บทที่ 7 4.1 ใครกันแน่ที่จะคลั่ง
บทที่ 4 ใครกันแน่ที่จะคลั่ง
‘พ่อหนูลินทร์เขาเอาแต่ถามว่าเมื่อไหร่จะได้อุ้มหลาน’
‘…’
‘ไอ้เต นี่แกได้ยินที่ฉันพูดไหม?’
‘ได้ยิน แต่ไม่มีคำตอบให้ จะอยากอุ้มหลานไปทำไม พี่สาวลินทร์ก็มีลูก อุ้มหลานคนเดียวไม่พอเหรอวะ?’
‘พูดบ้าอะไรของแกฮะ? นี่ไม่คิดจะมีลูกกับหนูลินทร์เขาหรือไง? ถ้าไม่อยากสร้างครอบครัวแล้วแกจะแต่งงานกับเขาเพื่ออะไรไอ้เต!’
‘พ่อถามเหมือนไม่รู้ ไม่รู้จริงดิว่าผมแต่งงานกับลินทร์เพื่ออะไร พ่อเป็นคนพูดเองนี่ว่าถ้าผมหรือไอ้ยุสามารถทำให้ลินทร์ยอมแต่งงานด้วยได้ พ่อจะยกไร่กับโรงแรมให้ อยู่ ๆ มาบอกให้ทำลูก ผมว่ามันไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขนะ’
‘นี่แก…’
‘เคยบอกไปแล้ว…ว่าผมทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาสมบัติทั้งหมดของพ่อมาเป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่ไร่กับโรงแรม แต่ผมจะเอาทั้งโรงงานกับโรงพยาบาลที่พ่อรักนักรักหนามาด้วย’
‘แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไงฮะไอ้เต! แกแต่งงานกับหนูลินทร์แค่เพราะอยากได้สมบัติของฉันจริง ๆ น่ะเหรอ? นี่แกไม่คิดจะรักเมียตัวเองบ้างเลยหรือไง?!’
‘พ่อเองก็แต่งงานกับแม่ใหญ่เพื่อผลประโยชน์ ทิ้งแม่ผมที่เป็นแค่คนงานในไร่แบบไม่ดูดำดูดี พ่อปล่อยให้แม่ตายไปอย่างโดดเดี่ยว! กล้าดียังไงมาถามหาความรักวะ?!’
‘จะมากไปแล้วนะไอ้เต! ฟังที่ฉันพูดให้ดี...แกอย่าได้ทำให้หนูลินทร์เสียใจเด็ดขาด คิดว่าทั้งชีวิตนี้จะมีใครรักแกด้วยใจจริงได้เท่าหนูลินทร์?! คนนิสัยเสียเหมือนหมาบ้าแบบแก ถ้าไม่ได้หนูลินทร์เป็นเมีย ก็หาใครไม่ได้แล้วไอ้เต ถ้าวันไหนที่แกทำหนูลินทร์เสียน้ำตาหรือถ้าเขาทนความฉิบหายของแกไม่ไหวจนขอหย่าขึ้นมา วันนั้นฉันจะเอาทุกอย่างที่ให้แกคืนกลับมาให้หมด!’
‘เรื่องลินทร์ผมจัดการเองได้ เมียผม ครอบครัวผม พ่อไม่ต้องมายุ่ง! เอาเวลาไปสนใจเมียที่เชิดชูนักเชิดชูหนากับลูกรักของพ่อเถอะ! พ่อเองก็ต้องฟังผมให้ดีเหมือนกัน อะไรที่เอามาจากพ่อ...ผมไม่คิดจะคืนให้!’
ไลลาลินทร์ยังจำทุกถ้อยคำของเตโชในวันนั้นได้ดี แม้จะไปได้ยินเขาคุยกับพ่อสามีด้วยความบังเอิญ แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณความบังเอิญนั้นที่ทำให้ตาสว่างขึ้นมาได้ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่เคยได้ยินเตโชบอกรัก สองสัปดาห์ก่อนหลังจากที่ได้รู้เหตุผลแท้จริงในการแต่งงาน เธอได้คำตอบแล้ว...ก็เพราะเขาไม่เคยรักเธอเลยน่ะสิ ก็เพราะเขาเห็นค่าเธอเพียงเพราะผลประโยชน์ หากไม่ต้องการไร่กับโรงแรม เขาก็คงไม่เสียเวลามาปรายตามองผู้หญิงคนนี้ หากไม่ใช่เพราะเธอคือลูกสาวคนเล็กของฤกษ์ นักการเมืองท้องถิ่นที่คอยเกื้อหนุนกิจการทั้งหมดของบ้านอินทรสุวรรณ ไลลาลินทร์ก็คงไร้ค่า ไร้ความหมายต่อนายน้อยเตโชโดยสิ้นเชิง
เมื่อคืนเธอนอนหันหลังให้เตโชทั้งคืน เอาหมอนข้างมากั้น เอาผ้าห่มอีกผืนมาห่ม ที่ไม่นอนแยกห้องเพราะรู้ดีว่าคนนิสัยชอบเอาชนะอย่างเขาคงไม่ยอม ไม่อยากโดนปลุกกลางดึกกลางดื่นมาชวนทะเลาะ พอตื่นขึ้นมาก็รีบอาบน้ำ แต่งหน้าแต่งตัวก่อนที่เขาจะตื่น หวังจะรีบออกจากบ้านไปทำงานโดยไม่ต้องเผชิญหน้า แต่ไม่ทันการณ์ ออกจากห้องแต่งตัวลงมาชั้นล่างก็เห็นไอ้คุณสามีนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้ารออยู่แล้ว
“จะออกไปไหนแต่เช้า?” เห็นหน้าเมียปุ๊บก็ถามปั๊บ ฟันกรามขบกันแน่น โคตรไม่ชอบเลยที่เมียแต่งตัวโชว์เนื้อโชว์หนัง เคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ชอบ แขนกุดห้ามใส่ สายเดี่ยวห้ามเด็ดขาด เกาะอกคืออย่าได้คิดจะเอาเข้าบ้าน แล้วนี่อะไร...เช้านี้เมียเขาใส่เดรสเกาะอกสีขาวแถมยังสั้นจะเกือบจะเห็นก้น!
“ออกไปโรงแรมไง”
“เพิ่งจะเจ็ดโมงเนี่ยนะ จะไปช่วยแม่บ้านถูพื้นหรือไง?”
“อืม” ในเมื่อเขากวนประสาทใส่ ไลลาลินทร์ก็แค่กวนประสาทกลับ “ก็ว่าจะทำงั้นแหละ อาจจะช่วยคนสวนรดน้ำต้นไม้ด้วยอีกที”
“ตลกหรือไง? กวนประสาทเพื่อ? คิดว่าพี่จะปล่อยให้ลินทร์ออกจากบ้านด้วยชุดนั้นจริงดิ กลับขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่” เพียงตอบสั้น ๆ พร้อมล้วงควานหากุญแจรถในกระเป๋าแบรนด์เนม แต่แล้วกลับพบว่าในกระเป๋านั้นไม่มีกุญแจรถของเธอ
