บทที่ 12 พระสนมแคว้นฉี 5/3
“เจ้าใคร่ต้องการเราแล้วหรือไม่สนมรัก” ฮ่องเต้หนุ่มดึงรั้ง
ร่างแกร่งเข้าหาตัวพลางเอ่ยเสียงแหบพร่าขึ้นข้างหู พระหัตถ์งามก็จับคางของอีกฝ่ายให้เชิดขึ้น ร่างสูงของแม่ทัพหนุ่มที่เริ่มไร้เรี่ยวแรงพยายามสะบัดมือของอีกฝ่ายให้ออกห่าง ถึงตายเขาก็ไม่ยอมให้เจ้าฮ่องเต้ชั่วนี้ยำยีตนอีกครั้งเป็นแน่
“ดูหน้าเจ้ายามนี้สิหานเฟิง เราอยากให้เจ้าเห็นมันนัก”
ร่างของหานเฟิงลอยขึ้นเหนือพื้นเข้าสู่อ้อมกอดแกร่งของฮ่องเต้หนุ่ม เขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงในการขัดขืน พยายามรวบรวมกำลังที่น้อยนิด
ปัดป่ายไปทั่วร่างหนา
“นิ่ง ๆ เดี๋ยวก็ตกไปตายหรอก” จ้าวอี้เทียนกล่าวออกมาอย่าง
ไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนจะเดินย่ำไปยังเตียงกว้างแล้ววางร่างผู้เป็นแม่ทัพด้วยความเบามือ
“ยะ…ยา…ยาพิษนั้นคือสิ่งใด” หานเฟิงถามเสียงตะกุกตะกักพยายามตะเกียกตะกายให้ไกลจากเจ้าคนเจ้าเล่ห์นี่
“ก็แค่ยาปลุกกำหนัด” จ้าวอี้เทียนโน้มกายลงจนใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้นก่อนที่จะเอ่ยตอบยิ้ม ๆ สายตาก็มองต่ำลงเรื่อย ๆ
“เจ้ามันชั่วช้าสิ้นดี” หานเฟิงเอ่ยเสียงแหบพร่าพยายามผลัก
ร่างหนาให้พ้นตัว จ้าวอี้เทียนยกยิ้มมุมปากก่อนที่สองมือหนาจะรวบข้อมือของอีกฝ่ายไว้เหนือหัว พร้อมใช้มืออีกข้างผลักร่างแกร่งลงเตียงแล้วขึ้นคร่อมร่างนั้นไว้ในตอนที่อีกฝ่ายนั้นไม่ทันได้ตั้งตัว
“มาดูสิว่าเจ้าจะทนได้อีกนานแค่ไหน”
“ข้า…ร้อน ร้อนเหลือเกิน” หานเฟิงแค่นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก พยายามใช้ลมปราณสะกดฤทธิ์ยาเอาไว้ ใบหน้าหล่อแดงระเรื่อเสมือนกับผลของลูกท้อยามสุกใส ริมฝีปากอวบอิ่มก็เผยอออกเพียงเล็กน้อยดูยั่วยวนคนมองจนไม่อาจจะละสายตา
นิ้วเรียวของฮ่องเต้หนุ่มไล่สัมผัสตรงแผงอกแกร่งแล้วจึงลากนิ้วลงต่ำเรื่อย ๆ สายตาดุจพยัคฆ์หรี่มองไปตามนิ้วมือของตนสัมผัสที่คุ้นเคยทำให้ผู้เป็นกุ้ยเฟยคนใหม่ถึงกลับครางต่ำในลำคออย่างห้ามไม่อยู่
“หึ ๆ ใคร่ที่จะให้เราสัมผัสเจ้าแล้วหรือสนมรัก” ด้วยฤทธิ์สุราจากกลิ่นกายของอีกฝ่ายและความใคร่ทำให้หานเฟิงดึงรั้งร่างสูงมารับจูบสัมผัสวาบหวาม
กลิ่นกำยานภายในห้องทำให้บรรยากาศและความเสน่หาที่
ไม่อาจสกัดกลั้น มือหนาไล่สัมผัสแผ่นหลังกว้างอย่างไม่คิดอาย
ทุกอากัปกริยาอยู่ในการควบคุมของผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น
จ้าวอี้เทียนละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่งก่อนที่พระพักตร์คมจะไล่ลงสัมผัสซอกคอขาวเนียน จากนั้นก็ขบเม้มเบา ๆ จนเกิดรอยกุหลาบ
สีจาง แม่ทัพหนุ่มครวญครางเสียงต่ำอยากที่จะผลักอีกฝ่ายให้พ้นตัวแต่ก็ไม่อาจที่จะสะกดข่มฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเอาไว้ได้อีก
เรียวปากนุ่มลิ้มรสไม่คลาย ลิ้นร้อนของผู้เป็นฮ่องเต้ไล่ไปยัง
ตุ่มไตที่เริ่มแข็งชูชันสองมือก็ปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนให้พ้นทาง เพียงแค่สัมผัสอันวาบหวามก็ตราตรึงอยู่ในอกอย่างไม่ทราบเหตุผล น่าโมโหตัวเองนักทั้งที่เป็นการกระทำที่ไม่น่าให้อภัย ชายหนุ่มสาบานกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่อาจจะให้อีกฝ่ายได้สัมผัสเรือนร่างของตนได้อีก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจจะหนีพ้นเงื้อมมือของคนเจ้าเล่ห์อย่างจักรพรรดิวิปลาสผู้นี้ไปได้ แต่จะโทษผู้ใดได้ต้องโทษให้กับความสะเพร่าของตัวเขาเอง
หยินหยางไม่อาจควบคุม เพลิงราคะภายในกายเริ่มแผดเผา
ขึ้นชื่อว่าเพลิงปรารถนาทุกสรรพสิ่งล้วนสรรสร้างจนไม่อาจแยกขาวดำ เฉกเช่นโชคชะตาของแม่ทัพหนุ่มที่คิดว่าเขาทำผิดสิ่งใดเหตุใดสวรรค์ถึงต้องกลั่นแกล้งให้ชอกช้ำเช่นนี้
“พร้อมหรือยัง” จ้าวอี้เทียนละปากออกกล่าวเสียงใคร่ ดวงตา
สีนิลสุกใสเป็นประกายในยามที่จดจ้องไปยังใบหน้าที่แดงราวผลตำลึงของผู้เป็นเชลยหนุ่ม หานเฟิงเม้มปากแน่นไม่เอ่ยสิ่งใดภายในใจกลับคิดว่านี่หรือสิ่งตอบแทนในความจงรักภักดีต่อบ้านเมืองที่เขาควรจะได้รับ
มือหนาของผู้เป็นฮ่องเต้บีบปากอีกคนให้เผยออก ลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวกลีบปากหวานก่อนที่จะแทรกเข้าไปเพื่อลิ้มลองน้ำหวานรสเลิศ ฝ่ามือใหญ่ก็คลึงเคล้าร่างแกร่งจนได้ยินเสียงครวญครางอื้ออึงดุจดั่งพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจะขยำเหยื่ออย่างไม่รู้จักพอ สอดประสานกับเสียงครวญครางของแม่ทัพหนุ่ม หานเฟิงไม่อาจควบคุมร่างกายของตนได้อีกต่อไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดหรือจุมพิตเร่าร้อนที่อีกฝ่ายมอบให้กันแน่
แม่ทัพหนุ่มร่างกายสั่นระริกยามที่อีกฝ่ายแทรกกายลง ท่อนขาแกร่งถูกจับให้ตั้งชันเผยให้เป็นกลีบดอกเหลียนฮวาที่ยังไม่ผลิบานปรากฏแก่สายตา จ้าวอี้เทียนยิ้มกริ่มไม่คิดว่าสูตรยาปลุกกำหนัดที่ตนพึ่งคิดค้นได้ผลชะงัดเช่นนี้ ฮ่องเต้หนุ่มโน้มใบหน้าลงต่ำก่อนที่ลิ้นสากจะลากเลียผ่านร่องสวาท
“อื้อ…สกปรก…ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ” หานเฟิงพยายามรวบรวมแรงที่มีผลักอีกฝ่ายออก ร่างแกร่งของเขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ยามที่ลิ้นของอีกฝ่ายชอนไชเข้ามาในร่องสวาทของตน ฝ่ามือหนาก็จิกเข้าที่กลุ่มเกศาของผู้เป็นฮ่องเต้ราวกับกำลังระบายความใคร่
เมื่อตกอยู่ในห่วงปรารถนาจ้าวอี้เทียนก็เหมือนสัตว์ร้ายที่
หิวกระหาย ความอดทนก็ขาดสะบั้นลง ความแข็งแกร่งใต้หว่างขาผงาดขึ้น เขาไม่รอช้าจับแท่งมังกรของตนสอดแทรกเข้าไปยังร่องสวาทของ
ผู้เป็นเชลยแคว้นฉี
“อ๊ะ...เจ็บ!”
ในค่ำคืนกล้ำกลืนภิรมย์เงาสองสะท้อนเปลวเทียนสั่นไหวตามสายลมพัดพาให้สองร่างกลายเป็นหนึ่งเดียว ฮ่องเต้หนุ่มไม่รอให้อีกฝ่ายได้ปรับตัว เขาโหมกายเข้าออกอย่างลึกล้ำ ทุกสัมผัสแทรกแซงล่วงล้ำเข้ามาช่างแสนเจ็บปวดและสุขสมภายในเวลาเดียวกัน การร่วมรักครั้งนี้มันไม่ได้รุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมา มังกรที่โหดร้ายบัดนี้กลับอ่อนโยนยามที่มอบรสสวาทให้แก่เขา
“อื้ม” หานเฟิงครางเสียงต่ำพยายามสะกดกลั้นเสียงน่าอายไม่ให้หลุดรอดออกไป ด้วยฤทธิ์ยาที่ไม่อาจควบคุม ความปรารถนาอันหวานล้ำเข้าแทรกแซงให้ตกอยู่ในห้วงราคะ กายแกร่งของจ้าวอี้เทียนกำลังควงเข้าออกอย่างม้าศึกในยามสงคราม ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วย
ไฟราคะที่แผดเผา
“อืม…เจ้าทำให้เราสุขสมเหลือเกินหานเฟิง” จ้าวอี้เทียนกล่าวเสียงแหบพร่าก่อนที่จับกายแกร่งของแม่ทัพหนุ่มพลิกให้ก้นงามงอน
ลอยเด่นแก่สายตาอีกครั้ง อีกมือก็จับร่างหนากดเข้ากับเตียงนุ่ม
แท่งหยกแกร่งพัวพันสองเสียงครวญครางออกมาอย่างสุขสม การเสพสังวาสดำเนินไปอย่างเนิ่นนานเชื่องช้า ฮ่องเต้หนุ่มแฝงกายลึกล้ำกล้ำกลืนค่ำคืนภิรมย์หมาย
“อะ…ลึก ลึกไป” หานเฟิงครางเสียงกระเส่า สองมือจิกเกร็งกำผ้าปูเตียงแน่น เพลิงราคะแผดเผาให้ไม่อาจหยุดยั้ง กายแกร่งเสียดสีไปกับเตียงกว้างยามที่อีกฝ่ายมอบสัมผัสวาบหวิวเข้ามาเพียงไม่นานก็เกิดเสียงคลื่นกระทบฝั่งอย่างรุนแรง หลั่งพิสุทธิ์เข้ามาแนบกาย
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยถึงยามใด ฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดก็หมดสิ้นลง หานเฟิงจดจำได้เพียงร่างกายที่อ่อนล้าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและใบหน้าที่สุขสมของอีกฝ่ายในยามมองมาที่ตน เขายกยิ้มตรงมุมปากให้กับความอดสูในโชคชะตาของตนภายในใจแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
“ข้าเกลียดเจ้า จ้าวอี้เทียน!”
