บทที่ 8 บอสหรือมาเฟียกันแน่
หญิงสาวกัดฟันหยิบแฟ้มสัมปทานเล่มสุดท้ายขึ้นมาเปิดกาง สลับกับการพิมพ์ตัวเลขสรุปลงในตารางเอ็กเซลอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วในการพิมพ์ของเธอไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
และในที่สุด...
“เสร็จแล้ว! ข้อมูลห้าปีเรียบร้อย แถมจับทุจริตที่ไซต์งานระยองได้อีกต่างหาก!”
ปานชีวายิ้มกว้างอย่างสะใจ หญิงสาวรีบกดเซฟไฟล์ พรินต์ตารางสรุปผลและข้อสังเกตทั้งหมดใส่แฟ้มอย่างเป็นระเบียบ เธอเพิ่งจัดการงานที่เขาจงใจกลั่นแกล้งสั่งเพิ่มเสร็จ และตั้งใจจะนำมาฟาดหน้าเจ้านายก่อนกลับบ้าน
ร่างอรชรผุดลุกจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังห้องทำงานของประธานกรรมการบริหารที่แง้มเปิดไว้เล็กน้อย ทว่าเมื่อเดินไปถึงหน้าประตู ฝีเท้าของเธอก็ต้องชะงักกึก เมื่อได้ยินน้ำเสียงเยียบเย็นและทรงอำนาจของเจ้านายหนุ่มดังเล็ดลอดออกมา
“ผมจ่ายเงินเดือนคุณในเรตของ คนแก้ปัญหาไม่ใช่ทนายความนะเคน... ผมไม่สนเรื่องฟ้องร้องขึ้นศาลให้มันยืดเยื้อเสียเวลา”
ปานชีวากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ น้ำเสียงของวิษณุในตอนนี้ไม่ได้ดุดันขี้หงุดหงิดเหมือนตอนที่ด่าเธอ แต่มันราบเรียบ เย็นชา และแฝงไปด้วยความอำมหิตจนน่าขนลุก
“ไปจัดการแฮกข้อมูลบัญชีลับที่บาฮามาสของไอ้เสี่ยภาคภูมิซะ... เอาหลักฐานการฟอกเงินทั้งหมดส่งไปให้พวกมาเฟียคาสิโนที่มาเก๊า ปล่อยให้พวกนั้นจัดการทวงหนี้กันเอง ส่วนรูปถ่ายสวาทของมันกับเมียน้อย... ส่งไปให้ภรรยาหลวงของมัน และสำนักข่าวทุกสำนักในคืนนี้”
(“แต่บอสครับ... ทำแบบนั้น เสี่ยภาคภูมิอาจจะถึงขั้นหมดตัวและไม่มีที่ซุกหัวนอนในวงการนี้อีกเลยนะครับ”)
เสียงของเคน บอดี้การ์ดและมือขวาคนสนิทดังลอดปลายสายมาเบาๆ
“นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ...”
วิษณุแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความปรานี
“ใครก็ตามที่กล้าหักหลังและขโมยข้อมูลของ วี เอนเนอร์จี... มันต้องไม่มีที่ยืนบนโลกนี้ บีบมันให้จมดิน จนกว่ามันจะคลานมากราบตีนขอร้องผม”
ปานชีวาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นกระหน่ำรัวแรงอยู่ในอก ความหวาดกลัวต่อความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมแบบเล่นนอกกติกาของเขา ทำให้เธอเผลอก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทว่า...
กึก...
ส้นรองเท้าคัตชูเผลอไปชนเข้ากับขอบกระถางต้นไม้หน้าห้องจนเกิดเสียงดังเพียงเล็กน้อย แต่มันก็ดังพอที่จะทำให้สิงโตจอมโหดในห้องรู้ตัว
“แค่นี้ก่อน...จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย”
ประโยคสุดท้ายของเขากดต่ำจนน่ากลัว ปานชีวาสะดุ้งเฮือก เตรียมจะหันหลังเดินหนี แต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อบานประตูไม้สักถูกกระชากเปิดออกกว้าง ร่างสูงใหญ่กำยำของวิษณุในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ปลดกระดุมโชว์แผงอก ก็ก้าวพรวดเข้ามายืนประจันหน้า ขวางทางหนีของเธอเอาไว้มิด!
“มาทำลับๆ ล่อๆ อะไรหน้าห้องผม... ปานชีวา”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ปานชีวาพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง แสร้งทำสีหน้าเลิ่กลั่กแบบผู้ช่วยสาวใสซื่อที่กำลังหวาดกลัว ความมั่นใจที่จะเอาแฟ้มงานไปตอกหน้าเขาเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น
“อ... อีฟแค่จะเอาแฟ้มสรุปข้อมูลห้าปีมาส่งให้บอสก่อนกลับบ้านค่ะ บอสไม่ได้ปิดประตู อีฟไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะคะ...”
หญิงสาวก้มหน้างุด ยื่นแฟ้มเอกสารไปตรงหน้าเพื่อเป็นเกราะกำบัง
แทนที่วิษณุจะรับแฟ้มไป ชายหนุ่มกลับก้าวรุกคืบเข้ามาใกล้ ก้าวหนึ่ง... และอีกก้าวหนึ่ง... จนแผ่นหลังบางของปานชีวาถอยไปชนเข้ากับกำแพงหน้าห้อง ท่อนแขนแกร่งยกขึ้นยันผนัง กักขังเธอไว้ในอาณาเขตอันตรายของเขาทันที
กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในออฟฟิศถูกกลบด้วยกลิ่นโคโลญจน์ผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ และฟีโรโมนดิบเถื่อนจากตัวเขา ปานชีวารู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ลมหายใจของเธอสะดุดเมื่อเขาก้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน
“ได้ยินหมดแล้วสินะ...”
วิษณุกระซิบชิดริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกของเธอ เสียงทุ้มแหบพร่านั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเลยสักนิด แต่มันกลับเต็มไปด้วยการคุกคามที่แสนเย้ายวน
“ว่าผมจัดการกับพวกที่กล้าหลอกลวง และหักหลัง ผมยังไง”
“อ... อีฟไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นค่ะบอส...”
เธอตอบเสียงสั่น พยายามหลบสายตาทรงเสน่ห์คู่นั้น
“โกหก...”
ปลายนิ้วสากไล้เบาๆ ไปตามแนวกรามของหญิงสาว สัมผัสของเขาเชื่องช้า ทว่ารุ่มร้อนราวกับเปลวเพลิง นิ้วโป้งแกร่งหยุดลงที่มุมปากอวบอิ่มของเธอ ก่อนจะเกลี่ยเบาๆ อย่างจาบจ้วง นัยน์ตาคมกริบทอดมองริมฝีปากของเธอนิ่งนานเกินกว่าเจ้านายทั่วไปพึงกระทำ
