บทที่ 4 4
ก็คงต้องลองดูอีกทีว่าถ้าเกิด ‘ได้’ ในสิ่งที่ ‘ต้องการ’ ไปแล้วความรู้สึกเบื่อหน่ายจะบังเกิดขึ้นมาบ้างหรือเปล่า
“ปีใหม่ไปเที่ยวไหนหรือเปล่า” รดิศถามหลังจากที่สั่งอาหารไปแล้ว
“ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ ว่าคุณตาจะพาไปไหนหรือเปล่า” ลักษณารีย์ตอบยิ้มๆ พลางเล่นกับช่อดอกกุหลาบที่ถือลงจากรถของรดิศมาด้วยคืนนี้เธอคงฝันดีไปทั้งคืน คนมองก็ยิ้มกริ่มคิดไม่ผิดที่เลือกซื้อดอกไม้มาขอโทษหญิงสาวเพราะถึงอย่างไรผู้หญิงกับดอกไม้ก็เป็นของคู่กัน
ยิ่งเป็นลักษณารีย์เขายิ่งเดาทางเธอได้ถูกกว่าคนไหนๆ เสียอีก ง้อนิดง้อหน่อยก็ยอมยกโทษให้ง่ายๆ แล้วไม่ต้องเปลืองแรงอะไรมากมาย
“พิ้งค์ไม่อยากไปฉลองปีใหม่กับพี่เหรอครับ ลองขอคุณตาดูสิ” เขาเองก็ยังไม่เคยพบคุณตาของลักษณารีย์แต่ก็พอรู้มาบ้างว่าท่านทั้งรักและหวงลักษณารีย์ยิ่งกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่เสียอีก
“ไว้จะลองขอนะคะ แต่ไม่อยากรับปากว่าจะได้ไปหรือเปล่า” ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปแต่ทุกๆ ปีเธอจะฉลองกับครอบครัวมากกว่า อีกอย่างตอนนี้คุณตาของเธอก็อายุมากแล้วอยากจะใช้เวลากับท่านให้มากๆ เพราะเธอรักท่านที่สุด
“ครับ แต่อยากให้รู้เอาไว้ว่าพี่อยากจะฉลองคืนปีใหม่กับพิ้งค์นะ” รดิศหยอดเต็มที่ส่งสายตาให้ลักษณารีย์อย่างเปิดเผย จนหญิงสาวต้องแสร้งมองไปทางอื่นเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอันร้อนแรงของชายหนุ่ม
ลำพังแค่จูบที่รดิศมอบให้เธอก็แทบเดินไม่ตรงทางแล้ว อีกอย่างเรื่องพวกนั้นเธออยากจะให้มันเกิดขึ้นหลังจากที่เรียนจบและทำอะไรๆ ให้ทุกต้องเสียก่อน เธอเป็นผู้หญิงแน่นอนเธอต้องเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ หากจะต้องสูญเสียสิ่งนั้นไปเธอก็อยากให้รดิศบอกผู้ใหญ่ทุกคนให้รับทราบ และดำเนินทุกอย่างให้ถูกต้อง
“พิ้งค์ก็อยากอยู่กับพี่โรมเหมือนกันค่ะ” เธอตอบด้วยความเขินอาย ค่ำคืนที่แสนพิเศษอย่างนั้นเธอก็อยากจะอยู่กับเขาเช่นกัน
หรือบางที…เธอควรเลือกที่จะบอกความจริงกับครอบครัวของเธอดีนะ
“ถอดไอ้หน้ากากนี่ออกก่อนได้ไหม เรากำลังจะทานข้าวกันนะ ไม่ต้องปิดบังใบหน้าขนาดนั้นก็ได้ครับ” รดิศโน้มตัวไปดึงหน้ากากอนามัยลงมา “พี่อยากมองหน้าสวยๆ ของพิ้งค์มากกว่า”
“ค่ะ” ลักษณารีย์จับมันยัดลงกระเป๋าตามเดิม
นี่มันอะไรกัน...จำได้ว่าเมื่อคืนเธอยังมีน้ำตาเพราะผู้ชายคนนี้อยู่เลย ทำไมแรงต้านทานของเธอมันถึงได้มีน้อยนักนะ ช่อดอกไม้นี้อย่างนั้นเหรอที่ทำให้เธอใจอ่อนได้อย่างง่ายดาย ?
ไม่ใช่หรอก...เสียงของหัวใจตะโกนร้องบอกออกมา มันเป็นเพราะคนซื้อดอกไม้ต่างหาก เป็นเพราะรดิศ...ผู้ชายคนนี้คนเดียวเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของเธอมากเหลือเกิน
“มองอะไรคะ” เสียงหวานถามตะกุกตะกักเมื่อรดิศเอาแต่นั่งจ้องหน้าเธอ แววตาของเขามันช่างเปิดเผยจนเธอหน้าร้อนเห่อขึ้นมา จู่ๆ ก็นึกถึงตอนที่เขาจูบกับเธอบนรถ ถึงจะไม่นานแต่มันก็ซาบซ่านจนต้องพยายามจิกแขนตัวเองเรียกสติกลับมา
“มองคนน่ารัก” ตอบเสียงเจ้าเล่ห์ คนมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองยกยิ้มมุมปากพึงพอใจ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ เวลาที่อยู่กับลักษณารีย์ เธอมักจะแสดงอาการขวยเขินออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง “พิ้งค์ของพี่น่ารักแบบนี้ ไม่รู้ที่มหาวิทยาลัยมีหนุ่มๆ มาตอแยบ้างไหม”
พิ้งค์ของพี่อย่างนั้นเหรอ ? ทำไมเธอชอบฟังคำพูดพวกนี้จังเลยนะ
“ไม่สนใจใครหรอกค่ะ พิ้งค์ซื่อสัตย์และก็รักเดียวใจเดียวค่ะ” ลักษณารีย์ตอบตรงความรู้สึก แต่คนฟังหน้าตึงไปนิดเมื่อได้ยินราวกับว่ามันเป็นคำที่ดูประชดประชันยังไงชอบกล
ก่อนที่จะได้ตอบอะไรออกมาอีก อาหารก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะพอดิบพอดีทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไปนิดหนึ่ง ลักษณารีย์ปรายตามองชายหนุ่มที่ตอนนี้คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ดูเหมือนรดิศจะอารมณ์เสียกับคำพูดของเธอเมื่อสักครู่นะ
คนตัวเล็กแอบลอบยิ้มเศร้าๆ เขาจะไม่อารมณ์เสียสักนิดเลย ถ้าเขาซื่อสัตย์และรักเดียวใจเดียวเหมือนกับเธอ...
ลักษณารีย์เดินออกจากห้องน้ำหลังจากที่ทานข้าวเสร็จ เธอกับรดิศก็ตกลงว่าจะเดินเล่นฆ่าเวลาสักหน่อยเพื่อรอคนขับรถของเธอ ขาเรียวกับต้องชะงักเมื่อเห็นว่าตอนนี้ข้างกายของรดิศมีผู้หญิงยืนอยู่ด้วย พวกเขาพูดคุยกันอย่างถูกคอ ดูเหมือนว่าจะสนิทกันนะเพราะค่อนข้างถึงเนื้อถึงตัวมือของรดิศโอบเอวบางของผู้หญิงคนนั้น ลักษณารีย์เห็นเธอส่งสายตาให้รดิศอย่างมีความหมาย
ให้ตายเหอะ...มันเจ็บปวดตรงขั้วหัวใจ จนเธอต้องหันหลังพิงกับกำแพงเอาไว้ ตอนนี้มือไม้มันสั่นไปหมดแข้งขาก็พากันอ่อนแรง หลับตาลงเพื่อกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่ตีขึ้นอกจนกระบอกตารู้สึกชื้นๆ
เธอกำลังจะร้องไห้...
ลับหลังเธอเขามีผู้หญิงอีกกี่คนนะ คำถามนี้ผุดขึ้นอยู่ในหัวของเธออยู่ตลอดเวลา ได้แต่หัวเราะเยาะตัวเองกับความขี้ขลาดที่ไม่กล้าถามเขาออกไปให้รู้แล้วรู้รอด เธอกลัวกับคำตอบของรดิศและที่สำคัญกลัวกับผลลัพธ์ที่จะตามมา
ฟังดูแล้วเป็นคนที่โง่มากๆ เลยใช่หรือเปล่า เธอกลัว...กลัวว่าเขาจะต่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งี่เง่า กลัวว่าเขาจะขอจบความสัมพันธ์กับเธอ...
