บทที่ 5 ปะทะคารม 3/1
วัสสานฤดูพ้นผ่าน การค้าในเมืองหลวงคึกคักกว่าเช่นทุกวัน ผู้คนต่างออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก ฮ่องเต้พระองค์นี้ดีกว่าฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นไหน ๆ สมัยรัชกาลก่อนหน้านี้แคว้นจ้าวมีแต่ความแห้งแล้ง ชาวเมืองอยู่อย่างอดอยาก ขอทานมีให้เห็นในทุกหย่อมหญ้า พวกขุนนางในราชสำนักต่างใจคดรีดไถภาษีราษฎรจนเดือดร้อนไปทั่วทั้งแคว้น ฮ่องเต้ก็มัวแต่ร่ำสุราเคล้านารีจนไม่มีเวลาบริหารบ้านเมือง
ต่างจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่บริหารบ้านเมืองด้วยความเป็นธรรม ค้าขายเจริญรุ่งเรือง อีกทั้งยังลดการจ่ายภาษีออกไปถึงสองปี ทำให้จากที่เคยมีขอทานให้เห็นอยู่ทั่วไปก็มิมีให้เห็นอีกเลย ถึงแม้ฮ่องเต้จะเป็นจักรพรรดิที่โหดเหี้ยมแต่ก็ทำให้อาณาประชาราษฎร์อยู่ดีมีสุขกันทั่วถ้วน
ร่างสูงสง่าทรงอำนาจในชุดมังกรสีดำแผ่กลิ่นอายของผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น ย่างกรายเข้ามาในเขตพระราชฐานภายในตำหนักหยงโชว่ ดวงพระพักตร์หล่อเหลามีสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อได้ทราบข่าวของเชลยหนุ่มที่พระองค์ทรงจับมา แต่ก็ต้องแปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นนางกำนัลที่ส่งไปคอยดูแลพระสนมองค์ใหม่ยืนคอยอยู่หน้าตำหนัก
“พวกเจ้ามายืนทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่ดูแลพระสนมของเราให้ดี” พระสุรเสียงอันทรงอำนาจกล่าวถาม เพราะคิดว่าพวกนางกำนัลละเลยหน้าที่ที่ตนมอบหมายให้ดูแลหานเฟิงในยามที่เขาออกว่าราชการเพราะกลัวอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อมิอะไรไม่ถนัด
“ฝ่าบาทโปรดประทานอภัยเพคะ พระสนมให้พวกหม่อมฉันมายืนรอด้านนอกเพคะ” หนึ่งในนางกำนัลเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่ว่าอย่างไรพวกนางก็ไม่เคยเลิกกลัวจักรพรรดิวิปลาสผู้นี้
“เยี่ยงนั้นหรอกหรือ” ฮ่องเต้หนุ่มตรัสออกมาไม่ดังมากนัก ก่อนจะสั่งให้นางกำนัลเปิดประตูตำหนักออกแต่แล้วก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น
เพล่ง!
“นั่นเจ้าจะไปไหน” จ้าวอี้เทียนถามออกไปพลางมองสำรวจอีกฝ่ายหัวจรดเท้า
หานเฟิงที่ในมือทั้งสองข้างถือห่อสมบัติล้ำค่าเอาไว้ก็ตกใจจนทำของในมือตก ทำไมเจ้าฮ่องเต้นี่ถึงกลับมาเร็วเพียงนี้ ไหนบอกว่าออกว่าราชการอยู่อย่างไร เช่นนี้แผนการหลบหนีของเขาคงต้องล่มเป็นแน่
‘ข้าขอโทษนะหลิงจิ้ง ข้าคงไปช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว’
แม่ทัพหนุ่มได้แต่ร้องสำนึกผิดอยู่ในใจ ตัวเขาเองไม่ได้เป็นไรมากถึงแม้จะถูกเจ้าสารเลวนั่นย่ำยีแต่ก็ถือว่าให้ทานสุนัขไปไม่คิดเอาความ ห่วงก็แต่สหายของตนที่ยามนี้ไม่รู้จะเป็นเช่นไร
“นี่เจ้าคิดจะหนีเราหรือ” เสียงทุ้มกล่าวก่อนจะเดินเข้ามากระชากแขนอีกฝ่ายเข้าหาตัว ทำให้แม่ทัพหนุ่มที่ถือของอยู่เต็มมือต้องตกใจทำข้าวของหล่นกระจัดกระจาย ดวงเนตรสีนิลจากที่เคยสว่างสุกใสเริ่มผันแปรเสมือนมีไฟลุกโชน
“ปล่อยข้า!” หานเฟิงสะบัดแขนของตนออก รอยบีบสีจางมีให้เห็นอย่างเด่นชัด ในเมื่อหลักฐานคาตาเสียขนาดนี้เขาก็ไม่มีอะไรจะปฏิเสธ ชายชาตินักรบทำผิดก็ต้องยอมรับ
ทว่าความเงียบกลับเข้ามาเยือนภายในตำหนักที่แสนใหญ่โตแห่งนี้ ฮ่องเต้หนุ่มได้แต่ยืนนิ่งดังรูปปั้นกวนอู ดวงเนตรเสมือนกำลังจะกินเลือดเนื้อของอีกฝ่าย สองตาประสานอย่างไม่มีใครคิดจะหลบเลี่ยงจากอีกฝ่ายไปเลย
หานเฟิงกล้าดีอย่าวไรถึงคิดหลบหนีจากวังหลวงแห่งนี้ เชลยที่จะออกจากที่นี่ไปได้มีเพียงความตายเป็นเครื่องนำทางเท่านั้น! ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะข้ามสะพานไน่เหอไปแล้วเขาก็ยังจะตามหาให้เจออยู่ดี เช่นนี้แล้วคนผู้นี้ยังกล้าดีคิดต่อกรกับมังกรทมิฬอย่างเขาอีกหรือ
“เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะไปจากแคว้นจ้าวได้” จ้าวอี้เทียนเอ่ยทำลายความเงียบ ครั้นเมื่อไม่อาจกระทำการหยาบช้าเฉกเช่นเมื่อคืนได้ เขาจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายทำลายศึกแห่งอารมณ์ในครั้งนี้ลง หานเฟิง
ไม่กล่าวอันใดซ้ำยังก้มเก็บข้าวของที่ตกพื้น
“พอได้แล้วหานเฟิง! นี่เจ้าคิดจะยั่วโทสะเราไปถึงเมื่อไรกัน”
“ก็จนกว่าเจ้าจะอกแตกตายกระมัง” แม่ทัพหนุ่มกล่าวออกมาอย่างไม่ไยดีนัก ทำให้คนฟังอย่างจ้าวอี้เทียนต้องโกรธจนควันออกหูอีกครั้ง
“เจ้าอยู่ที่นี่ไม่ดีตรงไหน เราก็สั่งให้พวกนางกำนัลปฏิบัติกับเจ้าดังเช่นเจ้านายผู้หนึ่ง” จ้าวอี้เทียนเอ่ยถึงความสะดวกสบายที่เขามอบให้อีกฝ่ายมากกว่าเชลยคนอื่นเป็นไหน ๆ แต่แม่ทัพหนุ่มกลับคิดจะหนีเขาไป
“หึ! ข้าไม่ต้องการ ผู้ใดจะอยากไปอยู่กับคนวิปลาสเช่นเจ้ากัน” หานเฟิงกล่าววาจาเสียดแทงโดยไม่สนใจว่าคำพูดของตนจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกเช่นไร
“ถึงเราจะวิปลาสเราก็เป็นสามีของเจ้า” จ้าวอี้เทียนเอ่ยออกมาอย่างไม่อายปาก ซ้ำยังดึงรั้งแม่ทัพหนุ่มเข้าหาตัวทำให้ทั้งสองแนบชิด ดวงพระเนตรงามจ้องมองผู้ที่อยู่ภายใต้อ้อมกอดด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
จ้าวอี้เทียนไม่เคยมีสนมที่ทำให้พระองค์คิดจะสนใจมาก่อน เลยทำให้ทำตัวไม่ถูก แต่เขาเป็นถึงจักรพรรดิแคว้นจ้าวแล้วเหตุใดเขาจะต้องยอมแพ้แม่ทัพผู้ต่ำต้อยเช่นหานเฟิงด้วยเล่า
“เจ้าคนสารเลว! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” แม่ทัพหนุ่มพยายามดิ้นหนีจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายที่เริ่มจะรัดเขาแน่นเป็นงูรัดเหยื่อ
“เราว่าเจ้าสงบปากสงบคำไว้ดีกว่านะหานเฟิง อย่าลืมสิว่ารองแม่ทัพของเจ้ายังอยู่ในกำมือของเรา ถ้าไม่อยากให้เราสั่งตัดหัวเขายามนี้ ก็จงอยู่ที่นี่เสีย” คำขู่ของจ้าวอี้เทียนทำเอาชายหนุ่มชะงักพลันนึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยบอบช้ำของรองแม่ทัพคนสนิทอย่างหลิงจิ้งแล้วนั้นแม่ทัพหนุ่มก็ปวดใจยิ่งนัก เป็นเพราะเขาไม่ดีเองแคว้นฉีเลยตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นจ้าว แม่ทัพหนุ่มหวังว่าจะมีสักวันที่องค์ชายสักพระองค์จะคิดกอบกู้บ้านเมืองและปลดปล่อยเอกราชจากแคว้นจ้าว
