บทที่ 5 5

โทรศัพท์ดังขึ้นดึงสติของเธอให้กลับมาก่อนที่จะเศร้าโศกกับภาพที่เห็นไปมากกว่านี้ ลักษณารีย์ไม่เคยอยากขอบคุณชาติชายขนาดนี้มาก่อน เธอปรับสีหน้าไม่ทันแน่ๆ หากต้องเดินจูงมือกับรดิศแบบไม่คิดมากกับสิ่งที่เธอได้เห็น

“ค่ะอาชาย ถึงหรือยังคะ พิ้งค์เดินเล่นอยู่ที่ห้าง...” ปากพูดกับคนปลายสายแต่ตายังมองผู้ชายที่กุมหัวใจเธอทั้งดวง รดิศยังคุยกับผู้หญิงคนนั้น พวกเขากำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างซึ่งรดิศก็พยักหน้าตอบรับ

อยากรู้...เขาคุยเรื่องอะไรกันนะ

‘ใกล้ถึงแล้วครับคุณหนู อีกประมาณสิบนาที คุณหนูอยู่ชั้นไหนครับเดี๋ยวผมเดินไปรับ’

“อาชายจอดหน้าห้างก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพิ้งค์เดินออกไปเองดีกว่า”

ลักษณารีย์สูดลมหายใจเข้าปอดเรียกขวัญกำลังใจตัวเองกลับมา หย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋าสะพายเหมือนเดิม ช่อดอกไม้นี่ล่ะ...เธอยังควรจะเก็บมันไว้อีกดีไหม

“ผู้หญิงโง่...” น่าสมเพชที่สุด สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะเก็บเอาไว้กับตัวเองแบบนี้ ความรักที่จริงใจอย่างนั้นเหรอ...เขาพูดออกมาจากใจหรือเปล่านะ

รดิศยิ้มร่าเมื่อเห็นเธอเดินมา เขาเดินมากุมมือของเธอเอาไว้ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างสะกิดใจของเขานะถึงได้หรี่ตามองเธอแบบนี้

“เป็นอะไรไป ทำไมตาแดงแบบนี้ล่ะ” ชายหนุ่มลูบแก้มเธอด้วยความเป็นห่วง สีหน้าเขาแสดงออกมาอย่างนั้น...

“อาชายจะมาถึงแล้วค่ะ พี่โรมกลับไปเถอะ” ลักษณารีย์พูดตัดบท ไม่อยากฝืนยืนอยู่ตรงนี้นานๆ เธอเบือนหน้าไปอีกด้าน...ก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ ที่สำคัญเธอกำลังมองมาทางนี้เช่นกัน

เธอเริ่มจะเข้าใจและรับรู้อะไรง่ายๆ แล้วล่ะ ว่าที่เขากระซิบกระซาบกันมันคืออะไร

“อย่าเปลี่ยนเรื่อง พิ้งค์ก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบ” เขาพูดเสียงเข้มพร้อมกับเลื่อนมือมาจับข้อมือของเธอไว้แน่น ก่อนจะลากเธอไปที่อื่น

“จะพาพิ้งค์ไปไหนคะ” พยายามขืนตัวแต่ก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแรงของรดิศได้สักนิด แน่ล่ะ...เธอกับเขามันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยล่ะ

“เราเพิ่งจะคืนดีกันนะพิ้งค์” รดิศลากเธอออกมานอกห้าง เหมือนจะเป็นที่สำหรับคนสูบบุหรี่แต่ทว่าตอนนี้ดันไม่มีคนนี่สิ เธออยากจะหันหลังแล้วเดินหนีคนตรงหน้าเสียเดี๋ยวนี้

อยากจะตะโกนบอกรดิศว่าเธอรู้...ทำไมเขาถึงคิดว่าเธอตาบอดนะ ทำไมถึงไม่รักษาจิตใจของเธอบ้าง...

“ค่ะเราเพิ่งคืนดีกัน เมื่อตอนบ่ายๆ นี่เอง” รดิศจ้องหน้าเธอเขม็ง เขาขยี้ผมด้วยความหงุดหงิดจนเธอต้องเม้มปากเข้าหากัน “พี่โรมลากพิ้งค์ออกมาเพื่อเรื่องแค่นี้เหรอคะ พิ้งค์อยากกลับบ้านอาชายมารับพิ้งค์แล้ว” ไม่ใช่ว่าเธอไม่เจ็บนะที่ทำเฉยชาแบบนี้ แต่เพราะไม่อยากจะหาเรื่องเจ็บตัวไปมากกว่านี้ต่างหาก

หากเธอถามรดิศออกไปตรงๆ ว่า หลังจากเธอกลับไปแล้ว เขาจะไปต่อกับผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า ถ้าถามออกไปแบบนี้เขาจะว่ายังไงกันนะ แน่นอนคนอย่างรดิศมีข้อปฏิเสธที่ฟังขึ้นอยู่แล้ว

“คนเมื่อกี้ใช่ไหม !” สองมือของชายหนุ่มจับบ่าของเธอเอาไว้

เหอะ...! คงไม่คิดว่าเธอจะมาเห็นสินะ

“ช่างเถอะค่ะ พิ้งค์เหนื่อยอยากกลับบ้านไปพักผ่อน พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” แต่เธอสะบัดตัวออกจากเขาไม่ได้ รดิศดันเธอติดกำแพงไปแล้ว ดวงตากลมโตจ้องหน้าชายหนุ่มคนรักด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ทำเอาคนมองรู้สึกโหวงในช่องท้อง

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนพี่ ไม่สิ...ก็แค่คนรู้จักไม่ได้สนิทด้วยซ้ำ” รดิศบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาของชายหนุ่มกำลังอ้อนวอนขอร้องให้หญิงสาวเชื่อใจ “ไม่มีอะไรจริงๆ นะ”

“เหรอคะ” ลักษณารีย์ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ เธอหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า บอกตรงๆ ว่าเธอไม่ชินสักครั้งกับการที่ต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเหมือนกัน “บางทีพิ้งค์ว่าเรา...”

“ไม่มีบางทีอะไรทั้งนั้นแหละ คนรู้จักก็คือคนรู้จัก !” เขาเลื่อนมือมาจับมือเธอข้างที่ว่าง “รักที่จริงใจ พี่บอกกับเราไปแล้วไม่ใช่เหรอ หืม ?” รดิศโน้มตัวลงมาก่อนจะจุมพิตหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา

แค่นี้หัวใจของเธอก็สั่นสะท้านไปทั้งดวง...

นี่แหละที่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอไปไหนไม่ได้ รดิศรู้จุดอ่อนของเธอเสมอ เขารู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้เธอยอมใจอ่อนได้อย่างง่ายดายแบบนี้ ใครจะโง่เง่ากว่าเธอน่ะเหรอ...คิดว่าคงไม่มีแล้วล่ะ

“พี่จะเดินไปส่ง อาชายมารอที่ไหน” รดิศพูดขณะที่มองตาเธอไม่หลบไปไหน น้ำเสียงที่นุ่มนวลนั่นทำให้เธอเผยรอยยิ้มออกมาจนได้ 

“พิ้งค์บอกให้อาชายจอดรอข้างหน้าค่ะ” โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งเป็นชาติชายที่โทรมาบอกว่าถึงแล้ว เธอบอกเขาไปว่ากำลังจะเดินไปก่อนจะวางสายแล้วเก็บเข้ากระเป๋าดังเดิม

“สายตาของพี่ตอนนี้มองพิ้งค์คนเดียวนะ” แค่ตอนนี้อย่างนั้นใช่ไหม...

“ค่ะ” ขอแค่เขายังมองเห็นเธออยู่อย่างนี้ก็พอแล้ว เธอจะอดใจรอให้ถึงวันที่เรียนจบ ถ้าถึงวันนั้นเธอไม่ยอมจริงๆ ด้วย “พิ้งค์เรียนใกล้จะจบแล้วนะคะ”

“ครับ พี่รู้” รดิศทอดยิ้มอย่างอ่อนโยน “หนูรินก็พูดทั้งวันว่าใกล้จะจบแล้ว”

“พี่โรมว่าถ้าหนูรินรู้จะ...” ปลายนิ้วชี้ของเขาแตะลงบนริมฝีปากของเธอก่อนที่จะถามจนจบประโยค

“อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องนั้น ไปเถอะครับป่านนี้อาชายชะเง้อมองพิ้งค์แล้ว” ลักษณารีย์พยักหน้าแล้วปล่อยให้รดิศ กุมมือไปอย่างนั้น แต่พอถึงหน้าห้างเขาก็ปล่อยมือเพื่อให้เธอเดินออกไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป