บทที่ 7 ปะทะคารม 3/3
“เจ้าเป็นไรไป” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมลุกจากพื้นเสียที ฮ่องเต้หนุ่มจึงเอ่ยถามออกไป หานเฟิงไม่ได้ตอบอะไรเพียงมองหน้าเขานิ่ง ๆ เท่านั้นก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น
“เจ้าบอกว่าข้าเป็นสนมของเจ้าใช่หรือไม่” หานเฟิงยิงคำถามใส่อีกฝ่ายเพราะเขารู้มาว่าคนที่เป็นสนมต้องมีสิทธิ์ในหลายเรื่องอยู่พอสมควร
“ก็ใช่หรือว่าเจ้าจำไม่ได้จนอยากจะทบทวนความจำ” จักรพรรดิหนุ่มแสยะยิ้มร้ายมองมายังบุรุษตรงหน้าเสมือนกับอีกฝ่ายเป็นเหยื่อกันโอชะ
“อย่ามามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น” หานเฟิงโวยวายเมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้สายตาหยาบโลนเช่นนั้นมองเขา
“ก็นึกว่าอยากทบทวนความจำ” จ้าวอี้เทียนยังกล่าววาจาชวนโมโหอีกครั้ง
“ไม่! เจ้าบอกว่าข้าเป็นสนมของเจ้า เช่นนั้นข้าก็ขอให้เจ้าปล่อยคนของข้าซะจ้าวอี้เทียน” แม่ทัพหนุ่มบอกถึงจุดประสงค์ของตนไป
“หึ ๆ นี่เจ้าคิดว่าเราโง่อย่างนั้นหรือ” หานเฟิงอยากจะตอบออกไปว่า ‘ใช่’ แต่ก็ต้องสงบปากสงบคำของตนเองไว้
“แล้วได้หรือไม่”
“เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เพียงนั้นเลยหรือหานเฟิง” จ้าวอี้เทียนถามออกมาเสียงเรียบ มังกรหนุ่มอย่างเขาไม่โง่พอที่จะโดนแม่ทัพต่ำต้อยอย่างหานเฟิงหลอกโดยง่ายเช่นนี้แน่ ถ้าเขาปล่อยคนของอีกฝ่ายไปแล้ว เขาจะเอาเรื่องไหนมาต่อรองให้อีกฝ่ายอยู่กับเขากันเล่า
“ก็เจ้าบอกเองว่าข้าเป็นสนมของเจ้า” หานเฟิงกล่าวออกมาพร้อมทั้งจ้องมองไปยังนัยน์ตาคู่สวยของจักรพรรดิหนุ่ม จ้าวอี้เทียนไม่ได้ตอบอะไรซ้ำยังเดินหนีไปยังอีกห้องหนึ่ง
“นั่นเจ้าจะไปไหน เจ้ายังไม่รับปากข้าเลยนะจ้าวอี้เทียน” หานเฟิงโวยวายแต่ก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไป เมื่อมาถึงศาลาริมน้ำเขาก็พบกับอาหารมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะหินที่แกะสลักลวดลายกิเลนพร้อมด้วยเหล่านางกำนัลและขันทีจำนวนหนึ่ง
“พระสนม” พวกเขาทำความเคารพหานเฟิงอย่างนอบน้อมตามแบบแผนทำให้แม่ทัพหนุ่มเริ่มทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
“จะยืนอีกนานหรือไม่ มานั่งสิไม่หิวหรืออย่างไร” เจ้าลูกเต่าน่ารำคาญพูดพร้อมกับคีบอาหารเข้าปากของตน หานเฟิงที่ไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับอีกฝ่ายอีกเลยเดินเข้าไปนั่งเงียบ ๆ ครั้นเมื่อได้กลิ่นอาหารอันโอชะที่หอมเตะจมูกทำเอาท้องของเขาร้องออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“รออะไรอยู่ทำไมไม่กิน หรือจะให้เราใช้ปากป้อน” เจ้าลูกเต่าแสยะยิ้มร้ายอีกครั้ง คำพูดที่ไม่อายฟ้าอายดินของอีกฝ่ายทำเอาหานเฟิงอยากจะเอาดาบบั่นคอตนเองตายให้รู้แล้วรู้รอด
‘เจ้านี่มันหน้าหนาเสียจริง!!’
“ข้ากินเองได้ไม่ต้องมาขู่” เขาตอบก่อนจะคีบอาหารสองสามอย่างเข้าปากของตนอย่างรีบร้อน
“เดี๋ยวก็สำลักตายหรอก เราไม่อยากหาเชลยหนุ่มที่ถูกใจเราใหม่หรอกนะ” จ้าวอี้เทียนว่าออกมาอย่างไม่จริงจังนัก เขาเลือกที่จะคีบอาหารไม่เน้นจานใดจานหนึ่งเข้าปากของตน
“ตายก็ดีจะได้หนีพ้นเรื่องบ้าบอเช่นนี้” แม่ทัพหนุ่มว่าออกมาเสมือนกับเรื่องที่ตนพูดนั้นเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ
“หึ เรายังไม่บอกให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตายเข้าใจหรือไม่” ผู้เป็นฮ่องเต้กระชากแขนอีกฝ่ายเข้าหาตัว ทำให้หานเฟิงที่กำลังจะคีบอาหารเข้าปากทำตะเกียบทองหล่นจนเกิดเสียงดัง เขาไม่รู้ว่าตนทำสิ่งใดผิดทำไมอีกฝ่ายต้องโกรธเขาถึงเพียงนี้
“ชีวิตของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มากำหนดว่าจะให้ข้าเป็นหรือตาย จ้าวอี้เทียน” หานเฟิงกล่าวออกไปอย่างไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโกรธจน
หน้าดำหน้าแดง
“ทำไมเราจะไม่มีสิทธิ์ ถ้าเราไม่สั่งเจ้าก็ห้ามตาย!” ฮ่องเต้หนุ่มตวาดออกมาเสียงสั่นเครือ คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ฟางเส้นสุดท้ายที่เขาเก็บซ่อนมาต้องขาดสะบั้นลง พระสุรเสียงอันทรงอำนาจของเขา
ทำให้เหล่านางกำนัลและขันทีที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างสะดุ้งอย่างสุดตัว เพราะเมื่อใดที่ฮ่องเต้ทรงกริ้วนั้นตำหนักแห่งนี้มีหวังราบเป็นหน้ากลอง
“หึ ๆ” หานเฟิงหัวเราะให้กับความน่าสมเพชของตนเองที่แม้แต่ความตายเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับมัน
“เจ้าต้องเป็นสนมของเราไปจนกว่าเราจะเบื่อเจ้า เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะเป็นหรือตายมันก็เรื่องของเจ้าหานเฟิง”
“หึ ๆ ข้านี่ช่างน่าสมเพชเสียจริง” แม่ทัพหนุ่มว่าออกมาอย่างนึกสมเพชกับชีวิตบัดซบของตน
“รู้ตัวก็ดี เจ้ามันแค่ของเล่นในกรงทองของเราเท่านั้น จำเอาไว้!” ฮ่องเต้หนุ่มกล่าวจบก็ปล่อยมืออีกฝ่ายให้เป็นอิสระแล้วจึงหันไปกินอาหารต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน ปล่อยให้แม่ทัพหนุ่มนั่งสมเพชกับชีวิตของตนที่ไร้ซึ่งความหวัง หานเฟิงนั่งกินอาหารเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนาใดหลุดออกมาจากปากของคนทั้งสองจนบรรยากาศโดยรอบศาลาริมน้ำแห่งนี้อึมครึม
‘เสี่ยวเหมี่ยน’ หนึ่งในนางกำนัลตำหนักหยงโช่วที่คอยดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ก็นึกสงสารพระสนมพระองค์ใหม่นี้เสียเหลือเกินที่ต้องมาคอยรองรับอารมณ์เกรี้ยวกราดของมังกรทมิฬอย่างจ้าวอี้เทียน เพราะนางรู้ดีแก่ใจว่าฮ่องเต้พระองค์นี้หากผู้ใดที่ทำให้เขาไม่พอใจแล้วอย่าหวังว่าจะได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแต่ดูเหมือนว่าพระสนมผู้น่าสงสารจะไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย หญิงต่ำต้อยอย่างนางคงได้แต่ปรารถนาจะปรนนิบัติรับใช้อีกฝ่ายด้วยความภักดี
