บทที่ 3 ผู้หญิงหน้าเงิน

“นั่นแหละ!”

ปานชีวาเชิดหน้าขึ้น แววตาฉายประกายนักสู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา

“สามเดือนเท่านั้นธิชา ฉันจะสวมบทคู่บุญดวงสมพงษ์ให้เนียนกริบเพื่อเงินแสนห้า ส่วนอีตาบอสหน้าดุนั่นน่ะเหรอ... ไม่ว่าจะอยากได้เนื้อคู่ไปแก้เคล็ดหรือไม่ ฉันไม่สนใจหรอก”

รอยยิ้มร้ายกาจเล็กๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของอดีตนักศึกษาเกียรตินิยม

“แต่ก็นะ... เนื้อคู่พันธุ์พยศอย่างปานชีวา มันจะช่วยแก้เคล็ด หรือจะช่วยเพิ่ม เคราะห์กรรม ให้เขากันแน่... เดี๋ยวได้รู้กัน!”

[ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า V-Corp]

ปัง!!

แฟ้มประวัติพนักงานใหม่ที่มีรูปถ่ายของปานชีวาแนบอยู่ ถูกโยนกระแทกลงบนโต๊ะกระจกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น!

“ใครสั่งให้รับยัยผู้หญิงหิวเงินคนนี้เข้ามาเป็นผู้ช่วยผม!”

เสียงทุ้มตวาดกร้าว นัยน์ตาคมกริบดุจสิงโตล่าเหยื่อของ ‘วิษณุ’ ซีอีโอหนุ่มจอมเผด็จการ จ้องมองรูปถ่ายในแฟ้มด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทแบรนด์เนมคัตติ้งเนี้ยบแผ่รังสีอำมหิตออกมากดดันจนอากาศในห้องแทบจะจับตัวเป็นก้อน

เขาเดาได้ไม่ยากเลยว่ารสนิยมการเลือกพนักงานหน้าตาสะสวย สัดส่วนอวบอัด แถมยังมีแนบกระดาษยันต์ผูกดวงชะตา สีแดงเถือกมาในแฟ้มแบบนี้... เป็นฝีมือของใครถ้าไม่ใช่พ่อของเขา

สันกรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน วิษณุเกลียดการถูกบงการชีวิต และเกลียดที่สุดคือพวกผู้หญิงที่ใช้หน้าตากับดวงชะตาเต้าไต่เพื่อหวังรวยทางลัด

ชายหนุ่มคว้ากุญแจรถสปอร์ตบนโต๊ะ ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ออกจากห้องทำงาน พุ่งตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารด้วยอารมณ์ที่เดือดดาลจนแทบจะทะลุปรอท

บรื้นน!

เสียงเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์คำรามก้องไปทั่วท้องถนนยามบ่าย วิษณุเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานฝ่าการจราจรด้วยความเร็วดุดันและอันตราย มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลตระการโชติเพื่อสะสางเรื่องบ้าบอนี้ให้จบ

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบานยักษ์เข้ามาในคฤหาสน์ ร่างสูงใหญ่ก็เดินดุ่มๆ ตรงเข้าไปยังห้องนั่งเล่นที่ ‘เจ้าสัวธนกร’ ผู้เป็นพ่อกำลังนั่งจิบชาเอิร์ลเกรย์อย่างสบายอารมณ์

“ป๊า! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!”

วิษณุโยนแฟ้มประวัติของปานชีวาลงบนโต๊ะตรงหน้าบิดา

“ทำไมฝ่ายบุคคลถึงรับยัยเด็กนี่เข้ามาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวผม แถมยังให้เงินเดือนตั้งเจ็ดหมื่น! ป๊าเป็นคนสั่งใช่ไหม!”

เจ้าสัวธนกรวางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น ปรายตามองรูปถ่ายของปานชีวาแล้วยิ้มกริ่ม

“ใช่ ฉันสั่งเอง หนูอีฟหน้าตาสะสวย โหงวเฮ้งดี ดวงสมพงษ์กับแก เป็น คู่บุญ ที่จะมาช่วยหนุนนำแกให้เจริญๆ ช่วยดับไฟในใจแก... ไม่เหมือนยัยอัจฉรา กาลกิณีขัดโชคขัดลาภนั่น!”

“ป๊าเลิกงมงายสักทีได้ไหม!”

วิษณุตวาดลั่นอย่างเหลืออด แววตาของเขาแข็งกร้าวและดุดัน

“ผมบริหารบริษัทระดับชาติด้วยสมอง ด้วยสถิติและข้อมูล ไม่ใช่ด้วยดวงชะตา หรือกระดาษยันต์บ้าบอพวกนี้ และผมก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว ป๊าไม่มีสิทธิ์ส่งผู้หญิงหน้าเงินที่ไหนก็ไม่รู้มาเสนอตัวให้ผมถึงหน้าห้องทำงาน!”

“ผู้หญิงหน้าเงินที่แกด่า เขามีดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งนะไอ้สิงห์!”

เจ้าสัวเสียงแข็งขึ้นมาบ้าง

“และฉันก็ไม่ได้ส่งเขาไปเสนอตัว ฉันส่งเขาไปทำงาน! แกนั่นแหละที่อคติบังตาจนมองไม่เห็นเพชร!”

“เพชรหรือก้อนกรวด ผมไม่สน! พรุ่งนี้เช้า ผมจะบีบให้ยัยเนื้อคู่จอมปลอมนี่ เซ็นใบลาออกตั้งแต่นาทีแรกที่เหยียบเข้าออฟฟิศ!”

วิษณุประกาศกร้าว นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งการทำลายล้าง

ทว่า... คำขู่ของสิงโตหนุ่ม กลับถูกสยบด้วยคำประกาศิตที่เหนือกว่าของพญาเหยี่ยวเฒ่า

“ลองดูสิไอ้สิงห์...”

เจ้าสัวธนกรลุกขึ้นยืน แววตาทรงอำนาจจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลูกชาย

“ถ้าแกบังคับ หรือเซ็นใบไล่หนูอีฟออกแม้แต่แผ่นเดียว... ฉันจะเรียกประชุมบอร์ด ปลดแกออกจากตำแหน่งซีอีโอ แล้วยึดหุ้นยึดรถสปอร์ตแกคืนทุกคัน! ทางเดียวที่หนูอีฟจะพ้นจากตำแหน่งนี้ได้... คือน้องต้องเป็นคนเขียนใบลาออก แล้วเอาไปปาใส่หน้าแกเองเท่านั้น!”

วิษณุชะงักกึก! เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

เขาเป็นผู้ชายที่ทรงอำนาจ คุ้นชินกับการออกคำสั่งและอยู่เหนือทุกคน แต่ในเมื่อพ่อของเขางัดไม้แข็งออกมาขู่ บีบคอเขาด้วยตำแหน่งสูงสุดของบริษัทขนาดนี้...

“ได้สิป๊า...”

ชายหนุ่มกระซิบเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มร้ายกาจที่ดูอันตรายและแฝงไปด้วยความดำมืดผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา

“ในเมื่อไล่ออกไม่ได้... ผมก็จะใช้งานยัยแม่วัวพันธุ์พยศนี่ให้หนัก จิกหัวใช้ โขกสับให้ทนความประสาทแดกของผมไม่ไหว... จนต้องคลานมาร้องไห้ และเขียนใบลาออกปาใส่หน้าผมเองเลยคอยดู!”

สงครามประสาทระหว่าง ‘สิงโตจอมโอหัง’ และ ‘คู่บุญพันธุ์พยศ’... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

เช้าวันจันทร์ที่แสนวุ่นวาย ณ โถงล็อบบี้ชั้นล่างของอาคารสำนักงานใหญ่ ‘วี เอนเนอร์จี กรุ๊ป’ บริษัทขุดเจาะพลังงานระดับประเทศ

ปานชีวา ก้าวลงจากรถแท็กซี่ด้วยความมั่นใจ วันนี้เธอตั้งใจเลือกชุดที่ดูเป็นทางการและ ‘มิดชิด’ ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตู้เสื้อผ้า เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวถูกติดกระดุมจนถึงคอหอย สวมทับด้วยสูทกางเกงสีดำสนิท หวังจะให้ดูเป็นสาวออฟฟิศโปรเฟสชันแนล

แต่อนิจจา... ต่อให้พยายามมิดชิดแค่ไหน ไอ้ ‘ภาระส่วนเกิน’ ขนาด 36D ที่เป็นกรรมพันธุ์ตกทอดมาก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ หน้าอกหน้าใจที่อวบอัดดันเนื้อผ้าเสียจนกระดุมเม็ดที่สองแทบจะปริกระเด็นตึงเปรี๊ยะราวกับกำลังประท้วงเรียกร้องอิสรภาพ มันโดดเด่นล้ำหน้าจนกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินผ่านประตูบานเลื่อนอัตโนมัติเข้ามา

“นั่นไง เด็กใหม่ที่ได้ตำแหน่งผู้ช่วยส่วนตัวท่านประธาน”

“แต่งตัวซะเรียบร้อยเชียว แต่ดูนมสิ แทบจะทิ่มตาบอด... ไม่บอกก็รู้ว่าใช้เต้าไต่เข้ามา”

“สวยแต่รูป จูบจะหอมหรือเปล่าก็ไม่รู้ สงสัยท่านประธานคงอยากได้อาหารตาไว้ดูเล่นแก้เบื่อล่ะมั้ง”

เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ปานชีวาลอบถอนหายใจยาว ใช่... เธอควรจะชินกับมันได้แล้ว แต่มันก็น่ารำคาญใจอยู่ดี

ภาพความทรงจำสมัยเด็กผุดขึ้นมาในหัว ตอนที่เธอยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ร่างกายพัฒนาเร็วกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน เธอมักจะถูกเพื่อนผู้ชายล้อเลียนด้วยสายตาหยาบคาย และถูกเพื่อนผู้หญิงกีดกันด้วยความหมั่นไส้ ตอนนั้นเธอทำได้แค่แอบไปนั่งร้องไห้กอดเข่าอยู่ในห้องน้ำแคบๆ เพราะความอาย

แต่พอโตขึ้น โลกทุนนิยมอันแสนโหดร้ายก็สอนให้เธอรู้ว่า... ‘ความอ่อนแอ ไม่สามารถใช้ล้างความอายได้’ น้ำตาไม่มีค่าอะไรในสมรภูมิรบ และการก้มหน้ายอมรับคำดูถูก ก็มีแต่จะทำให้คนพวกนั้นได้ใจ!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป