บทที่ 5 ตอนที่ 5
แรมจันทร์ออกมายืนใจเต้นอยู่ที่หน้าประตูบ้าน จากนั้นก็โบกมือเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่วิ่งผ่านมาพอดี บอกกับคนขับว่าให้ไปส่งที่หน้าปากซอย
เมื่อมาถึงหน้าปากซอย เธอตัดสินใจเข้าไปนั่งในร้านข้าวต้มโต้รุ่ง สั่งเบียร์มาดื่มเพื่อดับอารมณ์อันหลากหลายที่ระคนกันอยู่ในความรู้สึก มีทั้งตื่นเต้น ตกใจ มีอารมณ์ และนึกโกรธ เกลียด ชิงชังในตัวของสามีกับน้องสาวที่แอบเสพสังวาสกันอย่างถึงพริกถึงขิงเมื่อครู่ ดูจากที่เห็นก็พอจะเดาได้ว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกอย่างแน่นอน
หลายนาทีผ่านไป เบียร์หมดไปแล้วเกือบขวด แรมจันทร์ตัดสินใจกดโทรศัพท์หาสามี
“พี่โชค… ”
เธอกรอกเสียงไปสู่ปลายสาย เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ฟังดูเป็นปกติ หลังจากใจเย็นลงแล้ว
“จ๋า… เดี๋ยวเลิกทำโอแล้วพี่จะไปรับนะจ๊ะ”
สมโชคขานรับ เสียงหวานจนน่าตกใจ และมักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เขาแอบไปทำความผิดอะไรมาสักอย่าง
“พี่ไม่ต้องมารับหรอก… วันนี้ไม่ได้ทำโอที ปวดหัวนิดหน่อย ตอนนี้อยู่หน้าปากซอยแล้ว เดี๋ยวนั่งมอไซค์เข้าไปเอง”
“หรอ… จะให้พี่ออกไปรับมั้ย ตอนนี้พี่อยู่บ้านพอดี”
สมโชคทำเสียงห่วงใยจนออกนอกหน้า
“อ้าว… วันนี้ไม่ได้ออกไปขับแท็กซี่?”
แรมจันทร์แกล้งถามทั้งที่รู้ อยากรู้ว่าสมโชคจะแก้ตัวว่ายังไง
“พี่ปวดท้อง… เหมือนโรคกระเพาะจะเล่นงาน กลับมากินยาแล้วนอนพัก ตอนนี้เพลียมาก แต่ประเดี๋ยวว่าจะออกไปหาผู้โดยสาร”
เขาโกหกได้แนนเนียนจนเธอจับพิรุธในน้ำเสียงไม่ได้ ถ้าไม่บังเอิญเข้าไปเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยตาตัวเอง แรมจันทร์คงเชื่อสนิทใจ
“ฉันอยู่ปากซอย… พี่จะเอาอะไรมั้ย”
“เอาโจ๊กมาให้พี่ถุงนึงละกัน… เออ ใส่ไข่ด้วยนะ”
ตอนนั้นสมโชคนึกอยากได้ไข่ลวกมาเพิ่มพลัง เพราะว่าเมื่อครู่เขาออกแรงไปมาก กว่าจะปราบพยศสาวแรกรุ่นอย่างดาวเรืองลงได้ก็ทำให้เขาเข่าอ่อน ทำเอาเหนื่อยหอบไปเหมือนกัน ทั้งที่อายุสามสิบต้นๆ ของสมโชคถือว่ายังหนุ่มแน่นไปด้วยกำลังวังชา
ครู่ต่อมา แรมจันทร์กลับเข้าบ้านมาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก แต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดูปกติที่สุด
“วันนี้ดาวไม่ได้ออกไปหางานหรอกหรือพี่โชค?”
แรมจันทร์ถามถึงน้องสาว ตอนนั้นสมโชคนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน
“ไม่รู้เหมือนกัน… พี่ก็เพิ่งกลับเข้ามาเมื่อกี้เอง แต่ตอนนี้ดาวเรืองล้างจานอยู่ที่หลังบ้านแน่ะ… มีอะไรกับน้องหรือเปล่า”
สมโชคแสดงอาการร้อนตัวออกมาเล็กน้อย
“เปล่าๆ… ”
แรมจันทร์สั่นศีรษะ รีบก้าวยาวๆ เข้าไปในบ้านพร้อมด้วยถุงกับข้าวในมือ
ใกล้ค่ำของวันนั้น ภายใต้แสงไฟนีออนในบ้านเช่าหลังน้อย พอเสร็จจากกินข้าวเย็นร่วมกัน สมโชคก็ออกไปขับแท็กซี่อีกรอบเหมือนที่เคยทำอยู่เป็นประจำทุกวัน ด้วยขับแท็กซี่มานานจนรู้ว่าผู้โดยสารจะเริ่มพลุกพล่านและมีความต้องการใช้บริการแท็กซี่กันมากก็ตอนใกล้ค่ำ
ระหว่างที่สมโชคไม่อยู่ เปิดโอกาสให้แรมจันทร์อยู่บ้านเพียงลำพังกับน้องสาว
ตอนแรกแรมจันทร์ตั้งใจว่าจะเรียกสมโชคและดาวเรืองมาคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ครั้นแล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าดาวเรืองเป็นสาว ย่อมจะอับอายเป็นธรรมดา แรมจันทร์จึงตัดสินใจว่าจะคุยทีละคน เริ่มจากดาวเรืองก่อน ส่วนสมโชคค่อยหาเวลาพูดจากันเป็นส่วนตัวตอนเขากลับมาจากขับแท็กซี่
“ดาว… มานี่หน่อยสิ พี่มีอะไรจะคุยด้วย”
แรมจันทร์ชะโงกหน้าเข้าไปในครัว
“จ้ะพี่จันทร์”
น้องสาวที่เพิ่งเสร็จจากล้างจานพอดี คว้าผ้าขึ้นมาเช็ดมือแล้วเดินออกมาสู่แสงไฟนีออนในห้องเล็กๆ มีโซฟาเก่าๆ สำหรับนั่งดูทีวีตั้งชิดผนังเอาไว้
“พี่จันทร์มีอะไรหรือจ๊ะ”
น้องสาวถามในทันทีที่ทรุดร่างรัดรึงลงนั่งข้างๆ
“จันทร์… เอ็งว่าพี่โชคเป็นคนดีมั้ย”
จันทร์แรมเริ่มโดยไม่อ้อมค้อม
“เอ่อ… ก็ดีนี่จ๊ะ พี่จันทร์ถามทำไม”
ดาวเรืองตอบไปตามที่รู้สึก
“เอ็งว่าพี่โชคหล่อมั้ย”
ความจริงแรมจันทร์ไม่อยากอ้อมค้อม แต่พยายามเข้าไปสู่ประเด็นโดยไม่ทำลายจิตใจของน้องสาวจนเกินไป
“หล่อสิ… ถ้าไม่หล่อพี่จันทร์คงไม่เอา”
คำพูดนั้นสะกิดใจแรมจันทร์อย่างแรง เพราะดาวเรืองพูดถูก ที่แรมจันทร์ยอมอยู่กินกับผู้ชายจนๆ อย่างสมโชคก็เพราะว่ารักเขา สมโชคเป็นผู้ชายรูปหล่อ เสียอย่างเดียวก็คือ ‘จน’ ทำให้แรมจันทร์รู้สึกผิดอยู่ในใจเหมือนกันที่ต้องมาทนกัดก้อนเกลือกินอยู่กับเขาเพราะความรัก
ความลำบากในชีวิตคู่ที่ได้เจอ ทำให้แรมจันทร์รู้แล้วว่าบางครั้งการรีบร้อนมีคู่ รีบร้อนใช้ชีวิตจนเกินไปจนลืมคิดหน้าคิดหลัง เลยทำให้ชีวิตเธอลำบากลำบนอย่างที่เป็นอยู่
“แล้วเอ็งชอบพี่โชคมั้ย”
แรมจันทร์เบื่อที่จะอ้อมค้อม
