บทที่ 7 ผู้บุกรุก (3)
“แกข่มขืนฉัน” พอน้ำตาเริ่มไม่ไหล สร้อยสนก็กล่าวหาเขาด้วยคำพูดที่พรนับพันฟังแล้วหัวเราะออกมา
“ข่มขืน? ฉันเนี่ยนะจะข่มขืนเธอ... เห็นชัดว่าสมยอมด้วยซ้ำ”
“ฉันไปยอมแกตอนไหน? ฉันหลับอยู่ของฉันดีๆ แล้วนี่แกเข้ามาได้ยังไง?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่กลับถอนหายใจออกมา ก่อนบุ้ยใบไปทางเสื้อผ้าที่กองไว้ ซึ่งแถวนั้นมีพวงกุญแจพวงใหญ่ ชัดเจนโดยไม่ต้องพูดออกมาเลยด้วยซ้ำ ว่าเขาคงสามารถเข้าออกห้องทุกห้องของบ้านหลังนี้ได้สบาย
“ถ้าโดนข่มขืนเธอต้องดิ้นพล่านแล้ว แต่นี่เธออ้าแขนต้องรับ พอฉันจูบเธอก็จูบตอบ ส่งเสียงครางไม่พอยังอ้าขากว้าง กางเกงนั่นเธอก็ถอดออกเอง จำไม่ได้หรือไง”
“ฉัน... ฉันไม่ได้ทำ”
“เหรอออ” เขาทำเสียงเล็กเสียงน้อย ลากเสียงกวนตีนซะจนสร้อยสนหน้าแดงก่ำ
บอกตรงๆ ว่าเธอเองก็ไม่มั่นใจในสิ่งที่พูดไปเหมือนกัน กางเกงนั่น ถ้าจำเรื่องราวในฝันไม่ผิด ก็น่าจะเป็นเธอเช่นกันที่ถอดมันออก... แต่เธอทำไปเพราะเข้าใจว่าเขาเป็นกียงโอบป้านี่นา!
“ออกไปเลยนะ ออกไป! ก่อนที่ฉันจะร้องกรี๊ดจนลั่นบ้าน”
สร้อยสนหลับตาปี๋ แน่นอนว่าต้องขู่สำทับด้วยการอ้าปากค้าง เป็นสัญญาณบอกเขาว่าเธอกำลังจะกรี๊ดลั่น หากเขาไม่ออกไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้ แต่ก็ต้องลืมตาขึ้นมา เมื่อคนที่นอนอยู่ข้างๆ ไม่มีท่าทีว่าจะขยับ มิหนำซ้ำยังผายมือเชื้อเชิญด้วยซ้ำ
“กรี๊ดเลย เอาให้ดังๆ นะ พ่อแม่จะได้ตื่นขึ้นมารับรู้ว่าเธอสุขหรรษาแค่ไหน” เขาไม่กลัวหรอก บ้านหลังนี้กว้างใหญ่ ต่อให้ยัยนี่โดยฆ่าตาย ต่อให้มีใครสักคนโหยหวน ต่อให้เสียงดังแค่ไหน ผู้ใหญ่ก็ไม่มีทางได้ยิน “อ้า อื้มม ได้ค่ะ… เมื่อกี้เธอครางออกมาแทบไม่เป็นคำ”
อีกทั้งห้องของพ่อเขายังตั้งอยู่อีกปีก เปรียบให้เว่อร์คือแค่ห้องของท่านก็กินเนื้อที่ของบ้านไปเกือบครึ่งแล้ว กว่าจะผ่านห้องสมุด ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน คาดว่าสร้อยสนต้องใช้เสียงตามสายนู่นแหละถึงจะส่งไปถึงหูท่านได้
“ทำแบบนี้ทำไม?” เมื่อหาอะไรมาเถียงเขาไม่ได้ หญิงสาวก็เข้าสู่โหมดดราม่าอีกรอบ
“ก็เงี่ยนไง” แต่ต้องสะดุ้งกับคำตอบที่เขาให้มา
เธอหันขวับไปมอง ดวงตาวาววับไปด้วยหยดน้ำตา ไม่พอใจกับความหยาบคายของเขา โกรธจนไม่รู้ว่าจะแสดงออกมาอย่างไร แล้วดูเถอะ คนหน้าไม่อาย จิตใจเขาทำด้วยอะไรถึงใจกล้าหน้าด้านขนาดที่ว่านอนเปลือยกายต่อหน้าคนไม่สนิทได้อย่างไม่อาย
“ไป... ไกลๆ ได้ไหม?” สร้อยสนไม่กล้าจริงๆ ที่จะพูดแบบเดียวกับเขาออกไป สิ่งที่เธอทำได้ก็คือกล้ำกลืนมันไว้ในใจ “นายไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้”
“ให้ลองอีกทีไหม?”
“ลองบ้าอะไร ออกไปเลยนะ”
ไม่ได้ฟังที่เธอพูดบ้างหรือไง นอกจากไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้วพรนับพันยังตีหน้ากวนตีน ลอยหน้าลอยตาถามคำถามนั้นออกมา เฮ้อ ... เศร้าใจ เธอไม่เข้าใจเลยว่ามันจะเกิดอาเพศอะไรขึ้นมาตอนนี้ ตอนที่ชีวิตของเธอกำลังไปได้ดี เธอกำลังจะได้เป็นนักเขียนที่สามารถรังสรรค์ผลงานที่เป็นตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพากระแสเพราะต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเหมือนเมื่อก่อน
แต่ก็ต้องมาสะดุด เห็นเลยว่าเธอต้องกลับไปอยู่ตามเดิมในไม่อีกกี่วัน ขืนยังอยู่ที่นี่ต่อไป เธอต้องตกเป็นของน้องชั่วๆ อย่างพรนับพันแน่
“ลองดูอีกครั้ง แค่จูบก็ได้... จะได้รู้ไงว่าที่แท้แล้ว เธอน่ะ สมยอม!” ไม่พูดเปล่า แต่ชายหนุ่มยังเอื้อมมือเข้ามาแตะต้อง เขาพยายามจะลูบไล้ไปที่ต้นแขนขาวของสร้อยสน แต่กลับโดนคนเป็นเจ้าของใช้มืออีกข้างตีเข้าให้
“ออกไป!”
“ออกไป๊” พรนับพันเลียนแบบ ทำล้อเลียนเสียงเล็กเสียงน้อย แถมยังเบ้ปากด้วยท่าทางที่แสดงออกว่าหมั่นไส้ที่สุด “แล้วจะเสียใจนะ นี่ฉันอุตส่าห์ลดมาตรฐานลงมาตั้งเยอะ ถึงทำใจมาถึงนี่ได้”
“มาบอกฉันทำไม ฉันไม่ได้เป็นคนที่อยากเข้าหานายสักหน่อย” ดวงตากลมโตมองไปอย่างไม่พอใจและติดจะเหยียดหยาม “คอยดูเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะบอกเรื่องทั้งหมดให้คุณลุงทราบ จากนั้นก็จะย้ายออกจากบ้าน จะได้ไม่ต้องมาอยู่กับคนโรคจิตแบบนี้”
เธอเอ่ยด้วยสีหน้าที่จริงจัง โกรธนะ โกรธมาก... แต่คนข้างๆ กลับหัวเราะเยาะออกมา พรนับพันขำจนแทบกลิ้งตกลงจากเตียง
“ฟ้องไปสิ ไปบอกตอนนี้เลยไหมล่ะ?” เขาท้าทาย ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิ แววตาคมกล้ามองไปที่หญิงสาวที่อยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ ตั้งใจจะสอดส่องเข้าไปราวกับว่าเธอเปลือยอยู่ในนั้น “ฟ้องเสร็จก็อย่าลืมบอกให้แม่เธอย้ายออกไปด้วยนะ เบื่อจะเห็นหน้า”
เด็กนี่ไม่ชอบแม่เธอ ชัดเจนออกมาทั้งคำพูดและแววตา
สร้อยสนเม้มปาก หัวสมองที่ปกติจะเก่งเรื่องคิดบทพูดบทด่า แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่า นอกจากหน้าแม่แล้วก็ไม่มีสิ่งใดโผล่เข้ามา ถ้าถามว่าอยากไปจากที่นี่ไหม? ถ้าตัวเธอคนเดียวแน่นอนอยู่แล้วว่าอยากไป ต่อให้อยู่ที่นี่สะดวกสบาย หากไม่มีพรนับพันแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอึดใจ แต่อยู่บ้านเขายังไงก็ไม่สบายใจเหมือนอยู่ด้วยตัวเองหรอก
ซึ่งคนเป็นแม่ คงไม่คิดอย่างนั้น... เพราะนานกว่ายี่สิบปีแล้ว ที่ท่านใช้ชีวิตโดยไม่มีความรัก นอกจากสร้อยสน แม่ก็ไม่เคยมีใครเคียงข้าง ดังนั้นพอท่านได้พบเจอคุณลุงที่เอาใจใส่ดูแลขนาดนั้น แม้จะอยู่ในวัยกลางคนแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังคงทำให้ลุ่มหลงได้ไม่ยาก
“เรื่องอะไรฉันจะให้แม่ย้ายออก ในเมื่อตอนนี้ท่านได้อยู่กับคนที่ท่านรัก” และหวังว่าคุณลุงเองก็รักท่าน แม้จะเจออุปสรรคตัวเท่าควายอย่างคนที่อยู่ตรงหน้าเธอ ก็จะไม่ทำให้ความรักของทั้งสองสั่นคลอนได้
“แล้วถ้าเธอไปพูดเรื่องของเราสองคนให้ท่านรู้ คิดว่าแม่เธอจะยอมอยู่ที่นี่ต่อไหม” ลูกสาวโดนลวนลามจากลูกชาย ถึงยัยสร้อยจะอายุเยอะกว่าเขาตั้งสี่ปี แต่คดีนี้ก็ไม่เบานัก “แต่อาจจะยอมก็ได้นะ เพราะดูแล้วแม่เธอก็หน้าเงินอยู่เหมือนกัน ต่อให้เธอโดนฉันข่มขืนจริงๆ ยัยแก่นั่นก็คงไม่ปล่อยพ่อฉันง่ายๆ หรอก”
“นี่นาย พูดจาให้มันดีๆ หน่อยได้ไหม” นั่นปากหรืออะไร ถึงได้พ่นคำดูถูกเหยียดหยามคนอื่นออกมาได้ง่ายดายอย่างนี้ “ปากหมาแบบนี้ ระวังจะไม่ได้ตายดี”
“จะตายแบบไหนมันก็เรื่องของฉัน” พรนับพันเถียงขึ้นมาทันควัน เขาไม่กลัวหรอกคำแช่งบ้าบอ “เธอเหอะ อยากเป็นอย่างแม่เธอไหม? ฉันให้เธอได้นะ จะเอาเดือนเท่าไหร่ก็ว่ามา”
“ไปตายซะ ไอ้ชาติหมา!” สร้อยสนสบถออกมา ถือว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอด่าทอคนคนหนึ่งด้วยคำหยาบคาย “ใครจะไปอยากได้เงินของแกกัน เอาไปเลี้ยงอีตัวเถอะ อย่ามายุ่งกับฉัน”
