บทที่ 1 สัญญาร้าย... ทาสรักแก้เคล็ด
กลิ่นดอกมะลิและดอกดาวเรืองที่ตลบอบอวลอยู่ในร้าน ‘ธิชา มาลัยศิลป์’ ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของฉันสงบลงได้เลยสักนิด
ฉันกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น นัยน์ตาสั่นพร่าขณะจ้องมองข้อความที่เพิ่งเด้งขึ้นมาบนหน้าจอเมื่อห้านาทีก่อน... มันเป็นข้อความจาก ‘เสี่ยกริช’ เจ้าหนี้นอกระบบรายใหญ่แห่งปากช่อง ที่ส่งรูปถ่ายหน้าบ้านสวนของครอบครัวฉันมาให้ พร้อมกับประโยคข่มขู่ที่ทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ
[‘ถ้าสิ้นเดือนนี้ไม่มีเงินก้อนห้าแสนมาโปะหนี้ที่พ่อแม่หนูค้ำประกันไว้ เตรียมตัวเก็บกระเป๋ามาเป็นคุณนายบ้านเสี่ยได้เลยนะจ๊ะหนูอีฟ... หรือจะยอมเห็นพ่อแม่โดนยึดบ้านจนไม่มีที่ซุกหัวนอน ก็เลือกเอา’]
ฉันกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก พ่อของฉันเป็นคนซื่อ ท่านหลงเชื่อใจญาติสนิทจนยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้ สุดท้ายญาติคนนั้นก็เชิดเงินหนี ทิ้งหนี้ก้อนโตพร้อมดอกเบี้ยมหาโหดร้อยละยี่สิบต่อเดือนไว้ให้ครอบครัวเราต้องเผชิญชะตากรรม
ปลายนิ้วที่สั่นเทาของฉันเลื่อนปิดแชตนั้น แล้วกดเข้าไปดูรูปถ่ายครอบครัวในอัลบั้ม... ภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ เป็นเพียงภาพเดียวในชีวิตที่ฉันรู้สึกว่าตัวเอง ถูกรัก
ฉันกัดฟันสู้ชีวิต ปากกัดตีนถีบ ส่งเงินทุกบาททุกสตางค์กลับบ้านเพื่อแก้ปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อ หวังเพียงแค่สักวัน... จะได้รับสายจากพ่อแม่ที่โทรมาถามว่า ‘กินข้าวหรือยัง’ หรือ ‘เหนื่อยไหมลูก’ ฉันหวังเพียงแค่พวกท่านจะหันมามองและภูมิใจในตัวฉันบ้าง แต่ไม่เคยเลย... สิ่งเดียวที่ถูกส่งมาถึงฉันเสมอ คือตัวเลขหนี้สินและภาระที่ทิ้งให้ฉันต้องดิ้นรนเพียงลำพัง
หยาดน้ำตาร้อนผ่าวหยดแหมะลงบนหน้าจอโทรศัพท์ ฉันมองรูปนั้นด้วยสายตาสิ้นหวัง ปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอและสะอื้นไห้อย่างไร้เสียง... เพียงแค่ครู่เดียว ฉันก็ยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ แล้วสะบัดหน้าหนีความเจ็บปวดนั้นราวกับรังเกียจมัน
จะมัวมาร้องไห้เรียกร้องความรักที่ไม่มีอยู่จริงไม่ได้ ฉันต้องรอด
“ยัยอีฟ... เป็นอะไรไป หน้าซีดเชียว”
ธิชา เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันที่กำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่เงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความเป็นห่วง ฉันรีบสูดลมหายใจเข้าลึก กดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ ซ่อนความเปราะบางเหวอะหวะทั้งหมดเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มมั่นใจและท่าทีที่ไม่เคยแคร์โลกเหมือนที่ทำทุกครั้ง
“เปล่าหรอก... แค่ตื่นเต้นนิดหน่อยน่ะ วันนี้ฉันมีสัมภาษณ์งานที่ วี เอนเนอร์จี กรุ๊ป นะเว้ย บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศเลยนะ”
ฉันพยายามปรับเสียงให้ร่าเริง ลุกขึ้นปัดกระโปรงทรงเอสีเบจที่จับคู่กับเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบ
“ระดับปานชีวา เกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาการตลาดพ่วงดีกรีเหรียญทอง แกต้องได้งานนี้แน่นอน สู้ๆ นะเว้ย!”
ธิชาชูสองนิ้วให้กำลังใจ
“อืม... ฉันต้องได้”
ฉันพึมพำกับตัวเอง แววตาเด็ดเดี่ยวขึ้น
“เพราะนี่คือทางรอดเดียวของชีวิตฉัน”
. สองชั่วโมงต่อมา ...
ฉันนั่งหลังตรงแหน่วอยู่บนเก้าอี้หนังบุนวมภายในห้องสัมภาษณ์ของบริษัท วี เอนเนอร์จี กรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาร่วมงาน ฝั่งตรงข้ามของฉันคือ ‘คุณสมศรี’ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ก็คือ... ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ เธอยังไม่แม้แต่จะเปิดดูพอร์ตโฟลิโอแผนการตลาดที่ฉันอดนอนทำมาทั้งสัปดาห์เลยด้วยซ้ำ เธอเอาแต่จ้องหน้าฉัน สลับกับมองหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังวิดีโอคอลกับใครบางคนอยู่
“เอ่อ... ขออนุญาตนะคะ พอดีเคสของคุณปานชีวา ค่อนข้างจะ พิเศษ นิดหน่อยค่ะ”
คุณสมศรียิ้มแหยๆ ก่อนจะหันหน้าจอแท็บเล็ตมาทางฉัน
บนหน้าจอปรากฏภาพของชายชราท่าทางภูมิฐาน นัยน์ตาแหลมคมดุจพญาเหยี่ยว เขากำลังนั่งจิบชาและก้มมองแผ่นกระดาษยันต์สีแดงในมือสลับกับมองหน้าฉันผ่านกล้อง... เขาคือ ‘เจ้าสัวธนกร’ ประธานใหญ่ผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้
(“อืม... หน้าผากอิ่มเอิบ แววตาสุกใสมีพลังแต่แฝงความใจเย็น โหงวเฮ้งดีมาก!”)
เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังลอดลำโพงออกมา (“ยิ่งวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากที่ซินแสให้มา... ดวงชะตาเป็นธาตุน้ำหล่อเลี้ยง ส่งเสริมธาตุไฟของตาวิษณุมันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เกิดมาเพื่อเป็น คู่บุญ ดับไฟในใจลูกชายฉันชัดๆ!”)
ฉันเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนแทบจะหุบไม่ลงคู่บุญ? ธาตุน้ำ? นี่ฉันมาสัมภาษณ์งานตำแหน่งนักการตลาด หรือมาดูดวงหาคู่สมพงษ์ให้ลูกชายเจ้าสัวกันแน่วะเนี่ย!
(“รับเด็กคนนี้เข้าทำงานเดี๋ยวนี้คุณสมศรี! จัดให้อยู่ในตำแหน่ง ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ของตาวิษณุ ให้เงินเดือนสตาร์ทเจ็ดหมื่น! รีบเอามาช่วยแก้เคล็ดปัดเป่าความซวยด่วนเลย เพราะยัยคู่หมั้นน่ะดวงกาลกิณี ขัดโชคขัดลาภ ทำเอาลูกชายฉันเกือบรถคว่ำดวงตกมาหลายรอบแล้ว! และถ้าหนูอีฟช่วยปรับนิสัยเกรี้ยวกราดของมัน หรือจับมันทำผัวได้ ฉันมีเงินขวัญถุงให้อีกสิบล้าน!”)
“เดี๋ยวสิคะท่าน!”
ฉันลุกพรวดขึ้นทันที ความอดทนขาดผึง
“หนูมาสมัครงานเพราะความสามารถ ไม่ได้มาเป็นเครื่องรางแก้เคล็ด หรือรับจ้างแต่งงานนะคะ ถ้าท่านไม่พิจารณาจากผลงาน หนูขอสละสิทธิ์ค่ะ”
ฉันหอบพอร์ตโฟลิโอแนบอก เตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้องแห่งนี้ ทว่าคุณสมศรีกลับถลากระโดดข้ามโต๊ะมาคว้าแขนฉันไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แววตาของเธอแทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด
“เดี๋ยวสิหนูอีฟ! ใจเย็นๆ ก่อนลูก! ฟังพี่ก่อน!”
เธอละล่ำละลัก อ้อนวอนเสียงสั่น
“หนูมาทำงานเป็นผู้ช่วยบอสวิษณุจริงๆ จ้ะ ใช้สมองและความสามารถของหนูนี่แหละ ส่วนเรื่องดวง ถือว่าเป็นความสบายใจของเจ้าสัวท่าน... พี่ขอร้องล่ะลูก พี่หาคนมาทำงานกับบอสวิษณุไม่ได้เลย ใครมาก็อยู่ไม่ถึงเดือน โดนบอสอาละวาดไล่ออกหมด!”
คุณสมศรีกระซิบเสียงเบาลง แววตาจริงจัง
“ถ้าหนูรับงานนี้... ต่อให้หนูทนบอสไม่ไหว หรือบอสแกล้งประเมินไม่ผ่านโปร ทางบริษัทมีเงื่อนไขพิเศษ จ่าย ค่าตกใจ ให้หนูทันทีหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท ขอแค่หนูอดทนทำงานให้ครบสามเดือน อย่าชิงลาออกไปเองก็พอ ช่วยพี่เถอะนะ ถือว่าช่วยต่อลมหายใจให้พี่!”
ฝีเท้าของฉันหยุดชะงักราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้น สมองที่เคยประมวลผลกลยุทธ์การตลาด เริ่มคำนวณตัวเลขในหัวอย่างรวดเร็ว...
เงินเดือนเจ็ดหมื่น คูณสามเดือน เป็นสองแสนหนึ่งหมื่น... บวกกับค่าตกใจอีกแสนห้า... รวมเป็นสามแสนหกหมื่นบาท
ยอดหนี้ห้าแสนของเสี่ยกริชจะถูกปลดเปลื้องไปเกินครึ่งภายในเวลาแค่สามเดือน และที่สำคัญ... ฉันจะได้รอดพ้นจากการถูกจับไปทำเมียน้อยขัดดอก
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงชั่ววินาที ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยความเด็ดเดี่ยว... ในเมื่อโชคชะตามันบีบคั้น ฉันก็ต้องใช้ความสามารถและดวง ที่เจ้าสัวยัดเยียดให้นี่แหละ เป็นอาวุธในการเอาตัวรอด
“ตกลงค่ะ...”
ฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับคุณสมศรี
“หนูจะเซ็นสัญญา แต่ระบุเงื่อนไขเงินชดเชยแสนห้านั่นให้ชัดเจนด้วยนะคะ”
