บทที่ 2 คืนที่ฝนตกในใจ

"ไม่มีวันนั้น! ฉันยอมตายเสียดีกว่าต้องขอความพึ่งพาจากคนอย่างคุณ คุณมันก็แค่ทนายโจร... ทนายปีศาจที่ขายวิญญาณให้ความเลว"

ยศภัทรผละออกช้าๆ เขาผายมือจัดเสื้อสูทให้เรียบร้อยด้วยกิริยาสง่างามทว่าเย่อหยิ่ง                              

"กวิน... ไปได้แล้ว"

เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะเดินนำขบวนบอดี้การ์ดจากไป พาทุกความกดดันออกไปจากโถงอาคาร ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งอันตรายที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ อลิชายืนตัวสั่นเทา มองแผ่นหลังของ

'ทนายมาเฟีย' ที่หายลับไปพร้อมกับความรู้สึกหวาดหวั่น ความสังหรณ์ใจประหลาดเริ่มเกาะกินขั้วหัวใจ มันหนาวเหน็บและหนักอึ้งเหมือนเมฆฝนดำทึบที่กำลังก่อตัว

อลิชาไม่รู้เลยว่าเธอกำลังยืนอยู่บนขอบเหวของชะตากรรม และคำประกาศกร้าวที่เธอเพิ่งเอ่ยไปนั้น... กำลังจะย้อนกลับมาทวงถามสัญญาเร็วกว่าที่ฟ้าดินจะได้ยินเสียอีก

บทที่ 2 : คืนที่ฝนตกในใจ

ความเงียบเชียบภายในบ้านหลังย่อมคืนนี้ ดูจะบาดลึกกว่าทุกคืนที่อลิชาเคยประสบ มิใช่เพียงเพราะความเงียบนั้นสงัดงันเกินไป หากแต่เพราะมันมีความกังวลที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบประหนึ่งพายุที่กำลังตั้งเค้า อลิชาเฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ ว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่นี้ คือการเฝ้ารอ... หรือการเฝ้าความกลัวกันแน่

นาฬิกาแขวนผนังยังคงเดินต่อไปตามหน้าที่ของมัน เสียงเข็มวินาทีที่ขยับดัง ติ๊ก... ติ๊ก... ดูช่างไร้เยื่อใยและไม่แยแสต่อความทุกข์ร้อนของใคร ราวกับพยานที่มองเห็นทุกอย่างแต่กลับไม่มีปากจะเอื้อนเอ่ยบอกกล่าว

อาหารบนโต๊ะเย็นชืดไปนานแล้ว แกงจืดถ้วยโปรดของป่นที่เธอตั้งใจทำ บัดนี้กลับมีไขขุ่นลอยฟ่อง ข้าวสวยในจานยังคงนิ่งสนิทประหนึ่งหลักฐานของความหวังที่ยังไม่ยอมมอดดับ... หวังว่าน้องชายจะก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอย่างเคย และบอกว่าทุกอย่างเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดธรรมดาๆ

อลิชานั่งจ้องโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเหนื่อยล้า ทว่ายังไม่ยอมหันหลังให้ความหวังนั้น

สามทุ่ม... สี่ทุ่ม... จนกระทั่งเที่ยงคืน เวลาเคลื่อนผ่านไปโดยที่เธอแทบไม่รู้สึกตัว ปกติแล้ว ป่น หรือ พริกป่น น้องชายเพียงคนเดียวไม่เคยเหลวไหล แม้จะเป็นเด็กหนุ่มที่มีนิสัยมุทะลุตามวัยบ้าง ทว่าเขามิเคยหายไปโดยไม่บอกกล่าว โดยเฉพาะในวันที่เขารู้ดีว่าพี่สาวเพิ่งผ่านศึกหนักในศาลมา

ครืด... ครืด...

แรงสั่นสะเทือนบนโต๊ะไม้ทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หัวใจกระตุกวูบก่อนจะเต้นรัวแรง อลิชารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้ดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ

"ป่น! อยู่ที่ไหน ทำไมเพิ่งโทรมา!" เธอโพล่งออกมาด้วยความโล่งอกแกมตำหนิ

"(คุณอลิชา สิริวงษ์ ใช่ไหมครับ?)"

น้ำเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงห้าวๆ ของน้องชาย ทว่ากลับเป็นเสียงที่แข็งและเป็นทางการ เสียงรบกวนจากปลายสายที่มีทั้งเสียงวิทยุสื่อสารและไซเรนที่ดังแว่วมา ทำให้อลิชารู้สึกประหนึ่งโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ

"ค่ะ... ดิฉันพูดอยู่ค่ะ"

"(ผมร้อยเวรจาก สน. ยานนาวานะครับ... แจ้งให้ทราบว่า นายปณิธาน น้องชายของคุณถูกจับกุมในข้อหามียาเสพติดประเภทที่หนึ่งไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายครับ)"

ถ้อยคำเหล่านั้นแจ่มชัดในความรับรู้ ทว่าความหมายที่แท้จริงกลับเดินทางมาถึงใจอย่างเชื่องช้า ราวกับน้ำที่ค่อยๆ แทรกซึมผ่านร่องประตูเข้ามาในยามพายุ จนกระทั่งเธอรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ท่วมล้นขึ้นมาถึงระดับใจ

"เข้าใจผิดแล้วค่ะคุณตำรวจ..."

เสียงของเธอเบาหวิวจนแทบไม่ใช่เสียงตัวเอง

"ป่นไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น เขาเป็นนักกีฬา เขา..."

"(ของกลางพบอยู่ที่ท้ายรถครับ จำนวนมากพอที่จะทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ประกันตัว ขอเชิญคุณมาที่โรงพักด่วนครับ)"

สัญญาณตัดไปแล้ว ทว่าอลิชายังคงถือโทรศัพท์ค้างไว้เช่นนั้น ราวกับรอให้ปลายสายกลับมาบอกว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นผิดพลาด ทว่าไม่มีคำพูดใดกลับมา มีเพียงเสียงนาฬิกาที่ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่แยแสเช่นเดิม

สถานีตำรวจในยามวิกาลมีกลิ่นที่ยากจะอธิบาย มันคือส่วนผสมของความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวัง กลิ่นกาแฟดำที่ค้างคืน กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอับจางๆ ที่ซึมอยู่ในผนัง

ราวกับมันได้ดูดซับความเจ็บปวดของทุกคนไว้จนอิ่มตัว แสงไฟนีออนสีขาวจัดส่องสว่างจนทุกอย่างดูชัดเจนเกินความจำเป็น ทำให้ใบหน้าของผู้คนดูซีดเผือด และความหวังที่หลงเหลืออยู่ในแววตาแต่ละคู่ดูริบหรี่ลงไปทุกทีอลิชาเดินฝ่าความสับสนนั้นเข้าไป ร่างเล็กของเธอดูแปลกแยกกับสถานที่อันดุดันนี้อย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งสายตาไปหยุดนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่ง

พริกป่น นั่งอยู่ตรงนั้น... เสื้อสีขาวที่มีรอยเปื้อนฝุ่นและคราบที่เธอไม่อยากคาดเดา ริมฝีปากที่เคยยิ้มร่าบัดนี้กลับแห้งผาก ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เธอเคยเฝ้าไข้ในยามเจ็บป่วย บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

"พี่แป้ง!"

ทันทีที่เห็นหน้าพี่สาว เด็กหนุ่มก็พุ่งตัวเข้ามาหา ทว่ากลับต้องชะงักด้วยกุญแจมือที่พันธนาการไว้กับราวด้านหลัง เสียงโลหะกระทบกันดัง เคร้ง! บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนเป็นพี่อย่างรุนแรง

"ป่น... เกิดอะไรขึ้น?" เธอนั่งลงเบื้องหน้า บีบไหล่น้องชายผ่านลูกกรงเหล็กที่เย็นเฉียบ "บอกพี่มา... บอกความจริงกับพี่เดี๋ยวนี้"

"ผมไม่ได้ทำพี่..." น้ำตาของน้องชายไหลออกมาอย่างไม่อาจกั้น "พี่แป้ง... ช่วยผมด้วย! ผมสาบานได้ รถคันนั้นไม่ใช่ของผม ผมแค่ยืมไอ้กรมาขับเมื่อตอนเย็น พอเจอตำรวจค้นท้ายรถ เขาก็เจอของพวกนั้น... ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ พี่! ผมไม่เคยยุ่งกับยา!"

อลิชาจับจ้องใบหน้าน้องชาย หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธอพยายามรวบรวมสติถามออกไปแม้ลึกๆ จะรู้ว่าเป็นคำถามที่สิ้นหวังเพียงใด

"แล้วไอ้กรล่ะ... เจ้าของรถน่ะ แกติดต่อมันได้ไหม? โทรตามมันสิ! ให้มันมายืนยันกับตำรวจเดี๋ยวนี้!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป