บทที่ 2 แม่วัวคู่บุญของสิงโต
ฉันจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนสัญญาจ้างงานอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า การเซ็นสัญญาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การขายวิญญาณให้บริษัทยักษ์ใหญ่ แต่มันกำลังนำพาฉันก้าวเข้าไปสู่สมรภูมิรบกับสิงโตคลั่ง ที่อันตรายและร้ายกาจที่สุดในชีวิต
ครืด... ครืด...
ระหว่างที่ฉันกำลังก้าวออกจากห้องทรัพยากรบุคคล เสียงสั่นเตือนจากโทรศัพท์ของคุณสมศรีก็ดังขึ้น ฉันแอบได้ยินเสียงตะคอกอันดุดันดังลอดออกมาก่อนที่เธอจะกดรับสายเสียอีก
(“ใครสั่งให้รับผู้หญิงที่ป๊าเลือกเข้ามาเป็นผู้ช่วยผม! บอกให้ยัยนั่นเตรียมตัวไว้เลย พรุ่งนี้เช้า ผมจะบีบให้เธอเซ็นใบลาออกตั้งแต่นาทีแรกที่เหยียบเข้าออฟฟิศ!”)
ฉันชะงักฝีเท้า... ริมฝีปากที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีพีชค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย
อยากจะบีบให้ฉันลาออกงั้นเหรอคะบอส? ฝันไปเถอะ! เพราะแม่วัวพันธุ์พยศคนนี้ จะฟาดบอสด้วยความสามารถ จนบอสต้องยอมสยบแทบเท้าให้ได้เลย คอยดู
.....
บรรยากาศที่ร้าน ‘ธิชา มาลัยศิลป์’ ในช่วงบ่ายยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของกลีบดอกไม้ ธิชากำลังบรรจงปักดอกลิลลี่ลงบนพวงหรีดอย่างมีสมาธิ จนกระทั่งเสียงส้นสูงที่ย่ำลงบนพื้นปูนดังกระแทกกระทั้นเข้ามา ร่างระหงของปานชีวาในชุดสูทสีเบจที่ดูเหนื่อยล้าก็ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้อย่างแรงจนโอเอซิสในมือเพื่อนแทบกระดอน
“แก... ฉันขำจนจะบ้าตายอยู่แล้วเนี่ย!”
หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ มือบางคว้าพัดไม้ไผ่ขึ้นมาโบกหย็อยๆ ไล่ความร้อนที่พุ่งปรี๊ดขึ้นหน้า ธิชาเงยหน้าขึ้นจากพวงหรีด จ้องมองเพื่อนรักที่ทำหน้ากึ่งขำกึ่งเพลีย
“อะไรกันยะยัยอีฟ ไหนว่าไปสัมภาษณ์บริษัทพลังงานระดับท็อปมาไง ผลเป็นไงบ้าง? อย่าบอกนะว่านกจนสติหลุด”
“ผ่าน! ผ่านแบบงงๆ เลยแก แต่แกฟังนะ...”
ปานชีวาโน้มตัวเข้าไปกระซิบ พลางเล่าเหตุการณ์พิลึกพิลั่นในห้องสัมภาษณ์ให้เพื่อนฟัง
“แกเชื่อป่ะ... HR ไม่ขอดูพอร์ตการตลาดที่ฉันปั่นมาทั้งอาทิตย์เลยเว้ย แต่กลับเปิดวิดีโอคอลให้ เจ้าสัวธนกร ดูตัวฉันผ่านกล้อง”
“ห๊ะ? ดูตัวเนี่ยนะ?”
“เออ! แล้วแกเอ๊ย... อย่างกะดูหมอ!”
ริมฝีปากอวบอิ่มขยับเล่าอย่างออกรส
“เจ้าสัวท่านเช็กวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก แล้วก็จ้องหน้าจออย่างกะจะสแกนกรรม บอกว่าฉันนี่แหละจะมาแก้เคล็ดให้ลูกชายท่าน เพราะดวงฉันสมพงษ์กับตาบอสวิษณุอะไรนั่นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์!”
“เฮ้ย! นี่มันบริษัทพลังงานหรือสำนักร่างทรงวะแก?”
ธิชาอุทานลั่นจนเกือบทำกรรไกรตัดกิ่งร่วง
“แล้วรับเข้าทำงานเพราะดวงเนี่ยนะ? ตลกมาก!”
“เออดิ! ท่านบอกว่ายัยอัจฉราคู่หมั้นน่ะดวงกาลกิณี ขัดโชคขัดลาภ ทำเอาลูกชายท่านเกือบรถคว่ำดวงตกมาหลายรอบ พอมาเจอฉันที่เป็น เนื้อคู่บุญ คู่บุญ ท่านเลยสั่งรับเข้าทำงานตำแหน่งผู้ช่วยส่วนตัวหน้าห้องบอสทันที แถมประกาศลั่นเลยนะว่าถ้าฉันจับลูกชายท่านทำผัวได้ จะให้เงินขวัญถุงอีกสิบล้าน!”
“สิบล้าน!?”
ธิชาตาโต
“นี่มันนิยายน้ำเน่าชัดๆ เลยแก!”
ปานชีวาหัวเราะหึๆ ในลำคอ แววตาที่เคยขุ่นมัวแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
“ฉันล่ะอยากจะขำให้ฟันร่วง บริษัทรวยเป็นหมื่นล้านแต่ประธานใหญ่ดึงดวงชะตามาตัดสินใจรับพนักงานเนี่ยนะ? ไร้สาระสิ้นดี! แต่แก... พอฉันเห็นตัวเลขเงินเดือนสตาร์ทเจ็ดหมื่น กับค่าเสียเวลาแสนห้าถ้าโดนไล่ออกตอนฝึกงาน... ความไร้สาระพวกนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่มีเหตุผลขึ้นมาทันทีเลยว่ะ”
ธิชาขมวดคิ้ว
“แกจะเอาจริงเหรอ? เข้าไปเป็นเมียแก้เคล็ดเนี่ยนะ?”
“แกก็รู้ว่าที่บ้านฉันหนี้ท่วมหัวแค่ไหน ห้าแสนเชียวนะแก!”
ปานชีวานับนิ้วให้เพื่อนดู สมองอันปราดเปรื่องคำนวณทุกอย่างไว้เบ็ดเสร็จ
“ถ้าฉันทนทำงานที่นี่แค่สามเดือน ต่อให้ดวงไม่ช่วยอะไรเลย ฉันก็ได้เงินรวมๆ กันเกือบสี่แสนแล้วนะเว้ย ใช้หนี้ให้พ่อกับแม่ได้เกือบครึ่งภายในพริบตาเดียว”
หญิงสาวมองออกไปนอกร้าน แววตาไหววูบเมื่อนึกถึงทางเลือกสุดท้ายที่บ้านเกิด และความรู้สึกเหนื่อยหน่ายอย่างที่สุดก็ตีตื้นขึ้นมาในอก น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นขมขื่นและเต็มไปด้วยความระอาเมื่อพูดถึงครอบครัว
“เอาจริงๆ นะธิชา... บางทีฉันก็เหนื่อย เหนื่อยจนไม่อยากจะหายใจ”
เธอแค่นยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะร้องไห้มากกว่า “ฉันพยายามทำทุกอย่าง ทำตัวให้มีประโยชน์ หวังว่าสักวันพ่อกับแม่จะรักฉันบ้าง... แต่สุดท้ายฉันก็เป็นได้แค่ที่พึ่งยามยาก เป็นแค่กระเป๋าเงินให้พวกเขาถลุงเล่น... และตอนนี้ก็กำลังจะเป็น สินค้า ขัดดอก”
ธิชามองเพื่อนรักด้วยสายตาเห็นใจ เอื้อมมือไปบีบไหล่บางเบาๆ ปานชีวาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความอ่อนแอที่กำลังจะเอ่อล้นออกมา เธอปั้นหน้าเรียบตึง น้ำเสียงกลับมาเด็ดเดี่ยวแต่แฝงความประชดประชัน
“ถ้าฉันไม่ทำ... ฉันก็ต้องกลับปากช่อง ไปเป็นเมียน้อยเสี่ยกริชเพื่อขัดดอกล้างหนี้ แกลองคิดดูสิ... แทนที่ฉันจะได้ไปนั่งทำงานในสิ่งที่ฉันเรียนมากลับต้องไปเป็น เป็นเนื้อคู่จอมปลอมให้บอสหน้าดุ แต่ถ้าไม่ทำงานนี้ฉันอาจต้องกลับไปเป็นบ้านเล็กบ้านน้อย คอยปรนนิบัติเอาใจไอ้แก่ตัณหากลับนั่น... แค่คิดฉันก็สยองจนขนลุกไปทั้งตัวแล้วแก”
ธิชาชะงักไปเมื่อจินตนาการตามภาพสยองขวัญที่เพื่อนพูด
“เออ... ฟังดูแล้ว เป็นแม่วัวคู่บุญในห้องแอร์ผู้บริหาร น่าจะปลอดภัยกว่าไปเป็นเมียน้อยเสี่ยเฒ่าจริงๆ ว่ะ... เป็นฉันฉันก็เลือกดวงว่ะแก!”
“นั่นแหละ!”
