บทที่ 13 โลกของปีศาจ

"แต่ฉันมีสิทธิ์ที่จะรู้..."

"หยุดตั้งคำถามซะที!"

เขากดเสียงต่ำ แววตาวาวโรจน์ด้วยความหงุดหงิดที่ต้องแบกรับความจริงอันตรายไว้คนเดียว

"คุณกำลังลืมหน้าที่ของคุณนะ... หน้าที่ของคุณคือ อ้าขา ให้ผมเวลาที่ผมต้องการ ไม่ใช่มาสอดรู้สอดเห็นเรื่องงานของผม!"

คำพูดร้ายกาจนั้นหลุดออกมาเพื่อตัดบท แต่อลิชาหน้าชาเหมือนถูกตบ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจและสมเพชตัวเอง

"ค่ะ..." เธอตอบรับเสียงสั่น

"ฉันมันก็แค่... นางบำเรอของคุณนี่คะ"

ยศภัทรมองใบหน้าหวานที่เจ็บปวดนั้นแล้วถอนหายใจหนักๆ ความหงุดหงิดจางลงแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ ที่เขาไม่อยากยอมรับ มือหนาที่บีบต้นแขนเธอคลายออก เปลี่ยนเป็นเลื่อนขึ้นมาประคองแก้มใส แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยน้ำตาที่หางตาเธอออกให้อย่างเบามือ...

"อย่าดื้อกับผม อลิชา..."

เขากระซิบเสียงอ่อนลง

"โลกข้างนอกนั่นมันสกปรกกว่าที่คุณคิด... อยู่ในโลกสวยๆ ของคุณต่อไปเถอะ ส่วนเรื่องความสกปรก... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปีศาจอย่างผมจัดการเอง"

อลิชาชะงัก หัวใจกระตุกวูบกับประโยคนั้น เธอเงยหน้ามองเขา พยายามค้นหาความจริงในดวงตาสีนิลคู่นั้น แต่ยศภัทรกลับปิดกั้นมันด้วยการก้มลงปิดปากเธอด้วยจูบที่หนักหน่วง... จูบที่บอกให้รู้ว่า ต่อจากนี้ไป เขาจะเป็นกรงทองที่ขังเธอไว้ให้ปลอดภัยจากโลกโหดร้ายใบนี้เอง

10:00 น. ห้องพิจารณาคดี ศาลอาญา

บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเย็นเยียบและหนักอึ้งจนแทบขาดใจ ไม่ใช่เพราะเครื่องปรับอากาศ แต่เป็นเพราะรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าในชุดครุยทนายความที่ยืนอยู่กลางห้อง

"ผมขอถามพยานโจทก์อีกครั้ง..." ยศภัทรกดเสียงต่ำ นัยน์ตาสีนิลจ้องมองพยานบนบัลลังก์ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม "ในคืนเกิดเหตุ คุณเบิกความว่าเห็นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายด้วยตาของตัวเอง... ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก และระยะห่างเกือบห้าสิบเมตร คุณแน่ใจในสายตาตัวเองแค่ไหนครับ?"

"น...แน่ใจครับ" พยานชายวัยกลางคนตอบเสียงสั่น เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก

ยศภัทรเหยียดยิ้มร้ายกาจ เขาเดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบแฟ้มเอกสารปกสีดำขึ้นมาเปิดออกช้าๆ

"ศาลที่เคารพครับ นี่คือประวัติการรักษาดวงตาของพยานจากโรงพยาบาลจักษุเมื่อสองเดือนก่อนเกิดเหตุ"

ทนายหนุ่มชูเอกสารขึ้น "พยานมีภาวะจอประสาทตาเสื่อมขั้นรุนแรง และมีปัญหาในการมองเห็นในที่มืด... นอกจากนี้ ในคืนเกิดเหตุ ไฟถนนบริเวณนั้นเสียมาแล้วสองสัปดาห์"

เขาหันขวับกลับไปจ้องหน้าพยาน "คุณจะบอกว่าคนตาเกือบบอดอย่างคุณ สามารถมองเห็นใบหน้าคนร้ายทะลุความมืดและม่านฝนในระยะห้าสิบเมตรได้อย่างชัดเจนงั้นหรือ! หรือว่า... มีใคร 'ยัดเงิน' ใส่กระเป๋าคุณเพื่อให้มานั่งเบิกความเท็จในศาลกันแน่!"

"ค้านครับศาล! ทนายจำเลยกำลังข่มขู่พยาน!" ทนายฝ่ายโจทก์ผุดลุกขึ้นประท้วงหน้าดำหน้าแดง

"ผมไม่ได้ข่มขู่... ผมแค่กำลังกะเทาะ 'หน้ากากจอมปลอม' ของพยานออกมาให้ศาลเห็นความจริงต่างหาก" ยศภัทรตอกกลับเสียงเรียบ ทว่าเชือดเฉือนจนคู่กรณีแทบกระอักเลือดเขาไม่ต้องรอฟังคำตัดสินก็รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า

ทันทีที่ศาลสั่งยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานอ่อน ลูกความของเขาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลเครือข่ายบอสสิงห์ก็เดินเข้ามายกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยกฎหมาย

ยศภัทรไม่ได้รับไหว้ เขาเพียงแค่รับเช็คเงินสดตัวเลขเจ็ดหลักเข้ากระเป๋า แล้วเดินก้าวลงจากศาลด้วยแววตาว่างเปล่า... สำหรับเขา ศาลไม่ใช่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อค้นหาความจริง แต่มันคือ 'ลานประลอง' ที่คนมีเงินและจ้างทนายที่ฉลาดกว่าคือผู้ชนะ นี่แหละคือวิถีของทนายปีศาจ

ตัดภาพมาที่... 11:30 น. มูลนิธิสายใยคุ้มครองเด็กและสตรี

"ฮึก... หนูไม่อยากกลับไปบ้านนั้นแล้ว พ่อเลี้ยงเขา... เขาพยายามจะ...หนู"

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กสาววัยสิบห้าปีดังก้องอยู่ในห้องให้คำปรึกษาเล็กๆ

อลิชาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายและกางเกงสแล็กทะมัดทะแมง ขยับเข้าไปสวมกอดร่างที่กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเอาไว้แน่น มือบางลูบแผ่นหลังของเด็กสาวอย่างอ่อนโยนเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น

"ไม่ต้องกลัวนะคะ พี่อยู่นี่แล้ว... ที่นี่ปลอดภัย ไม่มีใครทำร้ายหนูได้อีกแล้วนะ" อลิชากระซิบปลอบโยน นัยน์ตากลมโตที่เคยมองยศภัทรด้วยความแข็งกร้าว บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเมตตาราวกับนางฟ้า

"แต่แม่ไม่เชื่อหนู... แม่หาว่าหนูอ่อยเขา" เด็กสาวปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก

หัวใจของอลิชาปวดหนึบ เธอรู้ดีว่าความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งและไม่เหลือใครมันเจ็บปวดแค่ไหน หญิงสาวผละออกเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาออกจากพวงแก้มเปื้อนฝุ่นของเด็กสาว

"ถ้าแม่ไม่เชื่อ... พี่เชื่อหนูเองค่ะ พี่จะไปแจ้งความ พี่จะหาที่เรียนใหม่ให้หนู และพี่จะสู้จนกว่าไอ้คนเลวนั่นจะเข้าไปอยู่ในคุก" เธอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง "หนูไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ พี่จะจับมือหนูไว้เอง"

อลิชาไม่ได้แค่พูดปลอบใจ แต่เธอใช้เวลาทั้งเช้าในการวิ่งเต้นติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานงานบ้านพักฉุกเฉิน และถึงขั้นควักเงินเดือนอันน้อยนิดของตัวเองไปซื้อข้าวกล่องและเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เด็กสาว

สำหรับอลิชา เธอไม่มีอำนาจล้นฟ้า ไม่มีเงินเก็บหลักล้าน และไม่มีเส้นสายในวงการมืด... เธอมีเพียงสองมือและหัวใจที่พร้อมจะแตกสลายไปกับความเจ็บปวดของผู้อื่น แต่เธอก็เลือกที่จะสู้ เพื่อดึงคนที่ตกนรกให้กลับขึ้นมายืนบนดินได้อีกครั้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป