บทที่ 18 18
เป็นแบบนี้ทุกๆ ครั้ง ทำผิดแล้วค่อยมาเอาใจเธออย่างนี้ตลอด แต่สุดท้ายมันก็จะวกกลับมาที่เก่าทุกรอบ รดิศบอกว่าเขาหึงที่เธอมากับคีรติ แล้วเธอล่ะ...ควรจะรู้สึกอย่างไรที่เขาผิดนัดหนำซ้ำยังมาเจอเขาอยู่กับผู้หญิงอีกคน ซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมแบบนั้น
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาในห้างสรรพสินค้ามันก็ทำให้เธอรู้สึกหายใจได้คล่องขึ้น ตอนนี้เธออยากจะออกห่างจากรดิศมากเหลือเกินแค่มองหน้าเธอก็ไม่อยากจะมอง เพราะกลัวน้ำตาจะไหลลงมาประจานความอ่อนแอของตัวเองอีก คงจะเป็นอย่างที่คีรติบอกจริงๆ ว่าเรื่องนี้เธอควรจะตัดสินใจเองถามหัวใจให้ดีๆ ว่าควรที่จะเดินต่อไปอีกดีหรือเปล่า ที่ผ่านมาเธอวิ่งตามเขาไม่หยุดหย่อนไม่ว่าเร่งความเร็วแค่ไหนก็ดูเหมือนว่าจะวิ่งตามรดิศไม่ทันสักที
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” ลักษณารีย์สะพายกระเป๋า แล้วรวบหนังสือขึ้นมาแนบอกเตรียมจะลงจากรถของคนใจร้าย
“พี่จะเดินไปส่ง” รดิศคว้าข้อมือบางเอาไว้ก่อน เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแตกต่างจากก่อนหน้านั้นลิบลับ
“ไม่เป็นไรค่ะ อย่าดีกว่า…” เสียงหวานปฏิเสธความหวังดีของชายหนุ่ม
“พิ้งค์…เป็นอะไรไป อย่าทำแบบนี้สิ” รดิศเริ่มหน้าเสียเมื่อคนตัวเล็กทำเย็นชาใส่ “พี่สาบานว่าจะไม่มีเรื่องแย่ๆ เหมือนวันนี้เกิดขึ้นอีก หายโกรธพี่นะ…นะครับ”
“พิ้งค์อยากทบทวนอะไรหลายๆ อย่างค่ะ พิ้งค์เหนื่อย…มาก” ระยะเวลาที่คบกับรดิศจากวันนั้นจนถึงวันนี้ มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นสักนิดเลย เธอยังเป็นแฟนลับๆ ของเขาและในขณะที่รดิศคบกับเธอ เขาก็มีผู้หญิงคนอื่นอยู่เรื่อยๆ รวมถึงเพื่อนสนิทที่ชื่อพะแพงนั่นด้วย
ถึงเขาจะบอกว่าแค่เพื่อนสนิท แต่สัญชาตญาณของผู้หญิงน่ะมันมองออกนะ
“บางที…พิ้งค์อาจจะทนรอจนถึงวันที่เรียนจบไม่ไหว ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ” ลักษณารีย์สบตาคมเข้มแล้วพูดออกมาอย่างที่ใจคิด รดิศเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันทีที่ได้ยิน แต่ก่อนที่เขาจะพูดหรือทำอะไรเธอก็ชิงสะบัดแขนแล้ววิ่งลงจากรถไปทันที
รดิศควรเรียนรู้ความผิดหวังเสียบ้าง อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอนเสมอไป ที่เธอยอมมาตลอดไม่ใช่เพราะเธออ่อนแอแต่เป็นเพราะเธอรักเขาจึงยอมให้อภัยและมองข้ามสิ่งเลวร้ายพวกนั้น แต่เขาไม่เคยปรับตัวเข้าหาเธอเลยสักครั้ง การที่เป็นคนวิ่งตามอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้สักวันก็ต้องหมดแรง
และตอนนี้…เธอคิดว่าเธอใกล้จะหมดแรงวิ่งแล้ว
ลักษณารีย์กลับบ้านมาด้วยความอ่อนล้าทั้งร่างกายและหัวใจ แต่พอเห็นใครที่นั่งอ่านหนังสือรอเธออยู่บนโซฟา น้ำตาของหญิงสาวก็แทบไหลลงมาเธอหันหลังพิงกำแพงแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเดินออกไปหาพ่อเลี้ยงวสุที่นั่งอยู่
“คุณตาขา” ร่างบางนั่งลงกับพื้นแล้วเอาหน้าซบลงกับตักของท่าน ตอนนี้เธออยากได้รับความอบอุ่นจากคนในครอบครัวมากที่สุด
“เป็นอะไรไปล่ะลูก หืม ?” หนังสือในมือไม่มีความสำคัญอีกต่อไปเมื่อหลานรักกลับมา “งานเยอะมากเลยเหรอน้องพิ้งค์”
“ค่ะ พิ้งค์เหนื่อยจังเลยค่ะคุณตา ขออยู่แบบนี้สักพักนะคะ” เสียงหวานพูดอ้อนออดคุณตา พ่อเลี้ยงวสุหัวเราะออกมาในขณะที่ฝ่ามือลูบศีรษะหลานสาวด้วยความเอ็นดู
“ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่มีใครฝืนตัวเองไปได้นานหรอกนะน้องพิ้งค์” แม้จะไม่รู้ว่าลักษณารีย์เป็นอะไรไปกันแน่แต่เขาก็ไม่อยากจะซักถามหลานมากนัก ลักษณารีย์เปรียบเสมือนดวงใจของเขาพอๆ กับลูกสาวแท้ๆ อย่างกรองแก้ว “เมื่อก่อนแม่ของน้องพิ้งค์ก็เป็นแบบนี้ล่ะ โทรมาบอกว่าเหนื่อยๆ ตอนที่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่ตาก็ทำใจแข็งไม่อยากให้แม่เขากลับมาทั้งที่คิดถึง บางครั้งคนเราก็ควรที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ออกนอกกรอบบ้างแต่ก็ไม่ใช่นอกลู่นอกทางจนเกินไป”
“คุณตาอยากให้พิ้งค์ไปเรียนต่อต่างประเทศเหรอคะ” หลานสาวคนสวยเงยหน้าถามคุณตาของเธอ
“ตาแล้วแต่น้องพิ้งค์นะลูก ใจจริงก็ไม่อยากให้ไปกลัวคิดถึงหลานจนนอนไม่หลับ” อีกอย่างลักษณารีย์ก็คงไม่อยากไป ดูได้จากแววตาของหลานสาวที่มองเขาเมื่อกี้
“ไม่อยากไปเลยค่ะ อยากอยู่กับคุณตา” เธออยากอยู่ที่คนที่เธอรัก และคนที่รักเธอ...
ร่างสูงผุดลุกผุดนั่งอย่างกระวนกระวายใจ เมื่อโทรไปหาลักษณารีย์จนสายแทบไหม้เธอก็ยังไม่ยอมรับสาย ส่งไลน์ไปหามันถูกเปิดอ่านแต่คนตัวเล็กไม่ตอบกลับมาสักคำเธอไม่เคยเป็นแบบนี้ เขาลองแกล้งไปถามยายตัวแสบระรินว่าพรุ่งนี้มีเรียนกี่โมงก็ได้คำตอบว่าอาทิตย์นี้ไม่มีเรียน และแน่นอนลักษณารีย์ก็คงไม่มีเรียนเช่นกันเพราะสองคนนี้ลงเรียนเหมือนกันแทบทุกวิชา
แล้วแบบนี้เขาจะเจอเธอได้อย่างไร ในเมื่อหญิงสาวคงจะหมกตัวอยู่แต่ที่บ้านของเธอแบบนั้น รดิศคิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ยิ่งมานึกคำพูดของคนตัวเล็กยิ่งทำให้เขาหวั่นใจกลัวว่าเธอจะเลิกกับเขาจริงๆ
มันยังไม่ถึงเวลาเขายังไม่อยากเลิกกับเธอ ยังอยากพาเธอไปทานข้าวและพูดคุยอยากเห็นรอยยิ้มของเธอ แต่ดูเหมือนเขาจะทำพลาดไปแล้ว
ไม่หรอกเขาไม่ได้ทำพลาดแล้วก็จะไม่มีวันยอมชายหนุ่มเหยียดยิ้มเมื่อนึกอะไรบางอย่างออกก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดพิมพ์ข้อความในไลน์ที่เปิดค้างไว้อยู่ ส่งไปให้คนตัวเล็กอ่านทันที
‘ถ้ายังไม่รับโทรศัพท์ พี่จะไปหาที่บ้านตอนนี้ ลองดูแล้วกันว่าพี่จะกล้าทำจริงๆ หรือเปล่า’
