บทที่ 4 ด่ามาด่ากลับไม่โกง
เอาล่ะ... ด่านแรกที่เป็นแค่ลูกกระจ๊อกผ่านไปแล้ว ด่านต่อไป... ก็คืออีตาบอสหน้าตึง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านประธานใหญ่ต่างหาก
จริงอยู่ที่ เจ้าสัวธนกร เป็นคนถูกตาต้องใจโหงวเฮ้งและดวงคู่บุญของเธอ จนถึงขั้นใช้อำนาจเบื้องบนสั่งย้ายเธอจากพนักงานฝ่ายการตลาดธรรมดาๆ ให้มานั่งแท่นผู้ช่วยส่วนตัวของลูกชายแบบสายฟ้าแลบ แต่คนที่ตั้งแง่รังเกียจและเตรียมจะขย้ำเธอให้จมเขี้ยว ก็คือ วิษณุ ซีอีโอจอมเผด็จการคนนั้น
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น จ้องมองตัวเลขบนหน้าปัดลิฟต์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุดของตึก... วันนี้แหละ เธอจะทำให้เขาได้รู้ซึ้งว่า การประเมินค่าผู้หญิงคนนี้แค่ที่สรีระและดวงชะตา... มันคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกบนชั้น 45 ปานชีวาก้าวออกมาด้วยใจที่เริ่มเต้นระทึก หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบาเพื่อเรียกสติ
‘ท่องไว้ไอ้อีฟ... เงินเดือนเจ็ดหมื่น ค่าชดเชยโดนไล่ออกแสนห้า ทนให้ครบสามเดือนแล้วรับเช็คสวยๆ ดีกว่าไปนั่งเป็นเมียน้อยให้เสี่ยหัวล้านที่ปากช่อง!’
ทันทีที่ก้าวมาถึงโต๊ะทำงานหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร เลขาวัยกลางคนก็รีบกวักมือเรียกเธอพร้อมกับยื่นแฟ้มตารางงานให้ด้วยมือที่สั่นเทาประหนึ่งถือระเบิดเวลา
“คุณปานชีวาใช่ไหมคะ บอสรออยู่ข้างในแล้วค่ะ เข้าไปรายงานตัวได้เลย... ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองนะคะ”
เลขารุ่นพี่ส่งยิ้มแห้งๆ ที่ดูเหมือนการไว้อาลัยก่อนส่งนักรบลงสนามเพลาะ
ปานชีวายิ้มรับ ประคองแฟ้มแนบอกแล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้สักบานใหญ่ มือบางยกขึ้นเคาะประตูสามครั้งตามมารยาท
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
“เข้ามา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นเยียบ และกระด้างราวกับกินน้ำแข็งไสผสมกรดซัลฟิวริกดังลอดออกมา ปานชีวากลืนน้ำลายลงคอ ผลักประตูเข้าไปช้าๆ
ภายในห้องทำงานกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำสุดหรูหรา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบกำลังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง วิษณุ... ประธานกรรมการบริหารหนุ่มไฟแรงแห่งยุค
นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว หรือสุนัขจิ้งจอกหิวโซ ของเขาช้อนขึ้นมองผู้มาใหม่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ราวกับพระเจ้าตั้งใจปั้นนั้นเรียบตึงจนนึกว่าฉีดโบท็อกซ์เหมาขวด ซ้ำร้าย แววตาของเขายังเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างโจ่งแจ้งเมื่อกวาดมองสรีระของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สวัสดีค่ะบอส ดิฉัน ปานชีวา ผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ค่ะ”
เธอแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงฉะฉานและยิ้มแย้ม พยายามต้านทานรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา
วิษณุแค่นหัวเราะในลำคอ เขาดึงแฟ้มประวัติของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูด้วยปลายนิ้วราวกับมันเป็นกระดาษเปื้อนเชื้อโรค ก่อนจะโยนมันแหมะลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาการตลาด...”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบแกมหยัน
“โปรไฟล์ดูดีนี่... แต่ก็นะ พ่อฉันคงไม่ได้จ่ายเงินเดือนเจ็ดหมื่นเพื่อซื้อสมองของเธอหรอกกระมัง น่าจะซื้อสัดส่วน ซะมากกว่า”
เจอคำทักทายแรกก็ช็อตฟีลไปหนึ่งดอก ปานชีวาชะงัก รอยยิ้มการค้าบนใบหน้ากระตุกยิกๆ
“อ้าว บอสคะ ถ้าจะซื้อสัดส่วนจริงๆ เจ็ดหมื่นนี่ได้แค่แขนซ้ายนะคะ ตัวท็อปเกรดพรีเมียมอย่างอีฟต้องหลักแสนขึ้นค่ะ บอสประเมินราคาผิดแล้วนะคะเนี่ย”
วิษณุชะงักไปหนึ่งวิ ไม่คิดว่ายัยผู้หญิงหน้าอกโตตรงหน้าจะกล้าต่อปากต่อคำ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินล้วงกระเป๋ากางเกงอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาเธออย่างคุกคาม
“อย่ามาปากดี ปานชีวา เธอรู้ตัวดีว่าทำไมถึงได้มายืนอยู่ในห้องนี้ พ่อฉันให้ค่าจ้างเธอเท่าไหร่ล่ะ ถึงได้ยอมลดศักดิ์ศรีมาทำหน้าที่ ‘แม่พันธุ์’ เฝ้าหน้าห้องฉันแบบนี้!”
คำพูดตรงไปตรงมาที่ไร้ซึ่งความให้เกียรติ ทำเอาปานชีวาตาโต ความโกรธปรี๊ดขึ้นสมอง ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีเสียเปล่า แต่ปากคอเราะร้ายยิ่งกว่าหมาพิตบูลหลุดโซ่!
“บอสคะ ดิฉันมาที่นี่เพื่อทำงาน...”
“งานอะไร? งานนอนอ้าขาบนเตียงเพื่อผลิตทายาทให้ตระกูลฉันน่ะเหรอ!”
วิษณุกระแทกเสียง ขยับเข้ามาใกล้จนร่างหนาแทบจะบดเบียด
“ฉันจะบอกอะไรให้นะปานชีวา... ฉันมีผู้หญิงที่ฉันรักและรอคอยอยู่แล้ว และฉันเกลียดพวกผู้หญิงหน้าเงินที่พ่อฉันส่งมาเสนอตัวให้ถึงที่ที่สุด!”
นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้ามาในดวงตากลมโต
“ถ้าคิดว่าความสวยรูปร่างดี กับดวงสมพงษ์บ้าบออะไรนั่นจะทำให้เสืออย่างฉันหลงใหลจนยอมตกหลุมพรางล่ะก็... ฝันไปเถอะ! สำหรับฉัน เธอมันก็แค่ขยะที่ถูกส่งมาวางขวางหูขวางตาเท่านั้น!”
ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่เคยถูกส่งมา คงบีบน้ำตาแตกและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปเขียนใบลาออกตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว แต่ไม่ใช่กับปานชีวา!
วินาทีที่หยดน้ำตากำลังจะเอ่อคลอ ภาพใบหน้ามันแผล็บของเสี่ยกริชที่กำลังฉีกยิ้มโชว์ฟันทอง ก็แวบเข้ามาเตือนสติ...
‘ทนไว้อีฟ... แลกกับเงินสามแสนหก โดนหมาปากเปราะเห่าใส่นิดหน่อย ถือซะว่าฟังเสียงนกเสียงกา’
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกอวบอัดกระเพื่อมไหว รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบไปด้วยยาพิษถูกจุดขึ้นบนริมฝีปากอวบอิ่ม เธอช้อนตากลมโตขึ้นสบตากับประธานหนุ่ม แววตาสู้ยิบตาไร้ความหวาดกลัว
“แหม... บอสก็หลงตัวเองเกินไปนะคะ”
น้ำเสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเรื่อยพร้อมรอยยิ้มตาหยี
“อีฟไม่บังอาจไปแย่งตำแหน่งคนรักของบอสหรอกค่ะ แล้วเรื่องแม่พันธุ์อะไรนั่น... ถ้าบอสอยากได้ แนะนำให้ไปติดต่อกรมปศุสัตว์นะคะ พอดีอีฟจบการตลาด ไม่ได้จบสัตวบาลค่ะ รับผสมเทียมไม่เป็น!”
วิษณุอ้าปากค้างไปครึ่งวินาที
“นี่เธอ!”
“ส่วนเรื่องล่อเสือ...”
ปานชีวากวาดสายตามองแผงอกกว้างของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วยิ้มมุมปาก
“บอสแน่ใจเหรอคะว่าเป็นเสือ? อีฟนึกว่าไซบีเรียนฮัสกี้ซะอีก เห็นเห่าเก่งเชียว... บอสสบายใจได้เลยค่ะ อีฟชอบผู้ชายใจดี ไม่ได้ชอบคนเป็นโรคพิษสุนัขบ้า!”
“ปานชีวา!! เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังด่าใครอยู่!”
วิษณุคำรามลั่นห้อง หน้าหล่อๆ แดงก่ำด้วยความโกรธจัด เกิดมาสามสิบกว่าปี ไม่เคยมีใครกล้าด่าประธานกรรมการบริหารอย่างเขาว่าเป็นหมาบ้ามาก่อน!
“อ้าว อีฟไม่ได้ด่านะคะ อีฟแค่เปรียบเปรยตามหลักภาษาไทยขั้นพื้นฐานค่ะ”
