บทที่ 6 3.2 ไม่ง่ายอย่างที่คิด
‘การจะอ้างว่าขอฟ้องหย่าข้อหาถูกสามีหลอกให้รักมันทำไม่ได้...กฎหมายไม่ถือว่าความรักที่ถูกหลอกลวงเป็นเหตุหย่า เว้นแต่คุณลินทร์จะมีหลักฐานชัดเจนว่าสามีคุณทำผิดกฎหมายหรือผิดหน้าที่ในฐานะสามี เช่นการมีชู้ การใช้ความรุนแรง หรือการละเลยหน้าที่อย่างร้ายแรง’
‘แล้วเรื่องที่เขาไม่ยอมมีลูกกับฉันล่ะคะ? ใช้เรื่องนั้นเป็นข้ออ้างฟ้องหย่าได้ไหมคะคุณทนาย?’
‘การไม่อยากมีลูกไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายครับ ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำให้คุณลำบากในชีวิตคู่หรือไม่ได้ละเลยเรื่องการดูแลในฐานะสามี’
‘เหอะ! แปลว่า…’
‘แปลว่า ณ ตอนนี้ คุณลินทร์ยังไม่มีเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอที่จะฟ้องหย่าได้ครับ เว้นแต่จะมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น อย่างที่บอก…ถ้าสามีใช้ความรุนแรง มีชู้ หรือละเลยคุณอย่างสิ้นเชิง ผมขอแนะนำในฐานะทนายให้คุณเริ่มเก็บหลักฐานหรือสังเกตพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย หรือแม้แต่การละเมิดหน้าที่สามี มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นตอนนี้ แต่ถ้าคุณมีหลักฐานในอนาคต การฟ้องหย่าก็จะง่ายขึ้น’
‘แสดงว่าลินทร์ต้องอยู่รอจนกว่าเขาจะทำผิดงั้นเหรอคะ?’
‘มันอาจต้องเป็นแบบนั้นครับ ถ้าคุณลินทร์ไม่กล้าขอหย่าตรง ๆ หรือถ้าเขาไม่ยอมหย่าให้แต่โดยดี’
‘ขอบคุณค่ะคุณทนาย เอาไว้ลินทร์จะลองคิดดูอีกที…’
ไลลาลินทร์ไม่ได้ไปโรงพยาบาล ไม่ได้เอาเรื่องหนักไปปรึกษาวายุภัทร เธอขับรถเข้ากรุงเทพเพราะนัดทนายเอาไว้ การจะหย่ากับเตโชไม่ใช่เรื่องง่าย หากเอ่ยขอหย่าแล้วเขาไม่ยอมแต่โดยดี การฟ้องหย่าก็เป็นอีกหนึ่งทางออก แต่น่าเสียดายที่ขับรถมาเป็นร้อยกิโลกลับได้พบว่าแม้แต่จะฟ้องหย่าก็ยังไม่ง่ายอย่างที่คิด คำที่เธอเคยบอกกับเขาเมื่อเช้า ที่บอกให้เขาลองมีชู้ดู เธอคิดแบบนั้นจริง ๆ เพราะหากไอ้ผัวเลวคนนั้นมีชู้ขึ้นมา อะไร ๆ ก็คงจะง่ายกว่านี้
กว่าจะกลับถึงบ้านไร่ก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม ไลลาลินทร์เหนื่อยล้าจากการขับรถ เครียดกับสิ่งที่กำลังเผชิญ มาถึงบ้านก็อยากจะเข้านอน หวังเอาไว้มากว่าเตโชคงจะหลับไปแล้ว เข้าใจว่าคนอย่างเขาคงไม่ถ่างตารอเธอ แต่คิดผิดไปถนัด ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็ได้เจอไอ้คุณสามีมันยืนกระดกขวดไวน์รออยู่กลางบ้านแล้ว
“ไปไหนมา ทำไมไม่รับสายพี่ แล้วทำไมเพิ่งกลับบ้านเอาป่านนี้!” ราวกับซ้อมพูดประโยคนี้มาเป็นสิบครั้ง วินาทีที่เห็นหน้าเมีย ไอ้เตโชมันก็รัวคำถามออกมาทันที สายตานั้นแข็งกร้าวบ่งบอกชัดเจนกว่าโกรธจัด ก็แล้วมันไม่น่าโกรธตรงไหน จับได้ว่าโกหกทั้งที่ยัยเด็กดื้อคนนี้ไม่เคยกล้าโกหกเขาเลยสักครั้ง
“ไปบ้านพ่อมา” ไลลาลินทร์ตอบเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย เธอทำเพียงเดินเลี่ยงเขา เตรียมจะขึ้นห้องนอน ทว่าคนตัวสูงกลับเข้ามาขวางทางเอาไว้
“พี่โทรไปหาพ่อลินทร์ พ่อยังถามหาลินทร์อยู่เลย”
“ก็พ่อไม่อยู่บ้าน ลินทร์เจอแต่แม่”
“เลิกโกหกสักที! เห็นพี่โง่มากเหรอวะ? ตอบความจริง! ไปไหนมา?!”
“พี่เตรู้อยู่แล้วนี่ว่าลินทร์ไปไหน แล้วจะมาคาดคั้นเอาความจริงทำไม?” ครั้งนี้เธอช้อนสายตาจ้องเขาอยากคาดคั้น อยากรู้ว่าจะเผยไต๋ออกมาไหมว่าไม่ได้จ้างกิ่งกานดาให้มาช่วยงานอย่างเดียว แต่จ้างไว้ให้คอยรายงานเขาทุกเมื่อว่าเธอทำอะไร ที่ไหน ยังไง
“คิดจะต่อต้านพี่จริง ๆ ใช่ไหม? เป็นอะไรทำไมไม่พูด? ไม่พอใจอะไรก็บอกดิวะลินทร์!”
“…” ถ้าพูดแล้วมันจะจบเลยไหม ถ้าบอกทุกสิ่งอย่างที่คิด…เขาจะยอมหย่าให้เธอแต่โดยดีหรือเปล่า
“หืม…บอกพี่สิว่าลินทร์เป็นอะไร พูดออกมาว่าพี่ไปทำอะไรให้ไม่พอใจ เรื่องลูกเหรอ?”
“เกี่ยวอะไรกับเรื่องลูก?”
“ก็ถ้าไม่ใช่เรื่องลูกแล้วมันจะเรื่องอะไร คิดให้ตายยังไงก็คิดไม่ออกว่าพี่ไปทำอะไรให้ลินทร์น้อยใจถึงได้คิดจะลุกขึ้นมาต่อต้าน พี่คิดว่าเราเคลียร์กันจบแล้วซะอีก พี่คิดว่าลินทร์เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ถึงยังไม่อยากมีลูก”
“มันไม่เกี่ยวกับเรื่องลูก เพราะตอนนี้ลินทร์ก็ไม่ได้อยากมีลูกกับพี่เตแล้ว มันไม่จำเป็นอีกแล้ว ลินทร์เหนื่อย…ลินทร์ขอไปนอนนะ”
“…” ได้ยินแบบนั้นเตโชก็ถึงกับพูดไม่ออก ไลลาลินทร์บอกว่าไม่อยากมีลูกกับเขาแล้ว มันหมายความว่ายังไง…คนที่รักเด็กและอยากมีลูกมากอย่างเธอ เพราะอะไรถึงไม่อยากมีลูกขึ้นมา หรือเธอ…วางแผนจะมีกับคนอื่น?
เวรเอ๊ย!
ไอ้เตโชคนนี้มันเริ่มร้อนรนเหมือนไฟลุกอยู่ภายใน รู้สึกเสียการควบคุมยิ่งกว่าเมื่อเช้าตอนที่รู้ว่าเมียโกหกเสียอีก คิดแล้วมันยิ่งหวั่นใจ เขาเองมีเรื่องสำคัญให้ต้องโฟกัส แล้วทำไมยัยเมียจะต้องสร้างคลื่นใต้น้ำมาทำให้เขาเสียสมาธิตอนนี้ด้วย?!
