บทที่ 15 15

“พี่โรมอยู่ที่นี่เหรอคะ” เธอถามคีรติเมื่อรถเลี้ยวเข้ามา ดูเหมือนว่ามันจะเป็นรีสอร์ทแห่งหนึ่ง แล้วรดิศมาทำอะไรที่นี่ล่ะ

“อีกไม่นานมันต้องมาดูแลที่นี่ อาปาย...พ่อของไอ้โรมน่ะ ออกคำสั่งมาแล้วมันคงเร่ร่อนไปไหนไม่ได้อีก” ที่เขารู้เพราะโทรศัพท์คุยกับมันมาเมื่อเช้า ถึงจะทะเลาะกันเพราะเรื่องของลักษณารีย์แต่ความเป็นเพื่อนก็คงอยู่

“อย่างนั้นเหรอคะ” คนตัวเล็กยิ้มกว้าง เธออยากเห็นรดิศในมาดผู้บริหารบ้างจังอยากจะรู้ว่าเขาจะดูมีอำนาจและน่าเกรงขามมากแค่ไหน อย่างน้อยถ้ารดิศได้ขึ้นมาดูแลกิจการในครอบครัวตัวเองแบบนี้ คุณตาของเธออาจจะเบาใจได้บ้างเมื่อชายหนุ่มมีพื้นฐานที่ค่อนข้างมั่นคง

เอาจริงๆ สำหรับตัวเธอ ถึงแม้ว่ารดิศจะไม่ใช่ลูกของพ่อเลี้ยงระดับต้นๆ ของจังหวัด ถึงจะเป็นลูกพ่อค้าขายผลไม้ตามตลาดธรรมดาๆ แต่เธอก็ยังรักเขาอยู่ดี แต่ข้อนั้น...คงใช้ไม่ได้กับพ่อเลี้ยงวสุแน่นอน

“ยิ้มแบบนั้นดีใจหรือไงกันหืม ? นี่ไอ้โรมกำลังไม่มีเวลามากเหมือนเมื่อก่อนนะ” คีรติถามขำๆ แปลกใจที่เห็นว่าลักษณารีย์ไม่ได้เศร้าสร้อยเมื่อรู้ว่ารดิศต้องมาบริหารงาน

“ดีใจสิคะ เหมือนกับว่าพี่โรมกำลังจะโตขึ้นไปอีก การที่พี่โรมกำลังก้าวขึ้นมาดูแลรีสอร์ทแบบนี้พิ้งค์เองก็หวังว่าเขาคงจะใจเย็นมากขึ้น หน้าที่ใหญ่ๆ แบบนี้คงสอนอะไรเขาได้หลายๆ อย่างค่ะ” อีกอย่างที่เธอดีใจเพราะว่าเขาจะได้ไม่มีเวลาไปทำอะไรกับใครเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา “ส่วนเรื่องเวลาที่พี่ครามว่า คงไม่ต่างกันมากหรอกค่ะ เพราะไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ เวลาที่เขามีให้กับพิ้งค์มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน”

“พิ้งค์...” เปลี่ยนได้ไหม ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาละก็...

“แต่พิ้งค์อดทนรอได้ค่ะ พี่โรมบอกว่าถ้าพิ้งค์เรียนจบแล้ว เขาจะบอกเรื่องของพิ้งค์กับทุกๆ คน เขาจะทำให้ทุกอย่างมันถูกต้อง ดังนั้น...พี่ครามไม่ต้องเป็นห่วงพิ้งค์นะคะ” ร่างบางบอกกับคนที่นั่งข้างๆ “ขอบคุณและขอโทษนะคะพี่คราม แต่พิ้งค์...รับความรู้สึกที่พี่มีให้พิ้งค์ไม่ได้จริงๆ”

“ขอโทษทำไมกัน หืม?” แม้จะเจ็บราวกับมีเข็มนับพันพุ่งแทงหัวใจ แต่คีรติก็ฝืนยิ้มเพราะกลัวคนตัวเล็กจะร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิด เรื่องนี้เขาเต็มใจเอาตัวเองเข้ามาเจ็บปวดเอง ถึงจะรู้คำตอบที่ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วก็เถอะ “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ พี่ไม่เป็นอะไรจริงๆ อยากให้พิ้งค์รู้แค่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พิ้งค์ยังมีพี่คอยอยู่ข้างๆ นะ”

“ขอบคุณนะคะพี่คราม แล้วก็ขอ...”

“หยุดพูดคำว่าขอโทษได้แล้ว เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มดีกว่านะ พี่ชอบกว่าเยอะเลย”

ต้นไม้ที่แสนจะร่มรื่นยิ่งตอนนี้เป็นฤดูหนาวแถมรีสอร์ทของรดิศยังอยู่แถบเนินเขาแบบนี้ยิ่งทำให้หนาวจับใจ ผ้าคลุมไหล่ถูกคลุมด้วยฝีมือของคีรติ ลักษณารีย์เอ่ยขอบคุณเบาๆ ไม่รู้ว่าคนอย่างเขาใช้ผ้าพวกนี้ด้วย

“ไม่ใช่ของพี่นะ มีคนซื้อมาให้พี่น่ะ” เขาโกหก ความจริงแล้วเขาตั้งใจซื้อมันมาติดรถเอาไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้ทำเหมือนเมื่อครู่ หากบอกว่าตั้งใจซื้อมาให้เธอ...ลักษณารีย์ก็คงลำบากใจอีก

“พี่โรมทำงานอยู่ตรงไหนเหรอคะ” เพราะคีรติพาเธอเดินมาไกลแล้ว รดิศไม่ได้อยู่ส่วนล๊อบบี้หรือไงกัน

“อยู่ข้างบนสุดนู่นเลย ห้องส่วนตัวของมัน”

เพราะตรงนี้ใช้รถขับขึ้นมาไม่ได้ ทางค่อนข้างชันนิดหน่อยแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ลักษณารีย์ย่อท้อแต่อย่างใด รีสอร์ทของรดิศนั้นน่าพักผ่อนเอามากๆ ช่วงเช้าๆ คงอากาศสดชื่นน่าดู เธอจะมีโอกาสได้มาสัมผัสสายหมอกยามเช้าที่นี่บ้างหรือเปล่านะ รดิศเองก็ไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของเขาให้เธอฟังสักเท่าไหร่

“ถึงแล้วล่ะ ขวามือนั่นน่ะบ้านพักของมัน” ก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยมานั่งๆ นอนๆ เล่นที่นี่เหมือนกัน บ้านพักของรดิศค่อนข้างเป็นมุมส่วนตัวและอยู่ในมุมที่สวยที่สุด

“พิ้งค์คงไม่ได้มารบกวนเวลาทำงานของพี่โรมใช่ไหมคะพี่คราม กลัวโดนดุจังเลยค่ะ” เวลาเขาดุเธอนี่ใจสั่นไปหมด รดิศน่ากลัวมากนะเวลาที่เขาอารมณ์เสียน่ะ “ไม่ได้โทรบอกพี่โรมก่อนที่จะมานี่ด้วย” พอมาถึงที่แล้วลักษณารีย์ก็เกิดความรู้สึกกังวลใจ

คีรติจับมือบางเอาไว้แน่น เขารู้ว่าในอีกไม่กี่นาทีคนตัวเล็กคนนี้อาจจะต้องเจ็บปวด แต่เขาเองก็อยากจะรู้ว่ารดิศมันจะจัดการกับปัญหาตรงนี้อย่างไร และเขาก็อยากจะรู้ว่าพะแพงจะมีท่าทีอย่างไรเหมือนกัน

ลักษณารีย์ค่อยๆ ดึงมือตัวเองออกมาซึ่งคีรติเองก็มีสีหน้าวูบไหวไปนิดหนึ่ง ก่อนที่เขาจะลงมือเคาะประตูสองสามครั้ง ร่างบางยืนกุมมือตัวเองใจจดใจจ่อไม่รู้ว่ามาหารดิศครั้งนี้จะมี ‘อะไร’ เกิดขึ้น แต่เธอเองก็พยายามบอกตัวเองว่าจะต้องหนักแน่นในความรักของเธอ

‘รักที่จริงใจ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป