บทที่ 10 พระสนมแคว้นฉี 5/1

สามวันให้หลัง พิธีแต่งตั้งพระสนมองค์ใหม่ถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างไม่ใหญ่มากนักเป็นเพียงแค่งานในฝ่ายในเท่านั้น อีกทั้งฮ่องเต้ก็ยังไม่มา

ร่วมงานอีกด้วย

หานเฟิงในชุดผ้าแพรสีฟ้าครามปักด้วยลวดลายกิเลนสัตว์เทพในตำนานของชาวเมืองจ้าวถูกนำตัวมายังลานพิธีตั้งแต่เช้าตรู่ ใบหน้าหล่อเหลาในยามนี้บึ้งตึงรอบกายแผ่รังสีอาฆาตออกมา ทำเอาผู้คนแถวนั้นพากันหวาดกลัว ได้แต่นึกในใจว่าพยัคฆ์ร้ายผู้นี้หรือที่จะเคียงคู่มังกร

“หานเฟิงรับราชโองการ” สิ้นเสียงประกาศพยัคฆ์ร้ายก็ไม่มีท่าทีว่าจะคุกเข่ารับราชโองการของฮ่องเต้แม้แต่น้อย ซ้ำใบหน้ายังบึ้งตึงบ่งบอกถึงการไม่สบอารมณ์ของตน

เสี่ยวเหมี่ยนที่เห็นเช่นนั้นได้แต่ส่งสายตาเว้าวอนให้หานเฟิงนั้นได้ทำตามอย่างว่าง่ายด้วยเกรงว่าหากขัดราชโองการของฮ่องเต้ผู้นี้ภัยจะมาถึงตัวเอาได้ หานเฟิงจึงยอมคุกเข่าลงอย่างไม่จำยอมมากนัก

“ฮ่องเต้มีราชโองการแต่งตั้งคุณชายหานแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉีเป็นพระสนมขั้นกุ้ยเฟย มอบผ้าแพรร้อยชั่ง พร้อมด้วยเงินอีกห้าพันตำลึง จบราชโองการ”

สิ้นเสียงประกาศหานเฟิงยื่นมือไปรับราชโองการอย่างไม่เต็มใจมากนัก เขาฝืนยิ้มภายใต้ใบหน้าที่มีหน้ากากสีเงินสวมใส่ หากจ้าวอี้เทียนต้องการให้เขาเป็นพระสนมมากนักเขาก็จะเป็นให้ แต่อย่าหวังว่าจะได้รับความรักหรือความภักดีจากเขา

‘แล้วเราจะได้เห็นดีกันจ้าวอี้เทียน!’

การแต่งตั้งพระสนมพระองค์แรกในรัชสมัยของพระเจ้าอี้จงสร้างเสียงโจษจันไปทั่วทั้งวังหลวงและภายนอกกำแพงวัง แม่ทัพแคว้นฉีผู้นี้

ไม่อาจรู้ตื้นลึกหนาบางอีกทั้งยังเป็นศัตรูที่ควรจะกำจัดทิ้ง เหตุไฉน

องค์จักรพรรดิถึงได้เลือกเขาเป็นพระสนมกัน ข้อนี้ยังเป็นที่ครหาและโจษจันไปทั่ว แต่เมื่อนึกถึงความเหี้ยมโหดของฮ่องเต้แล้วผู้ใดเล่าจะกล้าขัดราชโองการนี้

ร่างสูงของจ้าวอี้เทียนนั่งอยู่ตรงศาลาใหญ่ ดวงตาสีนิลก็ทอดมองไปยังพระจันทร์เสี้ยวแหว่งเว้าบนฟากฟ้า ใบหน้าหล่อเคร่งขรึมพลางกระดกสุรารสเลิศเข้าปากเสียหลายอึก เมื่อมองไปยังข้างกายก็มีข้ารับใช้รินสุราให้ไม่ขาดมือ เพราะหากขาดตอนเมื่อใดหัวของพวกเขาก็พลันหลุดออกจากบ่าไปด้วย

กายแกร่งยังคงเหม่อมองดวงจันทร์อย่างหลงใหล ยามที่จันทราส่องแสงรำไรความหลังยังวนเวียนซ้ำไปมา เขาไม่เคยลืมชีวิตที่เติบโตมาด้วยความเกลียดชัง ความโกรธเกรี้ยวภายในใจถูกระบายผ่านจอกสุราในมือทำให้จอกนั้นแหลกละเอียดเป็นผุยผงจนรู้สึกได้ถึงโลหิตที่เริ่มไหลรินแต่เขาทำเพียงปล่อยผ่านเท่านั้น

ความมึนเมาจากฤทธิ์สุราทำให้สติเริ่มถดถอย มือหนาคว้าเข้าที่คอเสื้อของบ่าวรับใช้ที่อยู่ใกล้พร้อมทั้งตะคอกเสียงกร้าว ขันทีน้อย

ผู้ต้อยต่ำที่ไม่รู้ว่าตนนั้นทำผิดสิ่งใดก็เริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว ถ้อยคำ

ดูถูกมากมายถูกพ่นออกมาจากปากของเจ้าเหนือหัวอย่างไม่จบสิ้น จ้าวอี้เทียนยังคงเห็นขันทีผู้ต้อยต่ำเป็นคนที่เขาเกลียดชัง เพียงไม่ช้าร่างของขันทีน้อยก็ถูกจักรพรรดิหนุ่มโยนลงไปในสระบัวอันหนาวเหน็บอย่างไม่แยแส ทิ้งให้เขาตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งมองแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปอย่างนึกคำนึง

เมื่อครั้นจบพิธีแต่งตั้งหานเฟิงก็ถูกนำตัวมาห้อง ๆ หนึ่ง ผิวกายถูกนางกำนัลขัดทุกซอกมุม แม้เขาจะทักท้วงก็ไม่เป็นผล จึงได้แต่จำยอมให้พวกนางนั้นทำตามใจ

“กุ้ยเฟยเพคะนี่เป็นฉลองพระองค์ที่ต้องใส่ในคืนนี้เพคะ” นางกำนัลน้อยเอ่ยบอกเตรียมพร้อมที่จะจัดแจงใส่ให้เขา

หานเฟิงเดินถอยหลังสายตาพลางหวาดหวั่นยามมองอาภรณ์ที่นางนำมา มันบางเฉียบจนเห็นเนื้อในหากเขายอมใส่มีหวังเห็นไปถึงไหน

ต่อไหนเป็นแน่ เช่นนั้นแล้วใครมันจะไปโง่งมยอมใส่ไอ้เศษผ้าเช่นนี้กัน หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอม!

“กุ้ยเฟยเพคะใส่เถอะนะเพคะ อีกไม่นานฮ่องเต้จะเสด็จมาแล้ว” นางกำนัลน้อยอ้อนวอน

“ไม่! หากพวกเจ้าชอบนักก็ใส่เสียเองสิ ข้าไม่สนว่าฮ่องเต้ของพวกเจ้าจะมาหรือไม่ แค่นี้มันก็เกินพอแล้ว” หานเฟิงกล่าวเสียงแข็งอย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอมใส่มันเด็ดขาด ให้ตายเสียยังดีกว่า

“ฝ่าบาทเสด็จ!” สิ้นเสียงประกาศก็ปรากฏร่างของบุรุษสูงศักดิ์เหนือผู้ใดในแคว้นก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามา ดวงตาสีนิลจ้องมองมายังแม่ทัพหนุ่มด้วยสายตาหยาบโลน

หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็รีบเอามือปิดหน้าอกแกร่งของตนไว้ในทันที ยามนี้เขาใส่เพียงกางเกงตัวเดียวเท่านั้น ทั้งที่เป็นบุรุษด้วยกันแต่ทำไมยามที่อีกฝ่ายจ้องมองเขาจึงต้องร้อนรนเช่นนี้ทั้งที่ก่อนหน้าก็มีเหล่าสตรีมากมายจ้องมองอยู่แท้ ๆ

“หากกุ้ยเฟยของเราไม่อยากใส่ก็ไม่เป็นไรเพราะคืนนี้ก็ต้องถอดออกหมดอยู่แล้ว” หานเฟิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็เหมือนถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอยากที่จะฆ่าเจ้าคนโฉดชั่วเสียบัดนี้

บัดซบ! เจ้าลูกเต่า

“พวกเจ้ารีบออกไปได้แล้ว ค่ำคืนนี้เราจะมีความสุขกับกุ้ยเฟย

ของเรา” จ้าวอี้เทียนกล่าวออกคำสั่ง เหล่านางกำนัลได้ฟังเช่นนั้นใบหน้าก็ต่างแดงก่ำเมื่อคิดถึงเรื่องราวน่ายินดีที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า พวกนางต่างถอยลับหายไปในราตรีด้วยความว่องไว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป