บทที่ 9 9

เฮ้อ…นี่ถ้ารู้เรื่องที่เขากับลักษณารีย์แอบคบกันจะเป็นอย่างไรนะ ไม่วายคงบังคับให้เขาแต่งงานกับคนตัวเล็กแน่ๆ นี่ล่ะที่ทำให้เขาไม่อยากเปิดเผยกับใครๆ ว่ากำลังคบกับเธออยู่ เพราะระรินทั้งรักและห่วงใยลักษณารีย์มากทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกัน

แต่เขา…ไม่ได้คิดจริงจังกับหญิงสาวถึงขั้นนั้น เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่เขากำลังคบหาด้วย อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจเพราะลักษณารีย์ไม่ใช่คนเรื่องมากหรือตามจู้จี้อย่างที่คนอื่นๆ เป็น นี่คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เขาคุยกับเธอได้นานจนเกือบจะหนึ่งปีแล้ว

“รู้สึกเหมือนจะโดนนินทานะ” ทั้งสี่คนหันมามองเขาที่เพิ่งเดินเข้ามากันเป็นตาเดียว รดิศถอดเสื้อลายสก็อตตัวนอกออกแล้วพาดบ่าเอาไว้ “ไม่เคยหักอกใครสักหน่อย” ยักไหล่เล็กน้อยแล้วพูดใส่ระรินที่เบะปากใส่เขา มันน่าจับฟาดก้นเสียจริงๆ ยายตัวแสบ

รดิศชะงักกับสายตาของคนเป็นแม่อย่างขวัญข้าวที่มองมา ทำเอาเขารู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ สายตาแบบนี้หรือเปล่านะที่ทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกเกรงใจเสมอมา

รีบเดินมากอดขวัญข้าวเพราะกลัวท่านจะโกรธที่มาช้า ก่อนจะหอมแก้มอย่างเอาใจ “แก้มใครก็ไม่หอมเท่ากับแก้มของแม่ข้าวของโรมหรอกครับ”

“ไปทำผิดอะไรมาถึงได้ปากหวานแบบนี้” ขวัญข้าวแกล้งทำเสียงดุ แต่ก็เข้าใจว่ารดิศกำลังอยู่ในช่วงการใช้ชีวิตแบบเต็มที่ ก็ตามประสาผู้ชายทั่วไปแต่ขออย่าให้ไปทำร้ายจิตใจผู้หญิงเข้าละกัน เพราะมันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยสักนิด

“โถ่...แม่ครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย อย่าไปฟังที่หนูรินพูดมากสิ”

“ไปนั่งได้แล้วลูกจะได้ทานข้าวกัน แล้วคืนนี้จะนอนค้างที่บ้านหรือเปล่า” รดิศส่ายหน้าเพราะเขามีเรือนหลังเล็กอยู่ท้ายไร่ ชอบใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแบบนั้นมากกว่า เวลาหิวก็เดินมาเรือนใหญ่เท่านั้นเองไม่ได้ไกลกันมาก

“พ่ออยากให้โรมไปช่วยงานราฟนะ ยิ่งช่วงเข้าใกล้เทศกาลแบบนี้นักท่องเที่ยวยิ่งเยอะ พวกทัวร์จากต่างประเทศก็คงลงกันเต็ม” คำพูดของอติวิทญ์ไม่ต่างจากคำสั่งเท่าไหร่นัก

“ครับพ่อ...” เขาเองก็คิดอยู่เหมือนกัน เพราะเรียนจบมานานพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่จะก้าวเข้าไปช่วยธุรกิจของที่บ้านสักที อีกอย่างก็ยังไม่อยากให้พี่ชายบุญธรรมอย่างรามิลต้องทนเหนื่อยคนเดียว ทั้งที่ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่รามิลอุทิศตัวทำเพื่อครอบครัวทุกอย่าง

เขารักและนับถือรามิลเหมือนพี่ชายแท้ๆ รู้สึกดีที่มีคนให้คำปรึกษาตลอดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม รดิศชอบบรรยากาศที่นั่งทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ แม้จะรำคาญเสียงเจื้อยแจ้วของแม่น้องสาวที่พูดไม่หยุดปาก แต่นั่นมันคือสีสันของครอบครัวถึงจะชอบจิกกัดกันเล็กน้อย แต่เขาก็รักและหวงระรินมาก

“โรมก็เลิกทำตัวเทียวไปเทียวมาได้แล้วนะลูก ถ้าไม่ชอบงานที่บริษัทก็ไปดูแลรีสอร์ทก็ได้ ที่นั่นน่าจะเป็นส่วนตัวดีโรมน่าจะชอบ” ไม่มีใครรู้ใจเขามากกว่าคนเป็นแม่อีกแล้ว ท่านรู้ว่าเขาไม่ชอบอะไรวุ่นวายมากนักถึงจะชอบเที่ยวก็เถอะ แต่เรื่องงานขอที่สงบๆ อย่างรีสอร์ทมากกว่าโรงแรมอย่างที่รามิลกำลังบริหาร

“ใช่ค่ะ โรมน่ะ...ควรจะเริ่มเข้ามาทำงานได้แล้ว ปล่อยให้พี่ราฟทำงานคนเดียวแบบนี้ไม่ดีเลยนะ ตัวเองเอาแต่เที่ยวอย่างเดียวเลย เรื่องผู้หญิงก็เพลาๆ ลงบ้างก็ได้ รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของหนูรินน้ำตาเช็ดหัวเข่าไปหลายคนแล้วนะ” นั่นไงมาอีกหนึ่งดอกเต็มๆ มาพร้อมๆ กับสายตาที่แสนจะเย็นเยือกของขวัญข้าว เขารู้ว่าท่านเองก็ไม่ค่อยชอบใจที่เขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญแบบนี้ อติวิทญ์ก็เตือนๆ อยู่เหมือนกันว่าอย่าทำให้มารดาเสียใจกับเรื่องแบบนี้ แต่เขาก็ค่อนข้างระวังตัวเพราะนึกถึงจิตใจของคนในครอบครัวอยู่แล้ว

ยังไงเขาก็ผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกันต้องการปลดปล่อย อย่าว่าแต่เขาเลยรามิลเองก็เช่นกันแต่ขานั้นเงียบๆ ขรึมๆ แต่ก็ฟาดเรียบแอบกินเงียบๆ ไม่ทำให้ใครสงสัยสักเท่าไหร่ แล้วดูนั่นรอยยิ้มเยาะเย้ยแบบฉบับคนเป็นพี่ชายที่ส่งมาทำเอาเขาต้องส่ายหน้า 

“โถ่...มาเป็นชุดเลย พ่อกับพี่ราฟช่วยผมด้วยสิครับ ผมไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย” รดิศโอดครวญเสียงอ่อย หมั่นไส้พี่ชายคนโตนักที่แอบยักคิ้วใส่ รามิลเองก็ใช่ย่อยเผลอๆ อาจจะมีผู้หญิงซ่อนเยอะกว่าเขาด้วยซ้ำไป

มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายที่ต้องการหาที่ปลดปล่อยความอัดอั้นทางร่างกาย แล้วผู้หญิงพวกนั้นต่างก็รู้กฎกันดีว่าอะไรที่ ‘ควร’ และอะไรที่ ‘ไม่ควร’ ไม่มีใครกล้ากระตุกหนวดเสืออย่างเขาหรอก

“บ้านนี้เมียของพ่อใหญ่ที่สุด ข้าวว่ายังไงพี่ก็ว่าตามนั้นจ้ะ” เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะเมื่อได้ฟังคำตอบจากหัวหน้าครอบครัวอย่างอติวิทญ์

รดิศมองรอยยิ้มของอติวิทญ์แล้วก็นึกอิจฉา เขาอยากมีคู่ครองที่ดีเหมือนกับมารดาบ้าง ยังมีผู้หญิงคนไหนแสนดีเท่ากับคนเป็นแม่ของเขาหรือเปล่านะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป