บทที่ 1 1
เจ้าของใบหน้าหวานหม่นลงเมื่อมองเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จริงสินะเวลามันไม่เคยรอใครนี่นา จะมีก็แต่เธอนี่แหละที่ยังรอ...เขาคนนั้น
“สองชั่วโมงแล้ว” ลักษณารีย์บอกกับตัวเองเบาๆ ด้วยความขมขื่น นี่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาปล่อยให้เธอรอแบบนี้ เฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกครั้งว่าทำไมถึงยังเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ในมุมมืดที่ไม่สามารถเปิดเผยหรือแสดงตัวออกไปให้คนอื่นรับรู้ได้
เขาบอกว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่ทุกคนควรจะรู้ ได้แต่เก็บคำถามที่ผุดขึ้นมาเต็มหัวไปหมด ไม่กล้าถามออกไปเพราะกลัวว่าเขาจะไม่พอใจ แต่ส่วนลึกๆ เธอก็เห็นด้วยเพราะตอนนี้ยังเรียนไม่จบ แต่ก็อีกไม่นานแล้วไม่กี่เดือนเธอก็จะจบการศึกษา
คิดถึงตรงนี้หญิงสาวก็พอจะยิ้มออกได้ เธอเฝ้ารอวันนั้นอยากให้ถึงไวๆ มันคงเป็นวันที่เธอจะมีความสุขมากที่สุดวันหนึ่ง ทุกคนในครอบครัวจะภูมิใจในตัวของเธอและที่สำคัญคำสัญญาของเขาคนนั้น
‘ไว้รอให้พิ้งค์เรียนจบ พี่จะทำทุกอย่างให้ถูกต้อง พี่จะบอกให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของเรา’
เธอ...หลงรักเขาตั้งแต่แรกเห็น เหมือนฟ้าจะเป็นใจเมื่อท้ายสุดเขาก็คือคนใกล้ตัวเธอนี่เอง รดิศเป็นพี่ชายของระรินเพื่อนสนิทของเธอ เขาหล่อเหลาและมีเสน่ห์เกินที่ใครๆ จะสามารถต้านทานได้ ตอนแรกเธอย้ำเตือนกับตัวเองเอาไว้ว่าอย่าไปเผลอไผลมอบใจให้กับเขา
แต่สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ต่อเสียงเรียกร้องของหัวใจ...
มือบางคว้าน้ำส้มคั้นขึ้นมาดื่ม น้ำแข็งละลายไปหมดแล้วจึงทำให้รสชาติจืดกว่าที่ควรจะเป็น แน่ล่ะสองชั่วโมงผ่านไปเต็มๆ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอก ลักษณารีย์วางแก้วลงเมื่อโทรศัพท์ส่งเสียงร้องออกมา จู่ๆ ก็รู้สึกใจไม่ดีราวกับว่าการรอคอยครั้งนี้มันจะสูญเปล่า
“ค่ะพี่โรม” กดรับพลางสอดส่องสายตามองหาร่างสูงที่เธอคุ้นเคย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มองหารดิศไม่เจออย่างที่ควรจะเป็น ลักษณารีย์หลับตาลงด้วยความเสียใจเมื่อรู้คำตอบของมัน
‘ขอโทษนะพิ้งค์ พี่คงไปตามนัดไม่ได้แล้ว’ ปลายสายพูดออกมาน้ำเสียงปกติ แต่คนฟังนี่สิน้ำตาแทบจะรินไหลลงมา ‘ขอโทษนะครับ พิ้งค์ไม่โกรธพี่ใช่หรือเปล่า พี่ติดธุระสำคัญจริงๆ’
“ค่ะ พิ้งค์ไม่โกรธ” แต่เธอน้อยใจและน้อยใจมากเสียด้วย ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนนัดเธอเองด้วยซ้ำไปแต่สุดท้ายกลับไม่มาตามนัด เธอรู้...ว่าเพราะอะไร
‘แล้วนี่จะกลับบ้านยังไงครับ อาชายมารับหรือเปล่า หืม?’ เหมือนรดิศจะเริ่มจับน้ำเสียงได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร เขาถึงได้ปรับเสียงให้อ่อนและนุ่มนวลมากกว่าเดิม
“ค่ะ” มือบางปาดน้ำตาที่ไหลลงออกไป กลับบ้านยังไงน่ะหรือ ? เธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะกลับอย่างไรเพราะบอกกับคนขับรถเอาไว้ว่าเพื่อนจะไปส่งที่บ้าน
‘ถามคำตอบคำแบบนี้ พิ้งค์กำลังโกรธพี่’ ถ้ารู้แล้วทำไมถึงไม่มาง้อ ทำไมไม่มาตามนัดล่ะ หรือว่าแฟนอย่างเธอมันมีค่าไม่พอ ไม่สามารถเทียบกับเพื่อนสนิทของเขาได้อย่างพะแพง...
“แล้วพิ้งค์...ควรโกรธพี่โรมหรือเปล่าคะ” ลักษณารีย์ถามเสียงสะอื้นเล็กๆ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่โรมทิ้งพิ้งค์เอาไว้แบบนี้...”
คนฟังเองก็หน้าเครียดที่ถูกคนตัวเล็กสะอื้นใส่แบบนี้ ‘พี่ติดธุระจริงๆ หวังว่าพิ้งค์คงมีเหตุผลที่จะไม่ทำตัวเป็นเด็กๆ ใส่พี่ เอาล่ะ...ถ้ากลับถึงบ้านแล้วโทรบอกพี่ด้วยนะครับ’
นี่เธอต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปอีกนานแค่ไหน รดิศคิดว่าเธอตาบอดหรืออย่างไร ความเป็นห่วงเป็นใยที่เกินคำว่าเพื่อนสนิท เธอเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นเขาเดินมากับผู้หญิงคนนั้น แม้เขาจะยืนยันว่าพะแพงเป็นแค่เพื่อนก็ตาม
ทุกครั้งที่มีชื่อของผู้หญิงคนนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง รดิศไม่ลังเลที่จะปล่อยให้เธออยู่ข้างหลังแบบนี้ อยู่ในมุมมืดเหมือนเดิมต่อไป บางครั้งเธอก็อยากจะตะโกนถามชายหนุ่มเสียงดังๆ ว่าคนรักของเขาแท้จริงแล้วใช่เธอไหม
“พิ้งค์...ใช่พิ้งค์หรือเปล่า” ดวงตากลมโตช้อนมองคนเรียกตรงหน้า รีบคว้าทิชชู่เช็ดน้ำตาของตัวเองแล้วส่งยิ้มให้บุคคลตรงหน้าด้วยความเป็นมิตร
“พี่ครามมาทานข้าวเหรอคะ” คีรติเป็นเพื่อนในกลุ่มของรดิศ
“ครับ แล้วพิ้งค์ล่ะรอไอ้โรมมันอยู่เหรอ” ลักษณารีย์พยักหน้าอย่างเศร้าสร้อย คีรติรู้ว่าเธอกับรดิศคบกันเพราะเธอนับถือเขาเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง ทุกครั้งที่มีเรื่องทุกข์ใจจะเห็นผู้ชายคนนี้ปรากฏตัวเสมอ บางครั้งเธอเองก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงมาได้จังหวะแบบนี้
“ท่าทางแบบนี้ไอ้นั่นมันเบี้ยวอีกแล้วสินะ ถ้าไม่รังเกียจพี่ขอทานของพวกนี้แทนมันได้หรือเปล่า หิวอยู่พอดีเลยครับ” คีรติกวาดตามองอาหารที่วางเรียงรายเต็มโต๊ะ นึกอิจฉาเพื่อนสนิทอยู่ในใจที่ลักษณารีย์เอาใจใส่ถึงเพียงนี้ เพราะอาหารที่เธอสั่งมาดูเหมือนจะมีแต่ของโปรดของรดิศทั้งนั้น
หากเป็นเขาล่ะก็...จะไม่มีวันปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ต้องเสียใจเป็นอันขาด
“พี่ครามคะ...” ลักษณารีย์เรียกชื่อชายหนุ่มเสียงสั่นเครือ ไม่ใช่ว่าเธอมองไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้รู้สึกอย่างไรต่อเธอ แต่เธอไม่สามารถตอบแทนความรักให้กับเขาได้จริงๆ
“ไม่เอาน่า อย่าทำเสียงแบบนั้นสิทานข้าวกันเถอะครับ ทานเสร็จแล้วพี่ขออนุญาตไปส่งพิ้งค์ที่บ้านนะ เดาว่าวันนี้คงไม่ได้บอกให้คนขับรถมารับใช่หรือเปล่า” คีรติถามยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะหญิงสาวเบาๆ “ทานเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะ พี่ไม่อยากทานคนเดียวมื้อนี้พี่ขอเลี้ยงเอง”
