บทที่ 10 ตอนที่ 10
แรมจันทร์ดีใจ เดินตามสตรีสูงวัยลึกเข้าไปในร้าน ผ่านโต๊ะเก้าอี้ที่เรียงรายอยู่แน่นร้าน กระทั่งเข้ามาถึงบริเวณด้านหลังของร้านอาหาร แลเห็นหญิงวัยกลางคน ผิวขาวสะอ้านอย่างคนเหนือ หน้าตาสะสวย นั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมซึ่งล้อมเอาไว้ด้วยกระจก
“สวัสดีค่ะ… ”
แรมจันทร์ยกมือไหว้นอบน้อม
“ชื่ออะไรล่ะเรา”
เจ๊หยกซึ่งทุกคนในร้านรู้จักกันดีในนาม ‘เจ๊ใหญ่’ ผู้เป็นเจ้าของร้าน วางหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ในมือลงทันที เมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าสะสวยของหญิงสาวที่เดินเข้ามาในห้อง
“จันทร์ค่ะ… ชื่อจริงแรมจันทร์ค่ะ”
“ชื่อเชยดีนะ… แต่หน้าตาสวยจัง หุ่นก็ดี๊ดี”
เจ๊หยกกล่าวสั้นๆ สายตายังจับอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาว
“มาสมัครงานเป็นเด็กเสริฟค่ะ”
แรมจันทร์บอก
“อืม… เจ๊ว่าหน้าตาสะสวยขนาดนี้มาเป็นเด็กเสริฟจะเสียของเปล่าๆ”
เจ้าของร้านมองการณ์ไกลว่าหญิงสาวที่มีหน้าตาสะสวยผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ทรวดทรงน่ามองอย่างที่เห็นอยู่นี้ สามารถเรียกลูกค้าเข้าร้านได้ไม่ยาก
ครุ่นคิดอยู่ครู่สั้นๆ แล้วเจ๊หยกก็เอ่ยออกมาว่า
“ร้องเพลงเป็นมั้ยเรา… ”
แรมจันทร์ตกใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน เพราะว่า ‘นักร้อง’ คือสิ่งที่เธอแอบใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต เธอชอบร้องเพลงมาแต่ไหนแต่ไร ทุกครั้งที่เจอตู้คาราโอเกะหยอดเหรียญเป็นอันต้องแวะเข้าไปบริหารลูกคอทุกครั้ง
“ได้ค่ะ… แต่… ”
มีความไม่มั่นใจเจืออยู่ในน้ำเสียงของหญิงสาว เธอร้องเพลงได้ก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็แค่ร้องเล่นๆ เท่านั้น ยังไม่เคยคิดจะขึ้นเวทีจริงๆ จังๆ เสียที
“งั้นลองร้องให้เจ๊ฟังสักท่อนได้มั้ย… เพลงอะไรก็ได้”
เจ๊หยกอยากทดสอบ
“ค่ะ… ”
แรมจันทร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หยัดร่างสะโอดสะองขึ้นเต็มความสูง หลับตาแล้วสูดลมหายใจมาเก็บเอาไว้ในปอด ก่อนจะเปล่งเสียงร้องออกมาเต็มพลัง
“คนที่ไม่ใช่แฟน… ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ เหนื่อยก็รู้… เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน คนที่ไม่ใช่แฟน ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้ หน้าที่ตามฐานะใจ ห้ามเดินก้าวล้ำเส้นแฟน ภาระในเขตอ้อมแขน… ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้”
“ว้าว… มหัศจรรย์ที่สุด กังวานเสียงไพเราะมาก ตอนนี้ที่ร้านกำลังต้องการนักร้องพอดี เอาเป็นว่าเจ๊ตกลงรับ”
เจ๊หยกสรุปง่ายๆ ไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะรับแรมจันทร์เอาไว้ทำงานในร้าน นึกในใจว่าเสียงดีแบบนี้ น่าจะไปลองไปขึ้นเวทีเดอะวอยส์
“อะไรนะคะ… ”
หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก รู้สึกตกใจจนพูดอะไรไม่ออก รีบยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าของร้านที่เมตตารับเธอเข้าทำงาน
ภายหลังจากนั่งคุยกันอยู่อีกพักใหญ่ๆ เพื่อทำความรู้จักกัน ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ น่าแปลกที่เจ๊หยกรู้สึกถูกชะตากับแรมจันทร์เป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะบุคลิกภาพซื่อๆ พูดจาตรงไปตรงมา เจ๊หยกจึงแสดงน้ำใจด้วยการชักชวนให้เธอมาพักอยู่ด้วยกันที่ร้านอาหาร หลังจากได้รู้ว่าหญิงสาวยังไม่มีที่พัก เพราะว่าห้องพักหลังร้านที่อยู่ติดกับห้องนอนของแกยังว่างอยู่อีกห้อง
“งั้นเธอมาเริ่มงานคืนนี้เลยนะจ๊ะ… สะดวกมั้ย”
เจ๊หยกถามออกมาด้วยความใจร้อน
“ได้ค่ะ… ขอบคุณมากค่ะเจ๊”
แรมจันทร์ยกมือไหว้อีกครั้ง
แววในดวงตาของหญิงสาวทอดทอไปที่ใบหน้าสะสวยของเจ๊หยกด้วยความซาบซึ้งใจ นึกชมว่าเจ้าของร้านคนนี้ทั้งสวยทั้งใจดี
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะเดินออกมาจากห้อง เธอสวนทางกับชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ใบหน้าของเขาหล่อเหลา ผิวเข้มยิ่งทำให้ดูคมคร้าม ร่างกายสูงใหญ่สะดุดตา ซึ่งมารู้ในภายหลังว่าผู้ชายคนนี้มีชื่อว่า ‘โมกข์’ เป็นคนขับรถของเจ๊หยกนั่นเอง
“มาแล้วหรือโมกข์”
เสียงเจ๊หยกถามชายหนุ่ม
“ใครครับเจ๊… ”
แรมจันทร์ได้ยินคนขับรถเอ่ยถามถึงเธอ
“อ๋อ… แรมจันทร์ เพิ่งมาสมัครเป็นนักร้องน่ะ”
จากนั้นเสียงสนทนาของคนในห้องกระจกก็แผ่วหายเมื่อเธอเดินห่างออกมา แรมจันทร์ต้องกลับไปเอากระเป๋าสัมภาระที่โรงแรม ตามที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ๊หยกเอาไว้ว่าเธอจะย้ายมาอยู่ที่ร้านอาหาร
มาถึงตอนค่ำ
แรมจันทร์เริ่มงานด้วยอาการประหม่าเกร็งเล็กน้อย ด้วยเป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอ ที่จะต้องขึ้นไปยืนอวดเรือนร่างในชุดแต่งกายเย้ายวนอยู่บนเวที
และด้วยน้ำเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง ประกอบกับรูปร่างหน้าตาสะสวยจนผู้ชายในร้านจ้องมองเป็นตาเดียวกัน ทำให้เธอกลายเป็นที่จับตาของบรรดาอาเสี่ยและเพื่อนร่วมงานที่มองดูอย่างนึกอิจฉา
“นักร้องคนนี้เพิ่งมาใช่ไหม… ”
ราเชนทร์ หนุ่มใหญ่วันกลางคน อายุสี่สิบกว่าๆ พ่อเลี้ยงไร่ส้มชื่อดังของเมืองเหนือ เอ่ยถามกับเด็กเสริฟซึ่งเป็นหญิงสาวชาวพม่า คอยรินเหล้าอยู่ข้างๆ
“อ๋อ… แรมจันทร์ค่ะ เพิ่งเริ่มงานวันแรกค่ะ”
เด็กเสริฟบอกไปตามที่รู้
“สวย… สวยมาก”
