บทที่ 23 23
เฮ้อ...หลังจากคืนนั้นดูเหมือนกับว่ารดิศกับชาติชายจะเข้ากันได้ดีเชียวนะ เธอไปไหนอะไรยังไงรดิศรู้ตลอด กะจะดัดนิสัยของเขาสักหน่อยให้กระวนกระวายใจบ้าง
“น้องพิ้งค์ยืนยิ้มอะไรอยู่ลูก เข้ามาข้างในก่อนเร็วเดี๋ยวไม่สบายหรอก เป็นไข้แดดขึ้นมาแล้วจะยุ่ง” เสียงเรียกของมารดาทำให้ร่างบางจำต้องเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเหมือนเดิม
“ค่ะคุณแม่” ส่งยิ้มให้กับคนเป็นแม่แล้วเดินเข้าไปหาท่าน มือบางของท่านอังหน้าผากกับแก้มของเธอด้วยความเป็นห่วง อืม...เธอโตแล้วนะคงไม่ป่วยง่ายๆ เหมือนกับเมื่อก่อนกระมัง “พิ้งค์แข็งแรงนะคะคุณแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”
“ไม่รู้ล่ะ...ตอนเด็กๆ ตากแดดแปปเดียวน้องพิ้งค์ก็ไข้ขึ้นแล้ว แม่เป็นห่วงนี่คะดูสิหน้าหนาวแดดก็แรงใช่ย่อยบ่ายๆ แบบนี้”
“คุณลูกไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ” วรเดชเดินกลับมาเมื่อเห็นว่าสองแม่ลูกไม่เดินตามมาสักที “รีบไปเถอะลูกคุณตาเข้าไปรอนานแล้ว” ลักษณารีย์พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนที่จะเดินควงแขนคนเป็นแม่เข้าไปข้างในบ้านพักของเพื่อนพ่อเลี้ยงวสุ
ย้อนกลับไปนึกถึงคืนนั้นรดิศปลุกเธอขึ้นมาเมื่อตอนตีสาม เขาบอกว่าเขาต้องไปแล้วเพราะชาติชายนัดเวลานี้ซึ่งเธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้บอกให้เขาคอยระวังตัว นึกถึงตอนนี้หน้าก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาเมื่อตอนนั้นรดิศคว้าตัวเธอเข้าไปกอดไว้แน่นแล้วบดจูบอย่างหื่นกระหายทำเอาเธอหายใจแทบไม่ทัน
เขาเริ่มทำตัวดีขึ้นโทรมาหาเธอแทบจะทั้งวันแต่เธอก็ใจแข็งรับบ้างไม่รับบ้าง เพราะครอบครัวตกลงกันว่าจะไปเที่ยวบ้านตากอากาศที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นบ้านเพื่อนของวสุคุณตาของเธอ
‘ไม่คิดถึงพี่เหรอ อ่านแต่ไม่ตอบแบบนี้’
“คิดถึงสิคะ” เสียงหวานพูดใส่หน้าจอโทรศัพท์ ทำราวกับว่าคนที่เธอพูดถึงจะได้ยิน ลักษณารีย์เดินตรงไปนั่งชิงช้าที่อยู่ติดกับชายหาด ทะเลที่นี่สวยมากและเธอก็เพิ่งมีโอกาสได้มาเที่ยวในช่วงเวลาแบบนี้ จำได้ว่าช่วงเด็กๆ ก็เหมือนจะเคยมาแล้วนะแต่ตอนนั้นคงยังเล็กๆ ไม่ได้นึกสนใจกับความงามของธรรมชาติสักเท่าไหร่
มือบางกำลังจะพิมพ์ข้อความตอบไปกลับก่อนที่ชายหนุ่มจะโกรธเธอเข้า แต่กลับมีคนโทรเข้ามาเสียก่อน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครที่เป็นคนโทรเข้ามาแบบนี้ ใบหน้างามหันซ้ายหันขวาดูว่าไม่มีใครเธอจึงกดรับโทรศัพท์
เธอเอง...ก็คิดถึงรดิศมากเช่นกัน มาต่างจังหวัดแค่สองวันแบบนี้ทำไมเหมือนกับห่างเขามาแรมปีเลยนะ
“สวัสดีค่ะ” เธอล่ะอยากเห็นหน้าของเขาในเวลานี้จังเลย อยากรู้ว่าคิ้วนั่นจะเกยทับกันหรือยัง
‘เหอะ กลับมาโดนดีแน่’ นั่นคือคำพูดแรกที่เสียงเข้มบอกเธอ น้ำเสียงของรดิศแลดูไม่สบอารมณ์มากที่สุดจนเธอแอบรู้สึกหวั่นๆ ‘พี่โทรหากี่รอบแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับสาย ชอบให้พี่ร้อนใจมากหรือไงกัน หืม?’
“ขอโทษค่ะ พิ้งค์รับไม่ได้จริงๆ นั่งติดกับคุณตาเลย” เธอโกหกทั้งที่หน้ายังยิ้มอยู่ ความจริงแล้วก็รับสายได้แต่เธออยากให้รดิศรู้สึกเหมือนกับที่เธอรู้สึกดังเช่นครั้งก่อนๆ บ้าง
‘แล้วกลับวันไหนครับ พี่อยากไปทานข้าวกับพิ้งค์’ ปลายสายนั้นเสียงดูนุ่มกว่าเดิม แต่คนฟังเริ่มมีสีหน้าไม่ดีนัดทุกครั้งสุดท้ายรดิศก็ผิดสัญญา ‘พิ้งค์ครับ...พี่ไม่ลืมหรอกนะที่สัญญาไป มันจะไม่เกิดขึ้นอีก’
“อีกสองวันก็กลับแล้วค่ะ”
‘ได้ครับ ครั้งนี้พี่ให้พิ้งค์เลือกเองเลยว่าอยากทานร้านไหน พี่ตามใจพิ้งค์ทุกอย่าง’
“แค่นี้ก่อนนะคะ คุณพ่อเดินมา” ลักษณารีย์บอกปลายสายเสียงเบา
‘คืนนี้พี่จะโทรไปหาอีกนะคนดี คิดถึงนะรีบๆ กลับมา’ แม้จะปลาบปลื้มกับคำพูดของรดิศมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่สามารถแสดงอาการอย่างที่ใจกำลังโลดเต้นออกไปได้ เพราะกลัวว่าบิดาจะสงสัยเข้าจึงรีบกดวางสายไม่ได้ตอบกลับรดิศไปด้วยซ้ำ
“คุยกับใครอยู่เหรอลูก” วรเดชลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเอ็นดู ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ลักษณารีย์เติบโตเป็นสาวแล้วแถมยังสวยและน่ารักมากเสียด้วยดวงใจของเขา
“คุยกับเพื่อนค่ะเรื่องเรียน คุณพ่อมีอะไรหรือเปล่าคะ” ถามอย่างออดอ้อนแล้วกอดเอวของท่านเอาไว้ “พิ้งค์ชอบที่นี่จังเลยค่ะ ชอบทะเลมันสวยมาก”
“ไว้พ่อจะพาน้องพิ้งค์มาเที่ยวบ่อยๆ นะ” ลูกสาวของเขาน่ารักและเรียบร้อยขนาดนี้หากจะมีแฟนหรือคนรักคงต้องตรวจแบบเข้มๆ สักหน่อย “คุณตาให้มาเรียกน้องพิ้งค์น่ะลูก คือว่า...เพื่อนของคุณตาเขาอยากทาบทามน้องพิ้งค์ไปเป็นหลานสะใภ้น่ะ” ลักษณารีย์ตกใจจนหน้าซีด ร่างบางส่ายหน้าไปมาราวกับไม่อยากยอมรับกับข้อเสนอของเพื่อนของคุณตา
“ไม่เอานะคะคุณพ่อ ถึงพิ้งค์จะชอบที่นี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าพิ้งค์อยากอยู่ที่นี่นะคะ” ไม่เอาหรอกให้ตายยังไงก็ไม่มีวัน หัวใจของเธอมีดวงเดียวและคงไม่สามารถแบ่งปันให้กับใครได้อีก
“ก่อนที่น้องพิ้งค์จะปฏิเสธ คุณตาเล่นเพื่อนเสียหน้าหงายไปแล้วล่ะลูก พ่อมาบอกเอาไว้ก่อนเผื่อหนูจะได้ไม่งงถ้าหากเข้าไปแล้วคุณตาจะดูอารมณ์เสียๆ เห็นว่าเปลี่ยนวันกลับเป็นพรุ่งนี้เลย ท่านหวงน้องพิ้งค์มาก...หวงยิ่งกว่าพ่ออีกนะ” วรเดชบอกขำๆ ขนาดหลานชายของเพื่อนสนิทยังโดนปฏิเสธเสียขนาดนั้นแล้วคนอื่นล่ะจะไม่โดนหนักกว่านี้หรือ ?
“เหรอคะ” ลักษณารีย์ถอนหายใจด้วยความโล่งโอก
