บทที่ 10 ความจริงที่ซ่อนอยู่
03:00 น. เพนท์เฮาส์
ยศภัทรยังไม่ได้นอนในคืนนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเขา มีคืนจำนวนมากในชีวิตที่เขาใช้นั่งอยู่กับกองเอกสารและแสงไฟสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์แทนที่จะนอนหลับเหมือนคนปกติ แต่คืนนี้มีอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป ความรู้สึกสังหรณ์ใจที่เขาเรียนรู้มาตลอดชีวิตการเป็นทนาย เส้นทางของคดีนี้มันกำลังบอกอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
เขาเปิดแฟ้มสำนวนการสอบสวนของตำรวจที่ถ่ายเอกสารมาออกกางบนโต๊ะ แล้วเริ่มไล่สายตาอ่านรายละเอียดหลักฐานอย่างละเอียด
"ของกลาง: ยาบ้า 500 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในซุ้มล้อหลัง"
ยศภัทรเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด มันง่ายเกินไป... ของกลางอยู่ในตำแหน่งที่ 'ถูกพบได้ง่าย' เหมือนจงใจวางไว้เพื่อให้ตำรวจเจอ และปริมาณก็น้อยเกินไปสำหรับเครือข่ายใหญ่ แต่มากพอที่จะส่งคนเข้าคุกยาวๆ
เขาเลื่อนสายตาลงไปดูข้อมูลยานพาหนะ
“รถจักรยานยนต์ของกลาง ทั้งยี่ห้อและหมายเลขตัวถังตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อมูลในระบบแจ้งความรถหาย สภ.เมืองชลบุรี เมื่อเดือนก่อน”
ยศภัทรขมวดคิ้วมุ่น นี่ไม่ใช่แค่คดียาเสพติด แต่พ่วงคดีลักทรัพย์หรือรับของโจรเข้ามาด้วย เขาหยิบบันทึกคำให้การของ พริกป่น ขึ้นมาอ่าน ในนั้นระบุชัดเจนว่าผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า
"ยืมรถมาจากเพื่อนสนิท" เพื่อขับกลับบ้าน ไม่รู้เรื่องยาและไม่รู้ว่าเป็นรถขโมย
ยศภัทรเพ่งมองชื่อเพื่อนคนที่ถูกพาดพิงถึงในสำนวน
"...นายธนากร พิมลศักดิ์"
"ธนากร..."
ยศภัทรหยุดนิ้ว ชื่อนั้นเขาคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง มันไม่ใช่ชื่อของอาชญากรในลิสต์ของตำรวจ และไม่ใช่ลูกน้องในเครือข่ายยาเสพติดที่เขาดูแลอยู่ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่าชื่อนี้คือ 'กุญแจ' สำคัญ
เขาเปิดฐานข้อมูลคดีเก่าๆ ในคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเปรียบเทียบ พิมพ์ชื่อ 'ธนากร พิมลศักดิ์' ลงไปในช่องค้นหา ระบบประมวลผลเพียงครู่เดียว... และแล้วเขาก็พบมันในที่สุด
ธนากรเคยปรากฏชื่อในบันทึกข้างเคียงของคดีเมื่อปีก่อน ไม่ใช่ในฐานะผู้ต้องหา แต่ในฐานะ 'พยานปากเอก' ที่เคยให้การมัดตัวลูกน้องคนสนิทของ 'บอสสิงห์' ในคดีทำร้ายร่างกายสาวเชียร์เบียร์ ก่อนจะจู่ๆ ก็ถอนคำให้การไปดื้อๆ ด้วยความหวาดกลัวและหายเข้ากลีบเมฆไป
จิ๊กซอว์ชิ้นแรกเริ่มปรากฏ บอสสิงห์ไม่ได้ต้องการเล่นงานแค่เด็กที่ชื่อป่น แต่เป้าหมายจริงๆ คือการกำจัดเสี้ยนหนามอย่าง ธนากร โดยการเอารถขโมยที่ยัดยาไว้ไปล่อให้ธนากรใช้ หรือรู้ว่าธนากรใช้รถคันนี้อยู่แล้วจึงวางยาเพื่อส่งเข้าคุก
"แล้วทำไมหวยถึงมาออกที่น้องชายอลิชา?"
ยศภัทรสืบค้นลึกลงไปอีก แล้วเขาก็พบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจจนต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ คดีที่ธนากรเคยเป็นพยานปากเอกนั้น... เกี่ยวข้องกับ มูลนิธิสายใยคุ้มครอง และผู้รับผิดชอบคดีที่ผลักดันให้มีการสอบสวนจนถึงที่สุดในตอนนั้น คือ นางสาวอลิชา สิริวงษ์
ปัง! ยศภัทรตบโต๊ะเสียงดังฉาด ภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้นจนน่าขนลุก
บอสสิงห์รู้ว่าธนากรสนิทกับป่น และป่นมักจะยืมรถเพื่อนขับ... แผนการนี้จึงถูกวางไว้เพื่อ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" หนึ่งคือกำจัดพยานเก่าอย่างธนากร และสองคือสั่งสอน อลิชา... ผู้หญิงที่บอสหมายหัวว่าเป็น 'หนามยอกอก' ที่ชอบเข้ามายุ่งเรื่องในมุ้งของเขามาตลอด
สารจากบอสสิงห์นั้นง่ายและอำมหิตมาก 'ยุ่งกับเรื่องของกูอีก... คนที่มึงรักจะเป็นคนจ่ายค่าตอบแทน'
ยศภัทรกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขานึกถึงอลิชาที่นอนหลับอยู่ในห้องนอนของเขาตอนนี้... นึกถึงผู้หญิงที่ยอมแลกศักดิ์ศรี ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อช่วยน้องชาย โดยที่ไม่รู้เลยว่าต้นเหตุทั้งหมดมาจากการที่เธอพยายามต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
"โง่สิ้นดี..." เขาพึมพำด่าเธอ แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับเจือไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรง มันคือความโกรธ... โกรธที่เธอถูกดึงเข้ามาในเกมสกปรกของผู้มีอิทธิพล โดยที่เธอไม่มีทางสู้ และโกรธตัวเองที่เผลอไปชื่นชมความใจกล้าบ้าบิ่นของเธอ
ในเมื่อศัตรูของเธอคือ บอสสิงห์... ซึ่งเป็นลูกค้าวีไอพีของเขาเอง ทางเลือกของเขามีแค่สองทาง คือปล่อยเธอไปตามยถากรรม หรือดึงเธอเข้ามาอยู่ใต้ปีกของปีศาจอย่างเขาเพื่อคุ้มกันภัย
และดูเหมือนเขาจะเลือกคำตอบได้แล้ว
"คิดจะเล่นเกมกับคนของฉันเหรอ..." แววตาของทนายยักษ์วาวโรจน์ขึ้นมาในความมืด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ส่งข้อความหามือขวาคนสนิท
[ รื้อประวัติคดีเก่าของอลิชาทั้งหมดมาให้กู พรุ่งนี้เช้า... กูอยากรู้ว่าเธอไปเหยียบตีนใครไว้บ้าง ]
บอสสิงห์ทำผิดพลาดอย่างหนึ่งที่คนทรงอำนาจมักทำ... คือมองข้ามคนที่คิดว่าเล็กเกินไปจะเป็นปัญหา และที่สำคัญกว่านั้น... บอสสิงห์ไม่รู้ว่า 'หนามยอกอก' ชิ้นนี้ ตอนนี้กลายเป็น 'สมบัติส่วนตัว' ของยักษ์ไปแล้ว และกฎเหล็กของยักษ์คือ... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้อง "ของ" ของเขาเด็ดขาด
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ สำนักงานกฎหมาย
ควันบุหรี่สีเทาจางลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางอากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสูงสุด ยศภัทร นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนังตัวใหญ่ สายตาคมกริบจ้องมองจอโปรเจกเตอร์ที่กำลังฉายภาพจากกล้องวงจรปิดซ้ำไปซ้ำมา เป็นภาพเหตุการณ์ในคืนที่ พริกป่น น้องชายของอลิชาถูกจับกุม
"หยุดภาพตรงนี้" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ
'กวิน' ทนายความรุ่นน้องและมือขวาคนสนิท รีบกดหยุดภาพตามคำสั่ง บนหน้าจอเป็นภาพเบลอๆ ของชายสวมหมวกแก๊ปสีดำที่เดินผ่านท้ายรถของพริกป่นไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ตำรวจจะมาถึง
"มึงเห็นอะไรไหม?" ยศภัทรถาม โดยไม่ละสายตาจากจอ
"ก็แค่คนเดินผ่านไม่ใช่เหรอครับพี่?" กวินขมวดคิ้ว
"กล้องมุมนี้มันไกลมาก เห็นหน้าไม่ชัดด้วยซ้ำ"
"ดูที่มือมัน" ยศภัทรชี้ปลายปากการาคาแพงไปที่จุดเล็กๆ บนจอ "จังหวะที่มันเดินผ่าน มันทิ้งน้ำหนักตัวไปทางซ้าย... เหมือนกำลัง 'ยัด' อะไรบางอย่างเข้าไปที่ซุ้มล้อหลัง"
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่หน้าจอ แววตานิ่งลึกเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ด้วยความรู้ทัน "แล้วดูรอยสักที่โผล่พ้นแขนเสื้อมานิดนึงนั่น... รูปแมงป่อง"
