บทที่ 1 ข่าวดี
มีน
ฉันเดินเข้ามาในบ้านด้วยอารมณ์ที่ดีเป็นพิเศษเพราะวันนี้มีข่าวดีจะบอกกับคนสำคัญของฉันที่บ้านให้รับรู้ แล้วพอยิ่งเข้าบ้านมาเห็นรถของคนสำคัญของฉันจอดอยู่แล้วด้วย มันยิ่งทำให้ฉันดีใจมากกว่าเดิมไปอีกที่จะได้บอกเขาต่อหน้า ไม่ต้องโทรไปบอกหรือส่งข้อความไปบอก
“น้องมาพอดีเลย มานั่งนี่มาลูก” เสียงของแม่กานต์เรียกฉันขึ้นอย่างเอ็นดูหลังจากเห็นฉันเดินเข้ามาในบ้าน ฉันเลยรีบวิ่งไปหาคนที่กำลังนั่งแล้วหันมาส่งยิ้มให้ฉันอย่างไม่รอช้า
“พี่คุณ” ฉันทิ้งตัวลงนั่งก่อนจะกอดกระแซะที่ต้นแขนแกร่งของพี่เจ้าคุณด้วยความคิดถึงเป็นที่สุด
“โตเป็นสาวแล้ว ทำตัวเหมือนเด็ก ๆ ไปได้นะเรา” พี่เจ้าคุณพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเอ็นดูพร้อมมือหนายกขึ้นมาลูบหัวฉันเบา ๆ
“ก็เด็กสำหรับพี่คุณกับคุณแม่ไม่ใช่เหรอคะ” ฉันออดอ้อนทั้งสองคนออกไปอย่งน่ารักแบบที่ชอบทำ และก็ได้รับรอยจากทั้งสองกลับมาเช่นเดิม
“ทำไมวันนี้ถึงบ้านเย็นจังเรา” พี่เจ้าคุณถามออกมาอย่างแปลกใจและจับผิดเพราะปกติฉันกลับบ้านเร็วกว่านี้ แม้ตอนนี้เขาจะย้ายไปอยู่คอนโดและฉันอยู่บ้าน แต่เขายังมีตารางเรียนของฉันอยู่ตลอด และคอยให้ฉันส่งข้อความรายงานตลอดว่าถึงบ้านหรือยัง
และที่ฉันกลับบ้านเย็นนั่นก็เพราะแวะไปกินนมกับเพื่อน ๆ มาก่อน ฉันขยับตัวนั่งตรงกว่าเดิมก่อนจะฉีกยิ้มออกไปให้ทั้งสองคนอีกครั้งจนไม่ได้สนใจใครอีกคนไปเลย
“อะไร ยิ้มจนจะถึงหูแล้ว” คุณแม่พูดออกมาหยอก ๆ กับท่าทางของฉันที่มันดีดกว่าปกติ
“มีนมีข่าวดีจะบอกทั้งสองคนค่ะ” เมื่อถึงเวลาฉันก็เริ่มเกริ่นออกไปด้วยความตื่นเต้นและรอยยิ้มประดับใบหน้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เพราะอยากจะบอกเหลือเกินว่าการสอบครั้งนี้ฉันทำคะแนนได้สูงที่สุดของห้องด้วยแหละ
“พี่ก็มีข่าวดีจะบอกมีนเหมือนกันนะ” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้บอกข่าวดีของตัวเองออกมา แล้วพี่เจ้าคุณก็พูดออกมาอย่างตื่นเนเหมือนกับฉันจนทำให้เกิดความสงสัยทันที
“งั้นพี่คุณบอกข่าวดีของพี่คุณก่อนเลยค่ะ” ฉันบอกด้วยความตื่นเต้นอยากรู้เรื่องของเขาก่อน เพราะฉันคิดว่าข่าวของฉันต้องดีกว่าของพี่เจ้าคุณแน่ ๆ เพราะฉะนั้นฉันจะยอมบอกเขาทีหลัง
“เอาแบบนั้นเหรอ?” คิ้วเข้มของพี่เจ้าคุณเลิกขึ้นถามออกมาเพื่อความมั่นใจ
“อือหึ๊!” ฉันพยักหน้ารับงึก ๆ อย่างเร็วเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากพี่เจ้าคุณได้มากขึ้น
“นี่ณิชา แฟนของพี่เอง” แล้วพี่เจ้าคุณก็พูดขึ้นแนะนำใครอีกคนที่ฉันเห็นตั้งแต่แรกแต่ไม่ได้สนใจให้ฉันได้รู้จัก พร้อมกับสถานะที่ฉันไม่ได้เตรียมตัว และเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
และอย่าบอกนะ...ว่านี่คือข่าวดีของเขา
“.....” ฉันหุบยิ้มลงทันทีที่ได้ยินสิ่งที่พี่เจ้าคุณพูดออกมาอย่างอัตโนมัติ พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่พอใจ
“ณิชา นี่มีนน้องสาวสุดที่รักของคุณเอง” เสียงของพี่เจ้าคุณพูดด้วยความรักบอกผู้หญิงที่ชื่อณิชาแนะนำฉันกลับไปบ้างไม่ต่างกัน
“สวัสดีจ้ะน้องมีน” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ทักทายฉันขึ้นด้วยรอยยิ้มเป็นกันเองเหมือนพยายามอยากตีสนิทและทำความรู้จักฉันให้ได้
“....” ฉันหันไปมองหน้าเธอนิ่ง ๆ อย่างพิจารณาสายตาของเธอ และยอมรับเลยว่าเธอเป็นคนที่หน้าตาสะสวยคนหนึ่งเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็น้อยกว่าฉันอยู่พอสมควรเช่นกัน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับฉัน เพราะเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับฉันในตอนนี้ก็คือ พี่เจ้าคุณ ฉันหันกลับมามองหน้าพี่เจ้าคุณอีกครั้งด้วยใบหน้าบึ้งตึงแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด มองเขาอย่างไม่มีอารมณ์จะพูดข่าวดีอะไรออกมาอีกแล้ว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งหนีพี่เจ้าคุณขึ้นชั้นสองไปทันที
“อ้าวมีน!” เสียงของพี่เจ้าคุณกับคุณแม่เรียกฉันขึ้นดังขึ้นจากด้านหลัง แต่ฉันไม่สนใจจะหันกลับไปหาทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย มุ่งหน้าตรงเข้าห้องตัวเองไปทันทีและไม่ลืมล๊อกประตูห้องไว้ พร้อมกับทิ้งตัวนอนคว่ำหน้าไปที่เตียงกว้างด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่มีความสุขและไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง และต้นเหตุก็มาจากพี่เจ้าคุณนั่นเอง
“หมดกันข่าวดีที่จะบอก ฮึก!!” ฉันบ่นกับตัวเองเสียงสั่นพร้อมร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่อย่างไม่เข้าใจว่าน้ำตามาจากไหน และอ่อนแอขนาดนี้ได้ยังไง แต่ก็น่าจะมาจากความโกรธ ความไม่พอใจนั่นแหละ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงประตูหน้าห้องนอนของฉันดังขึ้น และแน่นอนว่าถ้าไม่ใช่คุณแม่ก็ต้องเป็นพี่เจ้าคุณสองคนนี้เท่านั้น แต่ฉันไม่เปิดให้หรอก ตอนนี้ฉันไม่อยากเจอใครและไม่พร้อมเจอใครด้วย ไม่ว่าหน้าห้องของฉันจะเป็นใครฉันก็ไม่เปิดให้
แกร็ก! แต่ถึงฉันไม่เปิดก็ไม่ได้หมายความว่าคนข้างนอกจะเปิดเข้ามาไม่ได้ หลังจากเสียงเคาะเงียบไปสักพักแล้วไม่นานเสียงประตูก็เปิดขึ้นแทน ทำให้ฉันดีดตัวลุกขึ้นและเห็นว่าเป็นพี่เจ้าคุณที่เป็นคนไขมันเข้ามา ซึ่งเขาก็มักจะทำแบบนี้ตลอด ทำทุกครั้งที่ฉันโกรธเขาแล้วหนีมาขังตัวเองไว้ในห้องนอนแบบนี้
หรือพูดให้ถูกกุญแจสำรองห้องฉันแทบจะอยู่ติดตัวพี่เจ้าคุณตลอดเวลา
“เป็นอะไร หื้ม?” น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนอย่างวันวานดังขึ้นถามฉันพร้อมกับร่างสูงที่เดินเข้ามาหาฉันก่อนจะทิ้งตัวนั่งข้าง ๆ แล้วยกมือขึ้นลูบหัว
“.....” ฉันสะบัดหน้าหนีไม่อยากให้เขาจับหัวและไม่อยากตอบกลับเขาไป ตอนนี้ไม่อยากเจอหน้าเขาเลยสักนิด ไม่อยากคุยกับเขาด้วยสักคำ
“พี่ถามว่าคนสวยของพี่เป็นอะไรคะ” แต่พี่เจ้าคุณยังคงไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ขยับหน้าเข้ามาถามฉันอย่างอ่อนโยนหยอกล้อเหมือนกับที่ชอบทำเพื่อให้ฉันโวยวายหรือหลุดขำออกมา
แต่ไม่ต้องมาทำเสียงนุ่มเสียงหวานแบบนี้หรอก ยังไงฉันก็ไม่หลงกลไม่หายงอนง่าย ๆ เด็ดขาด
“.....” ฉันยังคงเงียบและหันหน้าหนีพี่เจ้าคุณเหมือนเดิมด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่ไม่นานพี่เจ้าคุณก็เชยคางฉันให้หันไปสบตากับเขา แต่ฉันก็เลือกจะหลับตาหนีหน้าเขาอย่างไม่ยอมและไม่อยากมอง
“ถ้าไม่ลืมตาจะโดนทำโทษนะ” เสียงข่มขู่ดังขึ้นอย่างไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ และไม่ต้องมาขู่หรอก คิดว่าฉันจะกลัวเขาหรือไง
“....” ฉันเลือกจะเงียบและหลับตาไว้เหมือนเดิม เพราะครั้งนี้ฉันโกรธเขามากจริง ๆ โกรธจนไม่อยากพูดอะไรด้วยเลยสักนิด
“โอเค สงสัยเด็กดื้อจะอยากโดนลงโทษจริง ๆ” เสียงของพี่เจ้าคุณดังขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ทันทีเมื่อเห็นฉันยังต่อต้านเขา
แต่ฉันก็ยังคงหลับตานิ่งเพื่อไม่ให้ลืมตาไปมองหน้าเขา แต่คนอย่างเขามักจะดักฉันได้ทุกทางอย่างรู้ทันมาตลอด
“โอ้ยพี่เจ้าคุณ! มีนเจ็บนะ!” แล้วฉันก็ร้องขึ้นพร้อมกับจับแก้มตัวเองหลังจากถูกฟันคมกัดเข้ามาที่แก้มของฉันอย่างหมั่นเขี้ยวไม่แรงแต่ก็ไม่เบา
และนี่ก็คือวิธีลงโทษของเขาเสมอนั่นเอง เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว จนถึงตอนนี้สำหรับเขาฉันก็ยังคงเหมือนเด็กน้อยในวันวานไม่เปลี่ยน
“ก็มีนดื้อเอง” พี่เจ้าคุณพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มพอใจอย่างไม่รู้สึกผิดที่ทำให้ฉันลืมตามามองเขาได้สำเร็จ
ไม่สิ ลืมตามาจิกค้อนสายตาใส่เขาได้อย่างไม่พอใจต่างหาก
“มีนไม่อยากคุยกับพี่คุณ ออกจากห้องมีนได้แล้ว!” ฉันพูดเสียงห้วนพร้อมสะบัดหน้าหนีเขาอย่างไม่หายโกรธและจริงจังไม่น้อย
“ไหนเป็นอะไร บอกพี่มาสิ” แต่พี่เจ้าคุณก็ยังไม่ได้ออกไปไหง่าย ๆ แล้วก็จับหน้าฉันให้หันไปหาเขาอีกครั้งก่อนจะถามออกมาเพื่อหาคำตอบอย่างใส่ใจไม่เคยเปลี่ยน
“ไม่ได้เป็นอะไร!” ฉันปฏิเสธออกไปเสียงเรียบใบหน้าบึ้งตึงสวนทางกับคำว่าไม่เป็นไรของตัวเองเป็นที่สุด
“เหรอ” น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่เชื่อดังขึ้นเหมือนกับมุมปากที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเหมือนกับเรื่องที่ฉันโกรธเป็นเรื่องเล่น ๆ
“ค่ะ!” ฉันกระแทกเสียงตอบใส่เขาออกไปเป็นการยืนยันและรู้สึกรำคาญที่ถูกเซ้าซี้ถามไม่หยุด
“บอกพี่มา ว่าโกรธอะไร ถ้ามีนไม่บอกพี่จะง้อถูกเหรอคะ” พี่เจ้าคุณพูดขึ้นอีกครั้งเหมือนกับที่ผ่านมา เขาไม่เคยปล่อยให้ฉันโกรธอะไรแล้วหายเองโดยไม่รู้คำตอบ
และนั่นก็ทำให้ฉันหันไปมองหน้าพี่เจ้าคุณเต็มตาอย่างไม่พอใจอีกครั้ง
“ก็พี่เจ้าคุณมีแฟน” แล้วฉันก็บอกสิ่งที่ฉันรู้สึกไม่พอใจจนโกรธเขาออกไปให้เขารู้อย่างไม่ปิดบังทันที
ใช่ฉันโกรธเขาเรื่องนี้ เรื่องที่เขามีแฟนแล้วพามาเปิดตัวที่บ้านอีก นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจริงจังกับผู้หญิงคนนั้นพอสมควรหรอกเหรอ
“ทำไม มีนไม่อยากให้พี่มีแฟนเหรอคะ” พี่เจ้าคุณได้ยินแบบนั้นก็ถามฉันออกมาเหมือนต้องการเหตุผล
แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาน่าจะถามเลยสักนิดไม่ใช่เหรอ มันก็เหมือนเหตุผลที่เขาไม่อยากให้ฉันมีแฟนนั่นแหละ
“พอพี่เจ้าคุณมีแฟน พี่เจ้าคุณก็จะให้ความสำคัญกับแฟนพี่ แล้วพี่เจ้าคุณก็จะลืมมีน ไม่สนใจมีนเหมือนเดิม” ฉันบอกความคิดและความรู้สึกของตัวเองออกไปอย่างมั่นใจว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแน่
ใช่ฉันกำลังกลัว กลัวว่าจะไม่ใช่คนสำคัญของเขาเหมือนเดิมอีกต่อไป พอเขามีแฟนเขาก็จะหันไปสนใจและให้ความสำคัญกับแฟนของเขาเป็นที่สุด มีเวลาให้แค่แฟนของเขาเพียงคนเดียว แล้วเธอก็จะถูกมองข้ามกลายเป็นคนอื่นในที่สุด
“หึ! เด็กน้อย ไม่มีใครสำคัญกับพี่เท่าคนสวยของพี่อีกแล้วรู้ไหม” พี่เจ้าคุณได้ยินแบบนั้นก็ขบขันออกมาอย่างเอ็นดู ก่อนจะพูดให้ฉันเข้าใจว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสำหรับเขาพร้อมกับโคลงหัวฉันเบา ๆ
“มีนไม่เชื่อหรอก ตอนนี้ก็พูดแบบนี้ แต่พอนานไปก็เปลี่ยนไป!” แต่ฉันยังคงปฏิเสธเขาออกไปอย่างมั่นใจและไม่มีทางเชื่อสิ่งที่เขาพูดด้วยเช่นกัน
ฉันเคยเห็นเพื่อน ๆ ของฉันมีแฟนกันเยอะแยะ แล้วก็ติดแฟนกันมากจนไม่มีเวลาให้เพื่อนมากพอเหมือนตอนไม่มีใคร จะบอกว่าเข้าใจและเป็นเรื่องปกติก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเพราะรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติไงฉันถึงได้กลัว
“พี่สัญญา ว่าจะไม่มีใครสำคัญไปกว่ามีนของพี่เด็ดขาด เชื่อพี่นะคะ” แต่พี่เจ้าคุณก็เลือกจะสัญญาออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงใจ พร้อมกับยกนิ้วก้อยของเขาขึ้นมาตรงหน้าฉันเหมือนที่ฉันชอบสัญญากับเขาตอนเด็ก ๆ เป็นการเกี่ยวก้อยรับปาก
“ถ้าพี่คุณผิดสัญญากับมีน มีนจะโกรธและไม่พูดกับพี่คุณตลอดไป!” ฉันเห็นแบบนั้นก็ยกมือขึ้นไปเกี่ยวก้อยเขาแล้วลั่นคำคาดโทษออกไปดักทางเขาไว้
ที่ผ่านมาเวลาเขาสัญญาอะไรเขาทำได้ตลอดไม่เคยผิดคำพูด ครั้งนี้แม้ยากจะเชื่อ แต่ฉันก็ยังจะเชื่อเขาเหมือนเดิม
“ด้วยเกียรติของคนหล่อครับ” แล้วพี่เจ้าคุณก็ตอบรับคำสัญญาออกมาอย่างหนักแน่นจริงจัง นั่นจึงทำให้ฉันพอยิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ
