บทที่ 6 แบบทดสอบแม่วัวพยศรอบที่1
พอจัดการซ้อนท้ายส่งกาแฟล่วงหน้าไปกับพี่วินเสร็จ ปานชีวาก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบลงไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อทะลุไปยังเยาวราชทันที พร้อมกับสบถด่าเจ้านายในใจไปตลอดทาง
‘สั่งแต่ละร้าน ระดับตำนานที่ไม่มีบริการจัดส่งเดลิเวอรี ต้องถ่อมาซื้อเองแถมอยู่คนละมุมเมือง... นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ ไอ้บอสโรคจิต!’
เวลา 09:20 น. ณ ร้านโจ๊กเยาวราช
“คุณพระช่วย...”
หญิงสาวแทบทรุดเมื่อเห็นแถวลูกค้ายาวเหยียดเป็นหางว่าว สมองของนักการตลาดสาวประมวลผลทันที หากต่อคิวปกติ เธอไม่มีทางกลับไปทันสิบโมงเช้าแน่นอน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจใช้มารยาหญิงบวกกับความน่าสงสารขั้นสุด เดินตรงไปหาคุณป้าท่าทางใจดีที่ยืนอยู่คิวแรกสุด เธอพนมมือไหว้ปลกๆ พร้อมบีบน้ำตาปริ่มๆ
“คุณป้าคะ... หนูขอแทรกคิวซื้อโจ๊กแค่ถุงเดียวได้ไหมคะ เจ้านายหนูเป็นโรคประสาท ถ้าหนูเอาโจ๊กไปให้ไม่ทันสิบโมง หนูต้องโดนไล่ออกแน่ๆ เลยค่ะคุณป้า พ่อแม่หนูก็แก่เฒ่ารอเงินเดือนหนูอยู่... ช่วยต่อลมหายใจให้หนูเถอะนะคะ”
ด้วยทักษะการเจรจาที่ยอดเยี่ยมบวกกับสภาพกระเซอะกระเซิงที่ดูน่าเวทนา คุณป้าและคนในคิวถึงกับยอมหลีกทางให้เธอซื้อก่อนด้วยความสงสารจับใจ
เวลา 09:40 น.
“พี่วินคะ! ไปตึก วี เอนเนอร์จี สาทรค่ะ! ซิ่งทะลุนรกเลยนะคะ ถ้าไปไม่ทันหนูตกงานแน่ๆค่ะ”
ปานชีวากระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หญิงสาวตัดสินใจตวัดขาขึ้นนั่งคร่อมเบาะอย่างไม่ห่วงสวย แม้กระโปรงทรงเอสีดำที่รัดรูปจะถลกร่นขึ้นมาจนโชว์เรียวขาขาวเนียนสะดุดตา แต่เพื่อความปลอดภัยและการทรงตัวในนาทีที่ต้องซิ่งทะลุนรก เธอจึงต้องยอมทิ้งมาดสาวออฟฟิศ มือซ้ายชูถุงโจ๊กและปาท่องโก๋ขึ้นฟ้า ส่วนมือขวากำเหล็กจับท้ายเบาะไว้แน่นจนเจ็บมือ ในขณะที่สองขาเรียวก็หนีบตัวรถไว้เกร็งไปหมดทั้งร่าง
ลมร้อนยามเช้าของกรุงเทพฯ ตีแสกหน้าจนผมลอนสวยที่เซตมาอย่างดีปลิวฟูฟ่องเป็นรังนก ฝุ่นควันและควันท่อไอเสียลอยมาปะทะจนหน้ามันแผล็บ ปานชีวากัดฟันแน่น แวบหนึ่งความรู้สึกน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาในอก...
‘ถ้าพ่อกับแม่มาเห็นสภาพฉันตอนนี้... พวกท่านจะสงสาร หรือจะถามแค่ว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่หรือเปล่ากันนะ...’
แต่ความเศร้าก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อพี่วินมอเตอร์ไซค์หักเลี้ยวปาดหน้ารถเมล์จนเธอต้องร้องกรี๊ดลั่นถนน
“กรี๊ดดด! พี่วินระวัง! ถุงปาท่องโก๋จะบอสปลิวแล้ว!!”
เวลา 09:58 น. ณ หน้าห้องประธานกรรมการบริหาร
ปัง!
ประตูบานใหญ่ถูกผลักออกพร้อมกับร่างของปานชีวาที่เดินหอบแฮกเข้ามาในห้อง วิษณุที่กำลังนั่งมอง แก้วกาแฟร้อนๆที่ถูกส่งมาวางบนโต๊ะล่วงหน้าเมื่อสิบนาทีก่อนถึงกับชะงัก นัยน์ตาคมเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพผู้ช่วยส่วนตัวคนสวยที่เพิ่งตามมาถึง
ผมของเธอชี้ฟูไม่เป็นทรง สูทตัวนอกยับย่น ใบหน้าหวานมีคราบเขม่าควันรถจางๆ ติดอยู่ที่แก้ม ซ้ำเหงื่อยังชุ่มจนเสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลู่ไปกับสัดส่วนอวบอัดอย่างชัดเจน เธอหอบหายใจรวยริน ก่อนจะเดินไปกระแทกถุงโจ๊กเยาวราชลงข้างๆ แก้วกาแฟ
“เก้าโมง... ห้าสิบเก้านาที... ห้องน้ำเงาวับ โจ๊กเยาวราช... และกาแฟสุขุมวิทที่ยังร้อนลวกคอ... พร้อมเสิร์ฟค่ะบอส!”
ปานชีวาฉีกยิ้มกว้างอย่างคนกำชัยชนะ แม้สภาพจะดูเหมือนผู้ประสบภัยก็ตาม
“หวังว่า... บอสจะอร่อยกับมื้อเช้านะคะ หักเงินอีฟไม่ได้แล้วนะคะ”
วิษณุพยายามกลั้นขอบปากที่กำลังจะกระตุกยิ้ม ชายหนุ่มทึ่งในไหวพริบการแก้ปัญหาของเธอที่รู้จักใช้คนไปส่งกาแฟก่อนเพื่อไม่ให้เย็นชืด แถมยังพาตัวเองกลับมาทันเวลาฉิวเฉียดอีก ชายหนุ่มแสร้งทำหน้านิ่ง หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเพื่อหาข้อบกพร่อง แต่มันก็ยังคงร้อนและรสชาติสมบูรณ์แบบ
“ก็แค่งานพื้นๆ ทำเป็นภูมิใจไปได้...”
เขาวางแก้วลง ก่อนจะปรายตามองสภาพกระเซอะกระเซิงของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สภาพเธอตอนนี้เหมือนหมาจรจัดตกคลอง ไม่มีราศีเอาซะเลย ออกไปล้างหน้าล้างตาจัดการตัวเองซะให้เรียบร้อย ก่อนที่ลูกค้าจะนึกว่าบริษัทเราจ้างขอทานมาเป็นผู้ช่วย”
“รับทราบค่ะ บอ-ส!”
ปานชีวากัดฟันยิ้มรับคำด่า หมุนตัวเดินสะบัดผมฟูๆ ออกจากห้องไปอย่างไม่ยอมแพ้
วิษณุมองตามแผ่นหลังบางนั้นไปจนลับสายตา มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างลืมตัว... แม่วัวตัวนี้ ฉลาด อึด และพยศกว่าที่เขาคิดไว้มากจริงๆ แบบนี้สิ... ถึงจะน่าสนุก
