บทที่ 12 12
“ท่าทางวันนี้หนูรินจะอารมณ์ดีนะ เดินยิ้มมาแต่ไกลเชียว” อดที่จะแซวระรินไม่ได้อีกทั้งแก้มใสๆ ของเพื่อนก็ยังแดงระเรื่อขึ้น ราวกับว่ากำลังอินเลิฟอย่างนั้นแหละ
“พิ้งค์เองก็เหมือนกันนี่วันนี้ดูสดชื่นกว่าทุกวันนะ” คนถูกแซวกลับหน้าแดงก่ำจนระรินสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ใช้ศอกกระทุ้งหยอกเย้า “ไปแอบมีแฟนมาหรือเปล่าเนี่ยพิ้งค์”
“ไม่ใช่สักหน่อย หนูรินก็ว่าไป…” ลักษณารีย์ปฏิเสธเสียงสูง อย่าบอกนะว่าแก้มของเธอก็มีหลักฐานเด่นชัดเหมือนกับระรินเช่นกัน เห็นทีคงต้องรีบเปลี่ยนเรื่องถ้าระรินรู้ว่าเธอมีความรัก ไม่แคล้วถูกซักฟอกจนกลับบ้านไม่ได้แน่ๆ
“ไปกันเถอะเดี๋ยวจะสายเอาเสียก่อน” ระรินพยักหน้ายิ้มๆ แต่ก่อนที่จะเดินขึ้นตึกก็มีร่างสูงของศิวัฒน์วิ่งเข้ามาหาเสียก่อน ลักษณารีย์รู้สึกแปลกๆ กับผู้ชายคนนี้แม้ว่าระรินจะเห็นศิวัฒน์เป็นเพื่อนอีกคนก็ตาม
‘พี่ขอโทษนะพิ้งค์ ขอเลื่อนไปเป็นเย็นนี้แทนได้หรือเปล่า ติดธุระสำคัญ’
รอยยิ้มของเจ้าของโทรศัพท์เลือนหายออกจากใบหน้า และอีกไม่กี่นาทีต่อก็หมดคาบเรียน ลักษณารีย์เก็บของด้วยความหน่วงๆ ในใจ รดิศขอเลื่อนนัดไปเป็นตอนเย็นแทนช่วงบ่ายโมงครึ่งที่เคยบอกเอาไว้ เธอจะมั่นใจได้แค่ไหนกันนะว่าสรุปชายหนุ่มจะไม่ผิดนัดกับเธออีกเป็นครั้งที่...
นั่นสินะ...ครั้งที่เท่าไหร่เธอเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน
ตัดสินใจส่งข้อความไปหาชาติชายว่าวันนี้จะขอกลับค่ำๆ หน่อยเพราะมีงานที่มหาวิทยาลัย หวังว่ารดิศคงจะทำตามที่บอกนะไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่มีที่ไปแล้วเหมือนกัน
“หนูรินรีบกลับหรือเปล่า ไปหาอะไรกินกันดีไหม วันนี้อาชายคงมารับพิ้งค์ช้า เพราะต้องรอรถที่ศูนย์น่ะ” ลองเอ่ยปากถามเพื่อนสนิทเผื่อเธอจะได้ไม่ต้องเหงาช่วงที่รอรดิศ
“สองรู้จักร้านอร่อยๆ แล้วก็เพิ่งเปิดใหม่เดี๋ยวจะพาไปกิน ไปกันเลยไหมหนูริน” ลักษณารีย์แอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอไม่ได้ชวนศิวัฒน์เลยนะ
“ขอโทษด้วยนะ แต่วันนี้หนูรินมีนัดแล้วล่ะ เดี๋ยวพี่ราฟจะมารับไปทานข้าวข้างนอก” ระรินบีบมือลักษณารีย์ “พิ้งค์ไปกับหนูรินไหม ไม่อยากปล่อยให้พิ้งค์รออาชายคนเดียวเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกหนูริน พิ้งค์รอได้สบายมาก” เธอพูดอย่างสบายๆ ทั้งที่ตอนนี้แอบรู้สึกผิดต่อระริน บางครั้งเธอเองก็อยากจะให้ระรินรู้ความจริงจะได้ปรึกษาเรื่องต่างๆ มันอึดอัดหัวใจนะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ไม่มีใครที่เธอสามารถจะระบายกับเขาได้ ช่วงเวลาที่เสียใจหรือเศร้าๆ ก็ต้องพูดกับตัวเองคนเดียวตลอด
“งั้นสองรออาชายเป็นเพื่อนพิ้งค์ได้ไหมอ่ะ หนูรินเป็นห่วงพิ้งค์” น้ำเสียงของระรินออกแววกังวล นี่ระรินยังไม่เลิกเป็นห่วงเธอเรื่องนี้อีกเหรอ
ลักษณารีย์ส่ายหน้าขำๆ แต่ระรินไม่ขำด้วย จริงๆ แล้วเธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นไม่ได้กลัวคนพวกนั้นด้วย เพียงแต่เธอไม่อยากจะไปต่อปากต่อคำเฉยๆ มันน่าเบื่อหน่ายเหมือนกันที่ต้องทำหูทวนลม
“ได้สิ ไม่ต้องเป็นห่วง” ศิวัฒน์รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ระรินดูผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อชายหนุ่มรับปากอย่างนั้น
สาบานได้เลยว่าเธอไม่มีวันอยู่กับศิวัฒน์แบบสองต่อสองแน่นอน ไม่รู้สิ...รู้สึกแปลกๆ ตลอดเวลาอยู่ใกล้ๆ ผู้ชายคนนี้น่ะ
“สองไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนเราหรอก เราอยู่ได้ว่าจะไปหาเดินเล่นพลางๆ น่ะ” ลักษณารีย์พูดขึ้นหลังจากที่ร่างเล็กๆ ของระรินเดินออกไปแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอก สองเต็มใจนะ อยู่เป็นเพื่อนพิ้งค์ได้ทั้งวันทั้งคืนเลย” สายตากระลิ้มกระเหลี่ยแบบนี้ทำให้ลักษณารีย์รู้สึกรังเกียจผู้ชายคนนี้มากขึ้น
“ขอตัวนะ” ร่างบางพ่นลมหายใจออกมา โชคดีที่โทรศัพท์ดังขึ้นก่อนถึงเธอจะไม่ชอบใจที่ศิวัฒน์ทำตัวแบบนี้ แต่ก็ไม่อยากพูดอกไปตรงๆ แบบขวานผ่าซาก รู้อยู่ว่าผู้ชายคนนี้ชอบวางท่าและใช้อำนาจมากแค่ไหน เธอไม่อยากจะมีเรื่องกับใครเลี่ยงได้ก็จะพยายามเลี่ยง
ศิวัฒน์มองตามร่างบางแล้วลูบคางตัวเองอย่างเสียดาย ในเมื่อลักษณารีย์ค่อนข้างแสดงออกอย่างชัดเจนไม่ว่าไม่เล่นด้วย ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่แคร์ไม่เป็นไรเพราะยังมีอีกคนที่เป็นเป้าหมายสำหรับเขา
“พี่คราม...” คนที่โทรเข้ามาคือคีรติ มันคือเรื่องบังเอิญครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้เหมือนกัน หรือชายหนุ่มจะมีญาณทิพย์กันนะถึงรับรู้ได้ว่ารดิศผิดนัดเธออีกแล้ว
“สวัสดีค่ะพี่คราม” เธอรับโทรศัพท์ในขณะที่กำลังเดินออกจากตึกเรียน
‘พอดีพี่ผ่านมาทางนี้ ไม่มีเพื่อนทานข้าว พิ้งค์พอจะมีเวลาว่างไปทานข้าวกับพี่หรือเปล่าครับ’
“คือ...” ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากจะไปทานข้าวกับคีรติหรอกนะ แต่เธอไม่อยากทำให้เขารู้สึก ‘พิเศษ’ กับเธอไปมากกว่านี้ เธอกลัวว่าเขาจะถลำลึกจนเจ็บตัว
“ไปนะ...” เสียงทุ้มที่พูดออกมาครั้งนี้ไม่ได้ดังมาจากโทรศัพท์ แต่ดังมากจากด้านหลังของเธอ
“อุ๊ย !” ลักษณารีย์หันขวับด้วยความตกใจก่อนที่โทรศัพท์ในมือจะค่อยๆ ลดมือลง “พี่คราม...มาได้ยังไงคะ” แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอเลิกเวลานี้
“พี่มาทำธุระพอดี เห็นหนูรินกับพี่ราฟเดินออกไปเมื่อกี้นี่เอง เลยคิดว่าพิ้งค์น่าจะอยู่ที่นี่เหมือนกันก็เลยโทรหา” คีรติบอกยิ้มๆ
