บทที่ 14 14
“ต้นเดือนเพิ่งจะลงไปไม่ใช่เหรอ จะลงไปทำไมอีก” ชายหนุ่มถามเสียงเข้ม อดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วพะแพงลงไปกรุงเทพฯ เป็นเพราะอะไรกันแน่
“ซื้อของใช้น่ะ พวกเครื่องสำอาง พอดีแพงสั่งพวกของขวัญปีใหม่ให้พ่อกับแม่ด้วยน่ะ” พะแพงบอกยิ้มๆ นาทีนี้กำลังคิดถึงผู้ชายที่มีดวงตาอันทรงเสน่ห์อย่างรามิลมากกว่า “เอาอะไรไหมล่ะ เดี๋ยวแพงซื้อมาฝาก”
“ไม่ไปได้ไหมล่ะ ฉันกะว่าจะพาเธอไปเที่ยวรีสอร์ทสักหน่อย”
“บ้าเหรอ รีสอร์ทของโรมน่ะแพงไปเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ใช่หรือไง ไปวันนี้ก็ย่อมได้จริงไหม” เลิกคิ้วถามชายหนุ่ม ลงทุนดัดเสียงอ้อนๆ หน่อยขี้คร้านรดิศก็ใจอ่อนเหมือนเดิม
“ไหนบอกอยากกลับบ้าน” รดิศถามยิ้มๆ ชอบเวลาที่พะแพงส่งเสียงอ้อนๆ แบบนี้
เสียงอ้อน...ทำให้เขานึกไปถึงใครอีกคนเหมือนกัน ลักษณารีย์ก็ทำออดอ้อนเวลาที่เขาไม่สบอารมณ์ แต่ก็น่าแปลกที่พอเธออ้อนเข้าหน่อยเขาก็หายอารมณ์เสียได้เหมือนกัน
“ตกลงจะไปใช่ไหม” ถามคนนั่งฝั่งตรงข้ามยิ้มๆ รดิศกล้าพูดได้เลยว่าพะแพงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขาตามใจเธอแทบทุกอย่าง
“อื้อ ไปสิ...”
“ระวังไปแล้วจะไม่อยากกลับละกัน” พะแพงโน้มตัวยื่นมือมาหยิกแก้มคนพูดด้วยความมันเขี้ยวกับประโยคนั่น
“ฝันไปไกลแล้วโรมน่ะ แพงไม่เหมือนผู้หญิงพวกนั้นนะ” เธอรู้ว่ารดิศกำลังหมายถึงอะไร แต่เรื่องอะไรเธอจะยอมง่ายๆ ล่ะ ผู้หญิงอย่างเธอมีชั้นเชิงพอให้ผู้ชายวิ่งไล่ล่า แบบนี้มันน่าสนุกมากกว่าและทำให้ผู้ชายรู้สึกตื่นเต้นและอยากจะค้นหาในตัวของเธอมากกว่าผู้หญิงที่หัวอ่อนและยอมอะไรง่ายๆ จริงไหม ?
“ก็รู้ตัวหนิ ว่าพิเศษกว่าคนอื่นๆ เขา แล้วทำไมถึงใจแข็งได้อยู่ล่ะ”
“ไม่เอาไม่พูดเรื่องนี้ ทานข้าวต่อเถอะจะได้ไปเที่ยวที่รีสอร์ทของโรมไง”
รดิศถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อหญิงสาวที่เขามอบใจให้พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย พะแพงเป็นแบบนี้เสมอเวลาที่เขาวกเข้าเรื่องนี้ เธอช่างเป็นผู้หญิงที่ใจแข็งจนทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนอยู่บ่อยๆ บางครั้งเธอก็ทำเหมือนว่ามีใจให้แต่บางครั้งก็เหมือนสนใจชายอื่นมากกว่า
คำว่าเพื่อนสนิทนี่มันทำให้เขาอยากจะลบมันออกไปจากใจเสียจริงๆ หากพะแพงกับเขาไม่ได้เป็นเพื่อนกันละก็ เขาจะไม่รีรอที่จะบอกความในใจแบบชัดๆ ไปเลย
คีรติลอบมองผู้หญิงตรงหน้าแล้วก็ได้แต่กำหมัดเอาไว้แน่น ถึงลักษณารีย์ไม่บอกเขาก็รู้ว่าเธอกำลังรอคอยใครบางคน ดวงตาของเธอมองไปบังเบื้องหน้าไม่ละสายตาไปไหนเลยสักครั้ง หลังจากที่ทานข้าวเสร็จเธอก็ขอร้องให้เขาพามาส่งที่มหาวิทยาลัย แม้จะบอกให้เขากลับไปก่อนเลยก็ได้แต่เรื่องอะไรเขาจะยอมปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอนั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะ
“สี่โมงเย็นแล้วนะครับ พิ้งค์กำลังรอไอ้โรมอยู่ใช่หรือเปล่า” เมื่อทนไม่ไหวคีรติจึงถามหญิงสาวที่มีใบหน้าเศร้าสร้อยออกไป เขาเกลียดจริงๆ เวลาที่รดิศผิดสัญญากับลักษณารีย์รอยยิ้มหวานๆ มันเลือนหายออกไปจากใบหน้าของเธอเสมอ
“เขาบอกว่าขอเลื่อนมาตอนเย็นนี้ค่ะ นี่เพิ่งจะสี่โมงเอง” บางทีความหมายคำว่าเย็นนี้ของรดิศอาจจะเป็น ห้าโมงเย็นหรือหกโมงเย็นก็ได้
ไม่เป็นไรหรอกเธอรอได้...รดิศบอกเองนี่ว่าติดธุระ มันคงเป็นธุระที่สำคัญจริงๆ
“พิ้งค์...” เห็นแบบนี้เขายิ่งปวดหัวใจ ลักษณารีย์รู้ดีเพียงแต่เธอยังไม่ยอมรับมัน
“พี่ครามกลับไปก่อนก็ได้นะคะ พิ้งค์อยู่คนเดียวได้ค่ะ” ร่างบางบอกยิ้มๆ เธอเองก็ทั้งเกรงใจทั้งรู้สึกผิดไปในเวลาเดียวกัน ที่เขาต้องมานั่งรอเป็นเพื่อนเธอแบบนี้
“พี่ปล่อยให้พิ้งค์อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก หน้าหนาวแบบนี้ฟ้ามืดเร็วเสียด้วย” คนรู้ว่าแท้จริงแล้วรดิศอยู่ที่ไหนกับใคร หลับตาลงอย่างอดกลั้น “พี่ว่าพี่พาพิ้งค์ไปหามันเลยดีกว่า”
“พี่คราม...” ลักษณารีย์หันกลับมามองหน้าชายหนุ่มที่เธอนับถือเหมือนพี่ชายด้วยความตกใจ “รู้เหรอคะว่าพี่โรมอยู่ที่ไหน เขาบอกพิ้งค์ว่าติดธุระ”
“รู้สิ...พี่จะพาพิ้งค์ไปดูธุระของมันเอง ไปเถอะนั่งรอแบบนี้อีกนานกว่ามันจะมา” อยากให้ลักษณารีย์ได้เห็นแบบจังๆ สักทีว่าธุระที่มันอ้างทุกครั้งมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เขาจะไม่เกลียดรดิศเลย หากมันคบทีละคนหรือเลือกเพียงแค่ใครคนหนึ่ง แต่นี่มันพยายามกักตัวลักษณารีย์เอาไว้ ทำตัวเหมือนหมาหวงก้างทั้งๆ ที่ชอบปล่อยให้อีกฝ่ายรอเก้อแบบนี้
“พิ้งค์กลัวพี่โรมจะว่า หากว่าเราไป...” เธอเพิ่งจะคืนดีกับเขาไม่อยากให้ความอยากรู้ของเธอทำลายบรรกาศดีๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้า เธอรู้ว่ารดิศไม่ชอบให้เธอขัดคำสั่งแต่ว่า...เธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าธุระของเขาคืออะไร
มันจะเป็นอย่างที่เธอคิดหรือเปล่า...
“ไม่ต้องไปกลัว ไปกับพี่มันไม่กล้าว่าอะไรหรอก” ร่างสูงลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปหาหญิงสาวก่อนจะลูบศีรษะของเธอด้วยความเอ็นดู “ไปเถอะ เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน ให้เดา...พิ้งค์คงต้องกลับมารออาชายที่นี่อีกใช่หรือเปล่า”
ลักษณารีย์ส่ายหน้าเมื่อคีรติทายผิด ก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยแต่นั่นก็ทำให้คนมองพลอยยิ้มตามไปด้วย เสียงหัวเราะของเธอช่างสดใสจนเขาอยากจะอัดเสียงเก็บเอาไว้ “พี่ครามทายผิดแล้วล่ะค่ะ พิ้งค์ต้องไปรออาชายที่ห้าง...ต่างหาก”
ลักษณารีย์นั่งมองวิวข้างทางตลอดระยะเวลาที่ขึ้นรถของคีรติมา ยังดีที่มีเสียงเพลงเป็นเพื่อนทำให้คลายความอึดอัดแปลกๆ ได้บ้าง คีรติเหลือบมองเธอแทบจะตลอดเวลาทำให้เธอไม่กล้าที่จะหันกลับไป ทุกครั้งที่สบตากันดวงตาของชายหนุ่มมันสื่อความหมายออกมาอย่างชัดเจน
เธอรักเขานะ...แต่ไม่ใช่แบบคนรักน่ะ
