให้มันมาทำงานซะบ้าง”

“ทำไมต้องให้มันมา?”

“มึงจะได้มีเวลาพักผ่อน” ไหวไหล่ตอบ

“กูไม่ได้อยากพัก กูต้องการเงิน”

“ไม่คิดจะบอกให้น้องมึงรู้หน่อยเหรอว่ามึงต้องเจออะไรมาบ้าง”

“มันยังเด็ก” ร่างสูงพูดแล้วลุกขึ้นยืน สาวเท้าไปยังลิฟต์ด้วยที่ไม่อยากพูดคุยในที่สาธารณะ ทำให้อีกคนที่แวะมาเยี่ยมเยียนเดินแค่นหัวเราะตามหลังมาติด ๆ ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดมันก็เอ่ย..

“เด็กที่มึงว่าคือเด็กเปรตมากกว่า”

“เรื่องของมัน”

“ลากมันมาได้แล้ว”

“มันเพิ่งสิบเจ็ดให้มันอยู่นั่นแหละดีแล้ว มึงมีอะไรก็แค่บอกกู เดี๋ยวกูทำเอง”

“มึงรักน้องขนาดนั้นเลยเหรอ?” ยกยิ้มมุมปากถาม แต่ก็ยังไม่ทันจะได้คำตอบมันก็เดินนำออกไปยังห้องห้องหนึ่ง

“มีอะไรก็รีบพูด แล้วรีบไป”

“ทั้งที่กูเพิ่งบินมา?”

“มึงมีอะไรรีบพูดมาเลยดีกว่าไอ้ฟง กูหงุดหงิดที่มึงอ้อมค้อมแบบนี้ว่ะ” เขาเงยหน้าสบตาพูดกับมันตามตรง ด้วยที่ไม่อยากรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจไปมากกว่านี้ และที่มาวันนี้ก็มาทำงาน มารับงาน ไม่ได้มาเพื่อปวดประสาท ประโยคของเขาทำมันกลั้วหัวเราะ เดินผ่านหน้าไปมาก่อนจะหันมายกยิ้มเอ่ย..

“กูไม่อยากให้มึงทำสีเทาแล้ว”

“?” ไม่ทำแล้วจะแดกอะไร? จะมีเงินส่งให้พ่อแม่ส่งให้น้องเรียนไหม?

“กูหมายถึง มึงไม่ต้องคอยไปนัดรับเงินหรือรอเงินแล้ว บ่อนก็ไม่ต้องเข้า โรงงานกูขอสั่งห้ามเด็ดขาด”

“กูกำลังจะหมดผลประโยชน์ใช่ไหม?” ถามโดยสบตาไม่กะพริบ ที่ผ่านมาพอจะรู้จะเห็นอยู่บ้างกับวิธีจัดการพวกไร้ประโยชน์ แต่แค่ไม่คิดว่าจะมาถึงคิวของตัวเองเร็วขนาดนี้

“เปล่า ช่วงนี้กูรู้สึกว่ารัฐบาลจะต้องการตัวมึง”

“คงไม่ใช่กู”

“แต่มึงเป็นคนเดียวที่รอด แล้วช่วยลูกสาวไอ้ผู้กำกับนั่น มึงต้องให้กูพูดอีกไหมว่ามึงกับเธอเป็นอะไรกัน”

“ก็พูดมา”

“ผัวเมีย”

“ผิด กูไม่ได้คิดอะไร แค่กลับมาทวงข้อแลกเปลี่ยน”

“มึงปิดเครื่องหนีกู เปิดอีกทีก็วันที่ไปส่งผู้หญิงคนนั้น คิดว่ากูไม่รู้เหรอ”

“มึงอยากกลับไทยไหม? กูจะไปส่ง” พูดตัดปัญหา

“กูมาเองได้ กูก็กลับเองได้ แต่มึง..กำลังจะทำให้พวกกูโดนค้นประวัติไปด้วย”

“จะให้กูทำยังไง ไปมอบตัวเลยไหม?” ว่าที่ผ่านมาเขาเป็นบุคคลอันตราย ลักลอบพาคนเข้าเมือง แล้วก็พาหนีออกนอกประเทศ รับเงินจากคนใหญ่คนโต ไหนจะสร้างโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกเลี่ยงภาษี ไม่รวมสนับสนุนบ่อนผิดกฎหมาย อะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่มันได้เงินเป็นกอบเป็นกำ

“ไม่ แค่มึงตกลงร่วมมือกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซะ จะได้จบ”

“งั้นกูขอพูดตรง ๆ ว่ากูต้องการเงิน ต้องการให้น้องและพ่อแม่กูสบาย ถ้าการรับงานของตำรวจมันทำให้รายได้กูลดลง กู-ไม่ทำ มึงก็รู้ กูวางแผนชีวิตยังไง”

รู้ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็กลายมาเป็นคนของตำรวจแบบงง ๆ แล้วไม่ใช่แค่เขาที่ก้าวเข้ามาอยู่ในแวดวงตำรวจ ไอ้ฟงมันก็ก้าวเข้ามาด้วยเหมือนกัน

“ปีศาจ มึงเก็บเงินไว้ที่ไหนหรือเปล่าวะ รีบส่งให้น้องมึงซะ กูกลัวเราไม่รอด” ฟงกระซิบบอกเพื่อนรักขณะที่กำลังนั่งรอนายตำรวจใหญ่มาพูดคุยตกลงรับข้อเสนอก่อนจะร่วมงาน

“เฟยฮุ่ย”

“ปีศาจ! เฟยฮงเฟยฮุ่ยเหี้ยอะไรกูไม่สนแล้ว ไอ้ปีศาจ ไอ้ปีศาจ!”

“หุบปากเถอะ” ว่าให้ไอ้ฟงที่เป็นถึงลูกชายเจ้าพ่อมาเฟียแต่กลับเลือกลงมาร่วมงานกับตำรวจ เขาโคตรไม่เข้าใจมันเลยทำไปทำไมทั้งที่คนที่ควรจะโดนควรเป็นเขาแค่คนเดียว หรือเป็นห่วง? กลัวโดนเก็บ? กลัวเสียผลประโยชน์?

“เสียวหลังฉิบหาย”

“มึงไม่ใช่คนขี้ขลาด กลัวอะไร?”

“กูยังไม่มีเมีย ยังไม่ได้ใช้ชีวิต”

“ทุกวันนี้กูคิดว่ามึงใช้คุ้มแล้วนะ ไปอยู่ไทยก็ล่อยับ อยู่นี่ก็หญิงตบกันไม่เว้นแต่ละวัน พักบ้างก็ได้ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”

“ยังไม่พอ”

“เรื่องของมึง”

“ใครจะไปเหมือนมึง วัน ๆ สนแต่งาน สนแต่เงิน มึงทำงานหนักขนาดนี้เอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนบอกกูหน่อย”

“ต่อยอด”

“ทำอะไรก็ระวังหน่อยแล้วกัน ตัวมึงไม่ค่อยปลอดภัย”

“กูไม่ตายง่าย ๆ หรอก”

“ก็ไม่แน่ วันดีคืนดีพาสปอร์ตที่มึงปลอมขึ้นมาอาจจะโดนตรวจสอบก็ได้”

“ถ้ากูปลอมของมึงก็ปลอม พ่อมึงด้วย เพราะกูเป็นคนทำ!” เค้นเสียงลอดไรฟันว่าให้มัน ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ไม่มีเรื่องอื่นให้คุยแล้วหรือไง ถึงได้มานั่งกัดกันเรื่องพวกนี้ แล้วถ้าวันนี้ไม่รอดคงไม่ใช่เพราะตำรวจตรวจสอบหรอก แต่เพราะมันนี่แหละ ขุดทุกเรื่องพูดอยู่ได้ ปากไม่มีหูรูดจริง ๆ

ในขณะที่กำลังนั่งถกเถียงกันเสียงคุ้นหูก็ดังขึ้น..

“มากันแล้วเหรอ กว่าจะหาตัวเจอไม่ง่ายเลยนะเฟยฮุ่ย”

ประโยคนี้ทำเจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นสบตา ทันทีที่เห็นเขาตกใจมากจริง ๆ เพราะไม่คิดว่าคนที่ทักทายกันจะเป็น..พ่อของเธอ

“เป็นไงบ้าง เห็นมีรายชื่อทำงานอยู่ในเครือเอกชน ผลตอบแทนดีหรือเปล่า”

“นิดหน่อยครับ” พยายามตอบให้ปกติที่สุด ไม่อยากมีพิรุธให้คนตรงหน้าผิดสังเกต

“อืม ลืมแนะนำตัวเลย ผมชื่อจิงเหวยนะ ส่วนประวัติคุณสองคนผมอ่านมาแล้ว น่าจะพอร่วมงานกันได้ดีเลย”

“ครับ”

“เข้าเรื่องเลยนะ ผมขอให้พวกคุณใช้ความเป็นมาเฟียให้เป็นประโยชน์ จริงอยู่ที่ผมทำเองก็ได้ แต่เหตุการณ์วันนั้นมันยังฝังใจอยู่ ขอบคุณนายมากนะเฟยฮุ่ยที่ช่วยลี่ถิงไว้ ถ้าไม่มีคุณผมคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”

ประโยคนี้ทำให้ไอ้ฟงหันมาสบตา เขาเลยแสร้งมองไปทางอื่นด้วยที่ไม่อยากตอบคำถามมันทางสายตา ลำพังก็ขี้เสือกมากอยู่แล้ว อย่าให้มันรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเลย ขี้เกียจจะฟัง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา..

คำว่าตกลงร่วมมือกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นเพียงการประดิษฐ์คำพูดให้ดูสวยหรูเสียมากกว่า เพราะความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น ที่นายตำรวจจิงเหวยเรียกมาวันนี้เป็นเพราะทางรัฐบาลจีนต้องการเวนคืนที่ดิน โดยบางที่มีประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยสิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือ..การไล่คนพวกนั้นออกจากพื้นที่ ที่รัฐบาลจีนต้องการใช้สอยสร้างประโยชน์ หรือพูดแบบชุ่ย ๆ คือต้องการพื้นที่ส่วนนั้นมาให้นายทุนรายใหญ่เช่าเพื่อสร้างรายได้ เมื่อถึงกำหนดครบระยะเวลาที่ตกลง ทางรัฐบาลก็จะทำการเวนคืนที่เหมือนเดิม ในส่วนนี้เขาไม่ได้รับผลประโยชน์เลยไม่ได้สนใจหรือใส่ใจมากนัก แต่ที่แน่ ๆ จะทำยังไงให้ประชาชนยอมย้ายออก โดยที่รัฐบาลเสียผลประโยชน์น้อยและได้ผลประโยชน์มากที่สุด

“กูว่าเราโดนมัดมือมัดตีนให้ทำว่ะ” ฟงพูดขณะที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับ

“คงตรวจสอบมาหมดแล้วแหละ” ถึงได้รู้ว่าเราสองคนเป็นมาเฟีย ความจริงแล้วคนที่ควรจะโดนน่าจะเป็นไอ้ฟงมากกว่า เพราะพ่อมันเป็นมาเฟียใหญ่ แต่ทำไมเวรกรรมถึงมาตกอยู่ที่เขาได้..แล้วมันก็เสือกเสนอตัวมาด้วยอีกคน เลยโดนกันทั้งสองคน เป็นไงล่ะ? สาแก่ใจมันหรือยัง

“สวยว่ะ”

“อะไร”

“เดินอยู่นั่นไง มึงไม่เห็นเหรอ” ฟงพูดแล้วเชยปลายคางปีศาจหันไปมองหญิงสาวที่กำลังดูดชานมไข่มุก

เห็น..เห็นแล้ว เห็นว่าเป็นเธอ อุตส่าห์คิดว่าจะไม่เจอแล้ว สุดท้ายก็เจอจนได้..

“เดินมาทางเราว่ะ”

“มาแล้ว ๆ” ฟงพูดเสียงตื่นเต้นรีบลดกระจกลงทันทีที่เห็นสาวสวยเดินมาทางที่รถจอดอยู่ แถมยังเคาะกระจกทางด้านคนขับอีกต่างหาก

แก็ก..ปึง!

เสียงปลดล็อกและปิดประตูรถดังเรียกความสนใจให้หญิงสาวที่เคาะกระจกละสายตาขึ้นมามองตามเสียง

“น..นาย ปีศาจ..” พึมพำชี้เขาที่ยืนอยู่ข้างตัวรถ

“มีอะไร เคาะทำเพื่อ?” ถามสีหน้าไม่สบอารมณ์ ทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วเดินกอดอกมาหยุดยืนตรงหน้า

“แค่จะบอกว่ารถยางแบน!”

“แค่นี้ใช่ไหม?”

“ก็แค่นี้แหละ” เธอตอบแล้วหันหลังให้คนใจร้ายเลยทันที คนอะไรไม่เจอกันตั้งนานสองนานแทนที่จะทักทายกันดี ๆ แต่กลับปิดประตูรถเสียงดังใส่แถมยังพูดจาไม่ดีใส่กันอีกต่างหาก ‘นิสัยเสียมาก’

ทันทีที่ปีศาจกลับเข้ามาในรถ เพื่อนรักก็ถามขึ้น..

“ใช่ ใช่ไหม?” ใช่ที่หมายความว่าผู้หญิงคนนี้ใช่ไหมที่มันมานอนกกมานอนกอด

“อืม”

“เออ กูไม่แปลกใจเลยทำไมมึงถึงปิดเครื่อง แล้วถ้าวันนั้นกูมาเห็นเธอตัวเป็น ๆ ก็คงเก็บไม่ลงว่ะ”

“กูไปทำอะไรให้มึง จะมาเก็บทำเพื่อ?”

“ก็พ่อกูสั่ง เผื่อมึงหักหลัง”

“ไม่ใช่นิสัยกู”

“มึงมีดวงได้เป็นลูกเขยตำรวจแล้วนะ”

“หยุดประสาท” พูดตัดบท แล้วบอกให้มันลงจากรถไปดูว่ารถยางแบนอย่างที่เธอเดินมาบอกจริงหรือเปล่า โดยได้ข้อสรุปว่าแบนจริง เลยต้องเรียกรถให้มารับกลับไปยังที่พักแทน ส่วนรถก็..ให้ลูกน้องพ่อไอ้ฟงมาลากไปจัดการเองแล้วกัน รถน่ะ..รถประจำที่เขาใช้ แต่พอมันจับขับแล้วยางแบนก็มันนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ ไม่โอเคก็ต้องโอเค

หลายวันต่อมา

แทบทุกครั้งที่เขาไปสถานีตำรวจจะได้เจอกับเธอ บางครั้งก็แต่งตัวเรียบร้อยดูน่ารักน่าทะนุถนอม บางวันก็แต่งตัวมิดชิดเหมือนต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่าง แม้จะอยากถามไถ่แต่เขาเองก็ไม่มีโอกาสได้ถามหรือพูดคุยกับเธอสักที

“ป๋าไม่อยู่”

“ฝากงานไว้ไหม เมื่อวานไม่ได้รับสายเลยไม่รู้จะต้องไปที่ไหน”

“เดี๋ยวถามให้แล้วกัน” ร่างเล็กพูดแล้วก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะกลับออกมายื่นกระดาษแผ่นเล็กให้ โดยในกระดาษระบุชื่อสถานที่นั้น ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว

“ขอบ..” คุณ ยังไม่ทันจะเอ่ยขอบคุณเสียงผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น

“ลี่ถิงเอ้อไม่ใช่สิ ซัมเมอร์ ซัม ๆ ไปกินข้าวกัน”

เสียงไม่เข้าหูทำให้เขาหันไปมองว่าใครกันที่เป็นคนพูด จนได้เห็นหน้าชัด ๆ ‘หล่ออยู่’ ก็เหมาะกับเธอดี

“รอฉันแป๊บหนึ่งนะซีห่าว ฉันคุยงานแทนป๋าก่อน”

“เดี๋ยวไปนั่งรอห้องนั้นนะ”

“ได้ ๆ” เธอตอบยิ้ม ๆ แล้วหันกลับมาสบตาร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“นายสงสัยอะไรถามฉันได้นะ ที่ตรงนี้อยู่แถวxxนายคงพอจะรู้จัก”

“ผัว?” ปีศาจถามแล้วมองไปยังที่ที่อีกคนยืนคุยกับเธอก่อนหน้านี้

“เพื่อนสนิท”

“สนิทบนเตียง?”

“เขาไม่ใช่คนแบบนายปีศาจ”

“ฉันชื่อเฟยฮุ่ย”

“ก็อยากเรียกปีศาจอะทำไม?”

“…” ก็ไม่ทำไมหรอก แต่ชื่อนี้มันควรมีแค่คนสนิทเท่านั้นที่เรียกได้ ซึ่งเธอไม่ใช่และไม่ควร!

“ถ้าไม่สงสัย ฉันไปนะ” หญิงสาวเอียงคอพูดแล้วหันไปคว้ากระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาคล้องไหล่เตรียมจะออกไปหาอะไรกินเป็นเพื่อนซีห่าว แต่แล้วเสียงอีกคนก็ดังขึ้น..

“เปลี่ยนชื่อเหรอ”

“เพราะใช่ไหมล่ะ?”

“ฤดูร้อนเพราะตรงไหน” ส่ายหน้าไปมามองเธอที่คิดว่าชื่อตัวเองเพราะ เขาว่าชื่อลี่ถิงยังเพราะมากกว่าอีก ความหมายดีจะตายไป

“เพราะฉันรู้จักกับนายตอนฤดูร้อนไง ไปก่อนนะ เดี๋ยวเพื่อนรอนาน” ร่างเล็กพูดแล้วรีบวิ่งออกไปเลย ปล่อยให้อีกคนที่ตั้งคำถามนั่งงุนงงอยู่กับคำตอบ

‘เพราะฉันรู้จักกับนายตอนฤดูร้อนไง..’ มันเกี่ยวอะไร? ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย ทำไมชอบพูดให้ต้องคิดตามด้วยไม่เข้าใจ จะพูดมันตรง ๆ เลยไม่ได้เหรอ หรือมันเป็นปกติของผู้หญิง..

สุดท้ายต้องเก็บความสงสัยไว้ในใจ เพราะมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างให้ต้องทำ ยิ่งช่วงแรกที่ไปเวนคืนที่ดิน พวกเขาโดนชาวบ้านต่อต้านหนักอยู่เหมือนกัน จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าใช้ความรุนแรงล่ะ? จะยอมย้ายออกแล้วคืนที่ดินผืนนั้นให้รัฐบาลไหม แต่ภายในใจกลับไม่ได้อยากใช้ความรุนแรง เขาอยากพูดคุยถามถึงข้อดีข้อเสียและเหตุผลที่เลือกอยู่ไม่ยอมย้ายเสียมากกว่า เป็นไปได้ก็อยากให้การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องสุดท้าย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่ะนะ..

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มที่ตกลงทำงานให้รัฐบาลจีน เขากับไอ้ฟงรวบรวมลูกน้องไปเวนคืนที่ได้ไม่ถึงสิบแห่งเลยด้วยซ้ำ เลยทำให้ทางรัฐบาลไม่พึงพอใจเนื่องจากเสียเวลาไปมาก จนมีฝ่ายค้านเสนอขึ้นว่า..ให้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนยอมย้ายออก สาเหตุที่ต้องมาคาดหวังจากบุคคลนอกองค์กรอย่างพวกเขาก็เพราะว่าทางรัฐบาลเคยเสนอจำนวนเงินไปแล้ว แต่ประชาชนกลับไม่ยอม เลือกที่จะต่อต้าน เลยเป็นเหตุให้รัฐบาลเล่นไม่ซื่อ คิดหาวิธีบีบบังคับเพื่อให้ประชาชนย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่นั้น ๆ

“ผลประโยชน์ไม่แย่ แต่จะแย่ถ้าชาวบ้านตอบโต้”

“มึงกับกูและคนอื่น ๆ ก็จะแย่ ถ้ายังเวนคืนที่ได้แค่ที่เล็ก ๆ แบบนี้”

“ต้องเถื่อนแล้วเหรอวะ ไม่อยากทำเลย” ไม่อยากทำแต่ขยับคอจนกระดูกดังกรอบแกรบ กำมือต่อยไปที่ฝ่ามืออีกข้างเสียงดังปัก

“ไม่อยากเลยสินะมึง” ปีศาจแสร้งพูดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทางของมันแล้วเหมือนร่างกายพร้อมปะทะมากกว่า

หลายวันต่อมา

ที่ดินหมายเลข 112

“กูไม่อยากทำ..” เขาพูดอย่างคนที่ไม่อยากจะลงมือทำ

เพล้ง!

ไม่ทำเขา เขาก็ทำเรา ยังไม่ได้ก้าวขาเข้าไปเหยียบที่ดินหมายเลข 112 เลย ขวดแก้วปริศนาก็ปลิวมาตกแตกตรงหน้าจนเศษแก้วกระเด็นบาดมือ

“มาเหอะ คิดซะว่าเล่นสนุก” ฟงพูดแล้ววิ่งตามหลังลูกสมุนเข้าไปร่วมมีบทบาทในการใช้ความรุนแรง ทำให้เขาที่ยืนอยู่กับที่จำต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ร่างกายได้ปะทะสมใจ บางคนก็โชกเลือด บางคนก็หน้าแตกหัวแตก กว่าจะพากันออกมาได้ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน โชคดีที่รถคันนี้จอดไกลหน่อยเลยไม่โดนชาวบ้านเล่นเข้าให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บตัว..

“มึงจะไปโรงพยาบาลเปล่า?” ปีศาจหันไปถามคนด้านข้างที่นั่งส่องกระจกซี้ดปากเช็ดเลือด คำตอบของมันก็เดิม ๆ คือไม่ มันแตกเองเดี๋ยวก็หายเอง หมอไม่ต้องเสือก

“มึงอะ ไปโรงพยาบาลไหม เศษแก้วบาดมือ”

“กูเจ็บปากมากกว่าที่แก้วบาดอีก”

“สำออย”

“มึงลองโดนไอ้คนใส่แหวนต่อยหน้าดู จะได้รู้” ตอบมันที่อยู่ ๆ ก็ว่าเขาสำออย

“ไปสถานีตำรวจดิมึงอะ เผื่อมีคนทำแผลให้”

“อย่าไร้สาระ”

“ดวงคนจะเป็นเขยตำรวจนี่หว่า”

ปีศาจเลือกไม่สนใจฟังในสิ่งที่ไอ้เพื่อนเวรพูด ด้วยที่ไม่อยากเก็บมาคิดมาใส่ใจให้ปวดกบาล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าได้เป็นลูกเขยตำรวจก็..ไม่เลวนะ

คอนโดเอส

ทันทีที่รถจอดดับเครื่องสนิท ไอ้ฟงก็ชิ่งลงจากรถไปก่อนทำให้เขาต้องเก็บทิชชูเปื้อนเลือดที่มันทิ้งไว้ในรถออกไปทิ้งแทน แต่แทนที่มันจะไปแล้วไปเลย มันกลับเดินมากอดคอเชยปลายคางให้เงยหน้าขึ้นแล้วชี้ไปยังผู้หญิงคนหนึ่ง..

“เธอ”

“บ้า! มึงโดนต่อยจนสมองกลับแล้วเหรอ?”

“กูพูดจริง!” ฟงยืนกรานเสียงแข็ง จนเธอคนนั้นหันมาทางที่พวกเขายืน..

“…” ใช่ ใช่ซัมเมอร์จริง ๆ

“กูแค่กลับมาบอกว่าเธอมา แต่มึงบอกไม่ชอบ..ก็ไม่เป็นไร อย่าให้เห็นลากขึ้นไปนอนกกอีกก็แล้วกัน” ฟงไหวไหล่พูดไม่ยี่หระ

“เสือก!” พูดไม่เข้าหูเลยไอ้เวร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป