บทที่ 6 6
“ฝันดีนะคะ”
“ฝันดีครับ ฝันถึงพี่ด้วยนะ” ลูบศีรษะคนตัวเล็ก เธอส่งยิ้มให้ชนิดที่ว่าทำเอาเขาตาค้างก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินออกไป รดิศยืนรอมองจนลักษณารีย์ขึ้นรถแล้วจึงหันหลังกลับไป แต่ก็ต้องหยุดยืนอยู่กับที่เมื่อเห็นเพื่อนรักยืนมองหน้าเขาอยู่
“ไง...ได้ข่าวว่าเมื่อคืน ‘บังเอิญ’ ไปกินข้าวร้านเดียวกับผู้หญิงของฉันมาเหรอวะ” รดิศสาวเท้าเดินเข้าไปหาเพื่อนรักพร้อมกับกระตุกยิ้ม
“ถ้าอยากได้ความจริง ฉันตั้งใจไปที่นั่น” คีรติพูดสีหน้าเรียบๆ สำหรับลักษณารีย์ไม่มีเรื่องบังเอิญสำหรับเขา “เพราะฉันรู้ว่าแกคงเลือกที่จะผิดนัดกับพิ้งค์”
“มันไม่ใช่เรื่องของแกไอ้คราม !” รดิศพูดเสียงลอดไรฟัน หากคีรติไม่ใช่เพื่อนสนิทของเขา มันคงไม่ได้มายืนทำหน้าแบบนี้หรอก “อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าแกคิดยังไงกับพิ้งค์”
“รู้ก็ดี...ฉันเองก็รออยู่เหมือนกัน” คีรติจ้องหน้ารดิศอย่างจริงจัง ทุกครั้งที่เจอลักษณารีย์น้อยครั้งที่เขาจะเห็นรอยยิ้มอันแสนสดใสของเธอ
“คงยากเพราะแกก็รู้ว่าพิ้งค์รักฉันมากแค่ไหน รอก่อนก็แล้วกัน” รดิศตอบอย่างยียวน “นับวันรอได้เลย หลังจากที่พิ้งค์เรียบจบอีกเดือนสองเดือน ฉันจะเขี่ยทิ้งไปให้แกเอง”
“ไอ้โรม !” คีรติกระชากคอเสื้อของรดิศอย่างโมโหเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่สายตาของคนรอบข้างนั่นทำให้เขาต้องลดมือลง
“อดใจรออีกหน่อยนะเพื่อน” รดิศหัวเราะในลำคอแล้วตบบ่าเพื่อน ก่อนจะกดโทรศัพท์หาใครบางคน และประโยคสนทนานั่นมันทำให้คีรติแทบอยากจะกระหน่ำกำปั้นใส่หน้าเพื่อนรักเสียเดี๋ยวนี้ !
“อยู่ไหนครับน้องแจง ได้...ไปรอพี่ที่รถได้เลย คิดถึงเหมือนกันครับ”
บทที่2
ร่างบางเอนหลังพิงกับเบาะรถก่อนจะหลับตาลงด้วยความครุ่นคิด ในมือของเธอยังถือช่อดอกไม้อยู่ไม่ยอมปล่อย รักที่จริงใจอย่างนั้นเหรอ…จะเป็นจริงได้มากแค่ไหนกันนะ
‘ถ้าถึงเวลานั้นพิ้งค์ไม่ยอมแล้วนะคะพี่โรม…’ เธอได้แต่บอกกับตัวเองแบบนี้ซ้ำๆ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป หรือแม้แต่ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของรดิศอย่างพะแพงก็ตาม
เธอก็ไม่รู้หรอกนะว่าหลังจากที่เธอหันหลังเดินขึ้นรถมานี่ รดิศจะไปไหนกับใครหรือเปล่า แต่สิ่งที่ทำให้เธอเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปก็คือความเชื่อมั่น เชื่อว่าหากถึงวันนั้นเขาคงตัดขาดได้แล้วหันกลับมามีเธอแค่คนเดียวจริงๆ อย่างที่ปรารถนา
ลักษณารีย์ไม่อาจทนความอัดอั้นที่อยู่ข้างในได้ เธอควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งไปหาชายหนุ่มด้วยความโหยหา เธอยอมรับว่าส่วนมากคนตามมักจะเป็นเธอฝ่ายเดียวมากกว่า ไม่นับเรื่องที่เขาหอบดอกไม้มาง้อเธอเมื่อตอนบ่ายนะ อยากจะบอกว่ารดิศทำเซอร์ไพรส์เธอครั้งแรกเลย
‘อยู่ที่ไหนคะพี่โรม กลับบ้านหรือยังเอ่ย’ กดส่งไปแล้ว พยายามไม่ถามแบบงี่เง่ามาก เธอรู้ว่ารดิศไม่ชอบผู้หญิงเซ้าซี้มากเท่าไหร่ ทุกครั้งที่เธออยากจะรู้เรื่องอะไรจึงได้แต่เก็บงำเอาไว้ และเกือบจะทุกครั้งรดิศจะมองออกเสมอแต่ก็ไม่ทุกครั้งที่เขาจะยอมบอกความจริงกับเธอ เหมือนกับตอนก่อนที่จะเดินมาขึ้นรถนี่แหละ
“คุณท่านมายืนรอเลยครับคุณหนู” เสียงของชาติชายดึงสายตาเธอออกจากโทรศัพท์ รดิศไม่ตอบกลับมาทั้งที่เขากดอ่านไปแล้ว ลักษณารีย์ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆ ก่อนที่จะเก็บของแล้วลงจากรถเพื่อไปหาคนที่รักเธออยู่ทุกลมหายใจไม่ใช่แค่บางเวลา
“คิดถึงคุณตาจังเลยค่ะ กลับมานานหรือยังคะ” ยืดตัวหอมแก้มคุณตาสุดที่รักของเธอ เพราะท่านไปทำธุระอีกจังหวัดหนึ่งเมื่อวานเธอถึงมีโอกาสได้ออกไปตามนัดของรดิศ แม้ว่าสุดท้ายชายหนุ่มจะมาไม่ได้ก็ตาม
“ชั่วโมงหนึ่งแล้วล่ะลูก แล้วนี่…” พ่อเลี้ยงวสุเหล่มองช่อดอกไม้ในมือของเธอก่อนที่สายตาของท่านจะเปลี่ยนเป็นจ้องมันเขม็ง “ดอกไม้ของใครกัน ผู้ชายคนไหนมาสารภาพรักกับหลานของตาอย่างนั้นเหรอ”
ลักษณารีย์ส่ายหน้ายิ้มๆ ให้กับความหวงของผู้คนเป็นตา เธอรู้ว่าท่านทั้งรักและห่วงใยเธอยิ่งกว่าอะไร ท่านเลี้ยงเธอมากับมือตั้งแต่เกิดดังนั้นไม่แปลกที่ท่านจะหวงเธอยิ่งกว่าคนเป็นพ่อ “ไม่มีใครมาสารภาพรักกับพิ้งค์หรอกค่ะ พิ้งค์เห็นมันสวยดีเลยซื้อติดมือมา กะจะเอามาใส่แจกันในห้องนอนค่ะ แต่ลืมบอกเขาว่าไม่ต้องจัดช่อ” มันผิดที่โกหกท่านเธอรู้ แต่ครั้นจะบอกความจริงคงไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ ยิ่งรดิศมีกิตติศัพท์ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ในด้านผู้หญิง แน่นอนว่าคนอย่างพ่อเลี้ยงวสุให้คนไปสืบเรื่องราวของรดิศได้อย่างง่ายๆ ภายในไม่ถึงวัน
“แล้วไป” มือหยาบกร้านตามลักษณะคนที่ทำงานมาตั้งแต่หนุ่มๆ ลูบศีรษะหลานสาวที่เป็นดังดวงใจอีกดวงด้วยความรัก “ไปทานข้าวกันเถอะลูก เดี๋ยวประเดี๋ยวพ่อกับแม่ของน้องพิ้งค์ก็จะมาแล้ว”
หญิงสาวยิ้มรับกับคำว่า ‘น้องพิ้งค์’ ฟังแล้วราวกับเธอดูเป็นลูกคุณหนูเต็มตัว เพราะคนในครอบครัวมักจะเรียกเธอชื่อนี้เสมอ
“ค่ะคุณตา” โชคดีที่เธอทานข้าวกับรดิศมาไม่มากสักเท่าไหร่ สั่งมาแค่สลัดทูน่าเท่านั้นจึงทำให้ทานข้าวต่อไปได้อีก ไม่อย่างนั้นละก็คุณตาของเธอต้องสงสัยเอาแน่ๆ
