บทที่ 6 ปะทะคารม 3/2
จ้าวอี้เทียนผละอ้อมกอดออกจากตัวแม่ทัพหนุ่ม ดวงหน้าเหี้ยมโหดแววตาดั่งนักเชือดใหญ่ในโรงฆ่าสัตว์ที่กำลังลับมีดอันคมกริบ จ้องเขม็งมายังผู้เป็นเชลยหนุ่มด้วยสายพระเนตรอันดุดันทมิฬดั่งมารร้าย หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็หากลัวคนตรงหน้าไม่ ซ้ำยังกล่าววาจาเจ็บแสบ
ไม่แพ้กัน
“เป็นเช่นนั้นเจ้าก็ฆ่าข้าเสียแล้วปล่อยรองแม่ทัพของข้าไป หรือว่าเจ้าเป็นพวกชายตัดแขนเสื้อ[1]ที่ชมชอบบุรุษด้วยกันเลยไม่คิดจะปล่อยข้า”
"หึ แล้วทำไมคิดว่าเราจะไม่ชอบบุรุษเช่นเจ้าเล่า” เรียวนิ้วขาวลูบไล้ไปทั่วแผงอกแกร่งที่มีอาภรณ์ทาบทับ จ้าวอี้เทียนอยากจะมุดแผ่นดินหนีเสียยามนี้ นี่เขากำลังทำอะไรอยู่ ทำเช่นนี้ก็เหมือนกับสตรีกำลังยั่วยวนบุรุษอยู่อย่างไรอย่างนั้นไม่ใช่หรอกหรือ
“หรือว่าเจ้าอยากจะลองมันอีกรอบ” จ้าวอี้เทียนเอ่ยถามขึ้น มาถึงขั้นนี้แล้วเขาจะต้องอายอันใดอีกเพราะอีกไม่กี่วันหานเฟิงก็จะถูกแต่งตั้งให้เป็นสนมของเขาแล้ว
“เจ้า! เจ้ามัน…” หานเฟิงชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความโมโหโกรธา ทำไมเจ้าบ้านี่ถึงได้หน้าหนาขนาดที่พูดเรื่องเช่นนั้นโดยไม่อายฟ้าดินได้เช่นนี้กัน
“เรามันอะไร” เอ่ยถามวาจาราบเรียบหากแต่สายตาคมกริบยังจ้องมองอีกฝ่ายราวกับกำลังหาเรื่องอยู่อย่างนั้น
“เจ้า! เจ้ามันไอ้ลูกเต่าบัดซบ!”
“ถึงเราจะเป็นลูกเต่าก็ทำให้เจ้าร้องครวญครางได้ทั้งคืนแล้วกัน” จ้าวอี้เทียนเอ่ยวาจาชวนโมโหกว่าเดิม ทำเอาหานเฟิงแทบลมจับกับคำพูดบัดซบนั้น
“เจ้า…เจ้า!”
“อยากจะด่าอะไรก็เชิญ เราจะดูสิว่าเจ้าจะด่าเราได้อีกกี่น้ำกัน” ฮ่องเต้หนุ่มสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนกับคำด่าทอของอีกคนแม้แต่น้อย ทำราวกับว่ากำลังฟังเสียงจิ้งหรีดเรไรอย่างไรอย่างนั้น
หึ! ตอนเป็นองค์ชายหางแถวเขาโดนมามากกว่านี้เสียอีก คำพูดแค่นี้ไม่ระคายผิวของมังกรหนุ่มแม้แต่น้อย
“อ้อแล้วอีกอย่างเจ้าด่าเราหนึ่งคำเราจะลงโทษเจ้าหนึ่งครั้ง เจ้าว่าดีหรือไม่” คำขู่ของจ้าวอี้เทียนทำเอาหานเฟิงที่พึ่งจะคิดคำด่าได้ต้องกลืนมันลงคอในทันที
“ไหนไม่ด่าเราแล้วหรือ คิดว่าจะแน่เสียอีก” คำพูดเย้ยหยันออกมาจากปากของจักรพรรดิหนุ่ม
“เจ้า เจ้ามัน...โถ่เว้ย!” หานเฟิงไม่รู้จะคิดคำด่าทอคำไหนมาเปรียบกับเจ้าลูกเต่าบัดซบนี้ดี ยามนี้ในใจของเขามีเพียงสิ่งเดียวที่อยากกระทำเท่านั้น นั่นคือการเอากระบี่สักพันเล่มมาบั่นคอเจ้าลูกเต่านี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“ไม่ด่าเราแล้วหรือ”
“ไม่! ข้าไม่อยากเสวนากับเจ้าแล้ว” พูดจบแล้วจึงทำท่าทางตึงตังก่อนจะเดินออกมาจากตำหนัก
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
หานเฟิงไม่สนใจคำเรียกของอีกฝ่ายเลยสักนิด ครั้นเมื่อเขาเดินมาเปิดประตูตำหนักออกก็พบกับเหล่านางกำนัลและขันทีจำนวนหนึ่งที่คอยอยู่ตรงหน้าประตู
“พระสนมจะไปไหนเพคะ” นางกำนัลคนเมื่อเช้าถามขึ้นเมื่อเห็นว่าแม่ทัพหนุ่มมาหยุดอยู่ที่หน้าของนาง
“เรื่องของข้าแล้วข้าก็ไม่ใช่พระสนมของพวกเจ้าด้วย” เขาว่าแล้วเดินออกมาโดยไม่สนใจพวกนางกำนัลกับขันทีเลยสักนิด
เดินมาเรื่อย ๆ หานเฟิงก็พบกับความใหญ่โตของพระราชวังแห่งนี้และดูเหมือนว่าจะใหญ่กว่าวังหลวงที่แคว้นฉีเสียอีก แต่น่าแปลกที่เขาออกมาได้โดยที่คนพวกนั้นไม่ตามมาเลยสักนิด เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าพวกนั้นได้ปล่อยเสือเข้าป่าหรอกหรือ
“หึ! เจ้ามันโง่เง่าจ้าวอี้เทียนที่ปล่อยข้ามา” มุมปากหยกยกยิ้มขึ้นเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ตามเขามาเป็นแน่
“ว่าแต่ข้าจะไปที่ไหนดี” แม่ทัพหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมหันซ้ายขวาก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปเส้นทางไหนดีเพราะวังหลวงใหญ่โตเพียงนี้หากไม่มีเลือกทางดี ๆ มีหวังคงแคล้วไม่ได้พบหลิงจิ้งเป็นแน่
หานเฟิงเดินมาเรื่อย ๆ ก็พบกับเหล่าทหารมากมายที่ประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ ถือว่าวางระบบการป้องกันได้ดีทีเดียว แม่ทัพหนุ่มเข้าไปหลบพวกทหารกองหนึ่งที่กำลังเดินขบวนกันมา ถ้าเขาจำไม่ผิดทางนี้เป็นทางที่จะไปคุกหลวงที่หลิงจิ้งอยู่ไม่ผิดแน่ชายหนุ่มซ่อนเร้นกายในเงามืดมาจนถึงคุกที่คุมขังรองแม่ทัพคนสนิท หากแต่จะให้บุ่มบ่ามเข้าไปคงไม่ดีแน่
ฟิ้ว! ฟึบ!
“นั่นใคร” พวกทหารเอ่ยออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงของอะไรบางอย่างดังขึ้นในความมืด
“พวกเจ้าไปดูเร็ว” นายทหารสองนายวิ่งหน้าตั้งไปดูเสียงที่เกิดขึ้นตามหน้าที่ของตน
“หลอกง่ายจริง ๆ”
“เจ้าว่าใครหลอกง่ายอย่างนั้นหรือ” เสียงกระซิบแผ่วดังขึ้นข้างหูของหานเฟิง แม่ทัพหนุ่มรีบหันหน้าไปมองเสียงที่คุ้นเคยนั้นในทันที
“เจ้าลูกเต่า!”
“ว่าอย่างไร เราไม่คิดว่าแมวอย่างเจ้าจะซุกซนจนมาถึงที่นี่เลยนะหานเฟิง” จ้าวอี้เทียนว่าออกมาก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเขาจะเดินมาช้อนตัวของผู้เป็นแม่ทัพแห่งแคว้นฉีจนตัวลอย
หานเฟิงในอ้อมแขนของจ้าวอี้เทียนโวยวายในทันทีพยายามทุบตีจักรพรรดิหนุ่มให้ปล่อยตัวเขาลง เสียงเอะอะของหานเฟิงได้ยินไปทั่วบริเวณ พวกนางกำนัลและทหารที่ผ่านไปมากลัวว่าฮ่องเต้จะทรงกริ้วแล้วสั่งประหารอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนั้นจริง ๆ
ตุบ!
“โอ๊ย! เบา ๆ ไม่เป็นหรืออย่างไร”
“ขออภัย เจ้าตัวหนักเราเลยปวดแขน” จ้าวอี้เทียนว่าออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ทำเอาหานเฟิงที่ถูกโยนลงอย่างไม่เบามือมองตาขวาง ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่เจ็บเพราะเรื่องเช่นนี้หากแต่เพราะไอ้ลูกเต่าบัดซบที่ทำให้ช่องทางด้านหลังของเขาระบมแล้วยังมาโยนกันแบบนี้อีก ถึงเขาจะหนังหนาเป็นกระบือก็มิอาจทนไหว
[1] มีสำนวนจีนสำนวนหนึ่งคือ 'ต้วนซิ่วจือผี่ (斷袖之癖)' แปลว่า 'พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ' ซึ่งมีความหมายเปรียบเปรยถึงคนรักร่วมเพศ
