บทที่ 3 3
“บังเอิญจังเลยนะที่มันไปกินข้าวที่นั่น” รดิศหัวเราะหึๆ ในลำคอ “แล้วกลับถึงบ้านทำไมไม่โทรบอกพี่”
“เหนื่อยค่ะ ไม่มีแรงแม้แต่จะยกโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยซ้ำ ล้าไปทั้งตัวทั้งใจ” รดิศถอนหายใจยาวเหยียดลักษณารีย์ชอบพูดแบบนี้ตลอดมันทำให้เขาหมดคำพูดไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน
“พี่ขอโทษ” ยกมือบางขึ้นมาแล้วจรดริมฝีปากเข้ากับหลังมืออีกครั้ง และก็เป็นอีกรอบที่ลักษณารีย์หันหน้าหนี
รดิศเอี้ยวตัวไปด้านหลังก่อนที่จะหยิบของที่ตั้งใจเตรียมมาไว้ก่อนหน้าที่จะขับรถมามหาวิทยาลัยเพื่อง้อหญิงสาวโดยเฉพาะ เขาเทหมดหน้าตักว่าอย่างไรลักษณารีย์ก็ต้องใจอ่อน เธอโกรธเขาได้ไม่นานหรอกเขารู้นิสัยเธอดีเพราะเท่าที่ผ่านมาเกือบจะหนึ่งปีนั่นมันทำให้เขาเดาใจเธอออกแทบจะทุกครั้ง
“ดอกไม้ช่อนี้แทนคำโทษจากใจของพี่เลยนะ พิ้งค์ช่วยรับมันด้วยนะครับ พี่ผิดไปแล้วจริงๆ ครั้งหน้าสาบานว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก”
ช่อดอกกุหลาบตรงหน้าทำให้ลักษณารีย์ไม่สามารถกลั้นความตื่นเต้นจนต้องเผยรอยยิ้มออกมาในที่สุด คนมองเริ่มชื่นใจเมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ใจคิด ยิ้มกว้างแบบนี้แล้วคงหายโกรธชัวร์ๆ “True Love ดอกกุหลาบสิบเก้าดอก เขาว่าคือรักที่จริงใจ”
“พี่โรม...” หญิงสาวเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วเมื่อเขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนต้องหลุบตาต่ำลงไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ ทำได้เพียงแค่ยื่นมือไปรับช่อดอกไม้นั่นมาด้วยความดีใจ
“ความรู้สึกของพี่ก็เหมือนจำนวนของดอกกุหลาบนั่นแหละ” นิ้วเรียวเชยคางมนขึ้นมาให้สบตากัน “ดีกันนะพิ้งค์”
ง้อกันแบบนี้เธอคงจะใจแข็งต่อไปได้อยู่หรอกนะ แค่ลำพังมองตาหรือจับมือเธอก็หายโกรธได้ง่ายๆ แล้ว นี่เล่นหอบดอกไม้พร้อมความหมายดีๆ มาให้เธอแทบลืมไปเลยว่าความโกรธมันคืออะไร
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับดอกไม้ช่อนี้” มันสวยงามเหมือนกับความรักของเธอในตอนนี้ ลักษณารีย์ยิ้มหวานกับตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ต้องใจเต้นแรงมากกว่าเก่า เมื่อใบหน้าคมคายอยู่ใกล้ใบหน้าของเธอจนรับสัมผัสของลมหายใจร้อนๆ ได้เป็นอย่างดี
“พี่อยากได้จูบหวานๆ แทนคำว่าขอบคุณมากกว่า” รดิศบอกเสียงแผ่วก่อนที่จะยกยิ้มมุมปากเมื่อทางสะดวก ลักษณารีย์ไม่ได้ขัดข้องอะไร และนี่ไม่ใช่จูบแรกระหว่างเธอกับเขา
แน่ล่ะ...ใครจะปล่อยของหวานๆ ไปแบบง่ายดายล่ะ แต่ต้องยอมรับว่าเขาติดใจและชื่นชอบจูบของผู้หญิงคนนี้มากที่สุด เธออ่อนประสบการณ์ไร้เดียงสาไร้จริตมารยา แต่มันยิ่งทำให้เขารู้สึกฮึกเหิมตื่นเต้นอยากจะสัมผัสให้ลึกซึ้งมากกว่านี้ แม้ว่าเขากับลักษณารีย์จะอยู่ในสถานะนี้แบบหลบๆ ซ่อนๆ มาเกือบหนึ่งปีแต่เขาก็ยังไม่ได้ล่วงเกินเธอสักนิด
รดิศเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมแล้วค่อยๆ ประกบริมฝีปากเข้ากับกลีบปากบางอย่างนุ่มนวล ช่อดอกไม้หมดความสำคัญไปชั่วครู่มันตกหล่นอยู่บนตัก แขนเรียวโอบรอบคอชายหนุ่มเอาไว้ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปดูดกลืนเก็บเกี่ยวความหอมหวานเต็มที่ ลักษณารีย์จูบตอบกลับมาได้ดีพอสมควรยิ่งทำให้รดิศครางออกมาด้วยความพึงพอใจ
“อือ...พอแล้วค่ะ เดี๋ยวเสื้อยับ” ลักษณารีย์ดันใบหน้าหล่อเหลาออกไป เธอมักจะเป็นฝ่ายหยุดก่อนทุกครั้งเพราะกลัวว่ามันจะเลยเถิด อีกอย่างตอนนี้ก็ยังอยู่ในที่สถานศึกษาหากใครมารู้เข้าคงไม่ดี แต่ก็ยังโชคดีที่รถของรดิศนั้นติดฟิล์มมืดพอสมควร
“พี่ชอบเวลาที่เราเพิ่งหายโกรธที่สุด” ชายหนุ่มบอกพลางเลียริมฝีปากตัวเอง รสชาติหวานปานน้ำผึ้งยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น ลักษณารีย์หอมหวานกว่าผู้หญิงทุกๆ คนที่เขาเคยลิ้มลอง “จะไปรออาชายที่ห้างใช่ไหม พี่จะไปรอเป็นเพื่อน”
“ค่ะ” ร่างบางตอบอย่างเอียงอาย แล้วก้มลงเก็บช่อดอกไม้ที่ไม่รู้ว่ามันร่วงไปอยู่แทบเท้าตั้งแต่เมื่อไหร่
ลักษณารีย์คว้าหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวม ทุกครั้งที่เดินจูงมือกับรดิศแบบนี้เธอจะป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อตัวเธอเองและเพื่อเขาเพราะกลัวว่าจะมีคนรู้จักมาเห็นเข้าโดยเฉพาะ…ระริน
ชายหนุ่มบอกว่าหากระรินรู้ว่าเธอคบอยู่กับเขานั่นจะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ เธอเองก็คิดแบบนั้นเช่นกันเพื่อนสนิทของเธอคงจะโกรธและเสียใจที่เธอกับพี่ชายเลือกที่จะปิดบัง แต่อีกไม่นานหรอกความลับนี่ก็หายไปเพราะวันที่เฝ้ารอก็กำลังเดินทางมาถึง
“อีกตั้งนานกว่าจะอาชายของพิ้งค์จะมา ไปทานข้าวกันก่อนดีไหมครับ พี่ขอแก้ตัวเรื่องเมื่อวาน” บีบมือคนตัวเล็กเล็กน้อย ซึ่งหญิงสาวก็ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ
รดิศเลือกร้านที่คนน้อยๆ และค่อนข้างมีมุมส่วนตัวสักหน่อย ความจริงแล้วโดยปกติเวลามาทานข้าวกับลักษณารีย์เขาไม่ค่อยพาเธอมาที่ห้างสรรพสินค้าสักเท่าไหร่ เพราะคนมันจะเยอะวุ่นวายและน่ารำคาญ เสี่ยงต่อการพบเจอผู้หญิงบางคนที่เขาเคยแอบควงลับหลังหญิงสาว แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ ควงไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำไปเขาก็โบกมือลาเพราะแต่ละคนจะมีนิสัยเอาแต่ใจคล้ายๆ กันไปหมด ไม่เหมือนกับลักษณารีย์ที่ว่านอนสอนง่าย อะไรก็ได้แต่บางครั้งก็แอบดื้อเงียบเหมือนกัน แต่เขาก็ยักเบื่อเธอสักนิดอาจเป็นเพราะว่ายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการกระมัง…
