บทที่ 7 แบบทดสอบแม่วัวพยศรอบที่2

เวลา 10:45 น. ในเช้าวันแรกของการทำงานที่ยังไม่ทันจะพ้นครึ่งวันดี หลังจากที่ปานชีวาเพิ่งจะจัดการล้างหน้าล้างตาและหวีผมให้กลับมาดูเป็นผู้เป็นคนได้ไม่ถึงสิบนาที

“ปานชีวา! เข้ามานี่!”

เสียงห้าวทุ้มที่ตะโกนผ่านอินเตอร์คอม ทำเอาปานชีวาที่กำลังพยายามศึกษาระบบงานหน้าคอมพิวเตอร์ถึงกับสะดุ้ง หญิงสาวพ่นลมหายใจทิ้งเบาๆ ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มหวานแบบฉบับ ผู้ช่วยผู้อ่อนน้อมแล้วผลักประตูเข้าไปในห้องทำงานสุดหรู

บนโต๊ะทำงานไม้สักตัวเขื่อง บัดนี้ถูกสุมไปด้วยปึกกระดาษและแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำครึที่สูงท่วมหัว จนแทบจะมองไม่เห็นร่างสูงของเจ้าของห้อง

“บอสเรียกอีฟ มีอะไรให้รับใช้คะ?”

วิษณุเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ นัยน์ตาคมกริบฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด เขาสะบัดมือไปทางกองเอกสารเหล่านั้น

“นี่คือรายงานการสำรวจขุดเจาะและสัมปทานย้อนหลัง 5 ปี ของทุกไซต์งานในเครือวี เอนเนอร์จี ทั้งหมดนี่เป็นสำเนาต้นฉบับที่ยังไม่ได้คีย์ลงระบบดิจิทัล”

ปานชีวาหรี่ตามองภูเขากระดาษตรงหน้า     

“แล้ว... จะให้อีฟทำอะไรกับขยะ... เอ้ย! เอกสารพวกนี้คะ?”

“แยกหมวดหมู่ สรุปยอดค่าใช้จ่ายในแต่ละไตรมาส แล้วทำตารางเปรียบเทียบผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปีมาให้ฉัน”

วิษณุเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกมุมปากเหยียดยิ้ม “ฉันต้องการสรุปทั้งหมดกางบนโต๊ะฉันก่อนเลิกงานวันนี้เพราะพรุ่งนี้ฉันมีประชุมบอร์ดบริหาร”

“ห้าปี! ภายในเย็นนี้เนี่ยนะคะบอส!”

อีฟเผลอขึ้นเสียง นี่มันงานบ้าบอที่ต้องใช้พนักงานทั้งแผนกทำเป็นอาทิตย์ชัดๆ

“ทำไม? แค่นี้ทำไม่ได้เหรอ?”

วิษณุเลิกคิ้วกวนประสาท

ชายหนุ่มลอบยิ้มเยาะในใจ นี่แหละคือ แผนปฏิบัติการกำจัดเด็กเส้นขั้นที่ 1 ท่าไม้ตายที่เขาเอาไว้ใช้จัดการกับพวกผู้หญิงมักใหญ่ใฝ่สูงที่พ่อส่งมาให้เสมอ กฎของแผนนี้มีแค่ง่ายๆ... ข้อแรก โยนภาระงานมหาศาลระดับมนุษย์ต่างดาวทำ ให้เสร็จภายในเวลาที่เป็นไปไม่ได้ และข้อสอง... เหยียบย่ำศักดิ์ศรีด้วยถ้อยคำดูถูกดูแคลนให้รู้สึกไร้ค่าที่สุด

ที่ผ่านมา ไม่เคยมี แม่พันธุ์ หรือ เนื้อคู่ หน้าไหนทนรับความกดดันประสาทแดกนี้ได้เกินครึ่งวัน ร้อยทั้งร้อยมักจะสติแตก บีบน้ำตาร้องไห้กระซิกๆ แล้ววิ่งแจ้นไปเขียนใบลาออกตั้งแต่ยังไม่ทันถึงเวลาพักเที่ยงด้วยซ้ำ

และสำหรับเหยื่อรายล่าสุดตรงหน้า... เขาก็เตรียมคำพูดเชือดเฉือนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

วิษณุกวาดสายตาจาบจ้วงไปที่หน้าอกอวบอัดของเธออย่างจงใจ เพื่อยั่วโทสะขั้นสุด

“อ้อ... ฉันลืมไป พ่อฉันรับเธอมาเพราะเห็นว่ามีโหงวเฮ้งแม่พันธุ์ที่น่าดึงดูด ไม่ได้หวังว่าเธอจะมีรอยหยักในสมองพอจะทำเรื่องสลับซับซ้อนแบบนี้ได้ ถ้าคิดว่ามันหนักหนาเกินไปสำหรับผู้หญิงที่มีดีแค่ดวงชะตากับสรีระอย่างเธอ... ก็เขียนใบลาออกทิ้งไว้ แล้วไสหัวกลับไปหาเสี่ยแก่ๆ ที่พร้อมจะเลี้ยงดูเธอเถอะ”

คำดูถูกที่กรีดลึกถึงศักดิ์ศรีทำให้อีฟกำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ขอบตาด้วยความอัปยศ

‘ไอ้บอสหน้าสุนัข! หน้าตาก็ดี ทำไมปากร้ายยิ่งกว่ากรรไกรตัดหญ้าอีกวะ!’

แต่ก่อนที่เธอจะฟิวส์ขาด คำประกาศิตของพ่อกับแม่ที่เตรียมจะบังคับจับเธอแต่งงานไปเป็น ‘เมียน้อย’ ของเสี่ยกริช พ่อเลี้ยงพุงพลุ้ยเพื่อล้างหนี้พนันของครอบครัว ก็ลอยเข้ามาเตือนสติ...

เงินเดือนเจ็ดหมื่น... ค่าเสียเวลาแสนห้า... ห้าแสนใช้หนี้... นี่คือตั๋วไถ่ถอนอิสรภาพเพียงใบเดียวของเธอ

ปานชีวาสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกสั่น พยายามสะกดกั้นอารมณ์สุดชีวิต ก่อนจะคลี่รอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งอาบยาพิษส่งไปให้เขา

“โอ๊ย บอสคะ... ดูถูกอีฟเกินไปแล้วค่ะ”

เธอแสร้งทำเสียงออเซาะ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานจนหน้าอกอวบอัดเกือบชิดขอบไม้

“งานแค่นี้... จิ๊บๆ ค่ะ ถึงอีฟจะมีส่วนเกินที่น่าดึงดูด อย่างที่บอสว่า แต่อีฟก็มั่นใจว่ารอยหยักในสมองของอีฟ มันก็ ใหญ่และ แน่นไม่แพ้หน้าอกหรอกค่ะ!”

วิษณุชะงักไปครู่หนึ่ง คาดไม่ถึงว่าเธอจะตอกกลับด้วยประโยคที่ทั้งด่าทั้งยั่วประสาทแบบนี้ แต่มีหรือที่สิงโตปากกรรไกรจะยอมแพ้

“หึ! งั้นก็เชิญเอาสมองที่เธอภูมิใจนักหนา ไปพิสูจน์ให้ฉันดูสิ”

ชายหนุ่มโน้มตัวมาข้างหน้า กระซิบเสียงหยัน

“ทำให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดินล่ะ ถ้าไม่เสร็จฉันจะรายงานพ่อฉันว่าแม่วัวคู่บุญ ตัวนี้มันดีแต่ใช้ปากขยับ แต่สมองกลวงโบ๋!”

“รับทราบค่ะ บอ-ส!”

อีฟกระแทกเสียงคำว่าบอสเบาๆ ก่อนจะรวบกองเอกสารปึกแรกที่หนักเกือบห้ากิโลกรัมขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก ทรวดทรงที่ถูกเบียดดันจนโผล่พ้นกองกระดาษยิ่งดูยั่วยวนจนวิษณุเผลอมองตามอย่างไม่รักดี เขาหงุดหงิดตัวเองจนต้องสะบัดหน้าหนี

ปานชีวาเดินนวยนาดออกจากห้องมาด้วยความมุ่งมั่น

‘ฝันไปเถอะวิษณุ! ฉันจะนั่งทำจนมือหงิกจนไม่ได้กินข้าวเลยคอยดู แสนห้าของฉันห้ามหายไปไหนเด็ดขาด ปั๊มน้ำมันร้อยล้านฉันก็ทำได้เว้ย ดีกว่าถูกพ่อแม่จับใส่พานไปเป็นเมียน้อยคอยปั๊มนมวัวให้ไอ้แก่พุงพลุ้ยเป็นไหนๆ!’

เวลา 20:45 น.

แสงอาทิตย์ยามเย็นถูกแทนที่ด้วยแสงไฟจากตึกระฟ้าทั่วกรุงเทพมหานคร ออฟฟิศชั้นผู้บริหารที่เคยพลุกพล่านบัดนี้เงียบสนิท พนักงานคนอื่นๆ ทยอยเลิกงานกลับบ้านกันไปตั้งแต่ห้าโมงเย็นแล้ว เหลือเพียงแสงไฟสว่างจ้าจากโต๊ะทำงานหน้าห้องประธานกรรมการบริหารเพียงจุดเดียว

แกร๊ก... แกร๊ก... แกร๊ก...

เสียงเคาะแป้นพิมพ์ดังรัวและต่อเนื่องราวกับปืนกล ปานชีวา ในสภาพที่ผมลอนสวยถูกรวบขึ้นเป็นมวยยุ่งๆ ด้วยปากกาไฮไลต์สีสะท้อนแสง กำลังจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เขม็ง ดวงตากลมโตที่เคยสดใสเริ่มล้าและแดงก่ำจากการจ้องตัวเลขเอกสารนับพันหน้ามานานกว่าสิบชั่วโมงโดยไม่ได้ลุกไปไหนเลยแม้แต่ตอนพักเที่ยง

โครก... คราก...

เสียงประท้วงจากกระเพาะอาหารดังขึ้นเป็นระลอกที่ร้อย หญิงสาวยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ พลางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ

‘หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วโว้ย! แต่อดทนไว้อีฟ... เหลืออีกแค่ข้อมูลของปีสุดท้ายเท่านั้น แลกกับเงินก้อนโต... แลกกับอิสรภาพที่จะไม่ต้องถูกพ่อแม่ขายไปเป็นเมียน้อยเสี่ยกริช!’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป