บทที่ 9 วาจาที่เจ็บช้ำ 4/2
ท้องพระโรง
ร่างสูงทรงอำนาจในชุดมังกรสีดำสนิทนั่งบนบัลลังก์มังกรด้วยความสง่า สายพระเนตรราวกับมัจจุราชจ้องมองเหล่าขุนนางผู้ต่ำต้อยอย่างสมเพช นิ้วเรียวงามเคาะเข้าที่บัลลังก์อย่างเป็นจังหวะ ทำเอาบรรดาขุนนางรู้สึกถึงพายุลูกใหญ่ที่จะมาเยือนในไม่ช้า พวกเขาอยากที่จะเอ่ยเตือน ‘ใต้เท้าเหยี่ยน’ ขุนนางใหญ่ที่กำลังกล่าวรายงานถวายฎีกาต่อองค์จักรพรรดิถึงความไม่เหมาะสมที่จะตั้งแม่ทัพใหญ่แคว้นฉีเป็น
พระสนม โดยว่าหากแต่งตั้งคนผู้นี้เป็นพระสนมแล้วนั้นภัยร้ายจะมาเยือนยังแคว้นจ้าวก็เป็นได้
จ้าวอี้เทียนนั่งฟังวาทศิลป์ของขุนนางเฒ่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น สายพระเนตรจ้องมองขุนนางเฒ่าเสมือนกับว่าเป็นการเตือนให้อีกฝ่ายนั้นได้เงียบปากลง แต่ถึงกระนั้นขุนนางเฒ่าก็ยังกล่าวต่อไปโดยไม่เกรงกลัวพระอาญา
“ฝ่าบาท คนสกุลหานผู้นั้นเป็นแม่ทัพแคว้นฉี หากตั้งเป็น
พระสนม กระหม่อมเกรงว่าในอีกไม่ช้าเขาจะนำภัยร้ายมายังบ้านเมืองและฝ่าบาท ขอฝ่าบาทโปรดทรงไตร่ตรองด้วยเถิด”
“ภัยร้ายอย่างไรหรือใต้เท้าเหยี่ยน” เมื่อฟังจบก็ทรงตรัสถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“เขาเป็นแม่ทัพแคว้นฉี ผู้เป็นแม่ทัพย่อมไม่ทรยศบ้านเมืองของตน คนผู้นี้ไว้ใจไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“หากเป็นเช่นนั้นจริงเราจะรับผิดชอบเองท่านไม่ต้องเป็นกังวล” สุรเสียงทรงอำนาจตรัสบอกผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นขุนนางใหญ่อย่างไม่นึกถือโทษ จ้าวอี้เทียนรู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดเช่นนี้เพียงเพราะเป็นห่วงบ้านเมืองเท่านั้น หากเขาใช้อารมณ์ในการตัดสินเห็นทีจะเป็นที่ติฉินเอาได้
เมื่อจบเรื่องการแต่งตั้งพระสนมไปแล้ว ขุนนางแถวหน้าสุดจึงถวายรายงานต่อฮ่องเต้เรื่องปากท้องของประชาชนต่อ เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยามอู่[1]การว่าราชการจึงสิ้นสุดลง
ณ ตำหนักไร้ซึ่งเสียงพูดคุยใด ๆ จากเจ้าของตำหนักทั้งสองพระองค์ ดูเหมือนว่าพระสนมองค์นี้จะไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของฮ่องเต้ที่ได้ชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุดในแผ่นดินแม้แต่น้อย ซ้ำยังจ้องหน้าอีกฝ่ายราวกับอยากจะฆ่าแกงเสียให้ได้ ทำให้นางกำนัลและขันทีไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย
“เจ้ามันวิปลาสไปแล้วจ้าวอี้เทียน ข้าเป็นบุรุษจะเป็นสนมของเจ้าได้เช่นไร หากอยากมีสนมนักก็ไปรับเอาหญิงสาวชาวเมืองจ้าว ไม่เกี่ยวกับข้า!”
จ้าวอี้เทียนยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยตอบขึ้นประโยคหนึ่ง “กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เรามีรับสั่งให้แต่งตั้งเจ้าเป็นพระสนมไปแล้ว
ไม่อาจถอนคำสั่งได้”
หานเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ฟึดฟัดเสียยิ่งกว่าเก่า หากมีกระบี่อยู่ในมือยามนี้รับรองได้ว่าเขาจะเอามันบั่นคอคนผู้นี้แบบไม่คิดชีวิตอย่างแน่นอน
“เจ้าเพียงเตรียมตัวให้ดีก็พอ ไม่ต้องกังวลไป” จ้าวอี้เทียนกล่าวเสียงหวานพลางยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ข้าหาได้กังวลดั่งเจ้าว่า แต่ข้าไม่อยากเป็นสนมของคนวิปลาสเข่นฆ่าพี่น้องอย่างเจ้าจ้าวอี้เทียน!” สายตาของหานเฟิงที่ยามนี้ร้อนดั่งกองเพลิงที่รุกโชนด้วยความโกรธจ้องมองผู้ที่ได้ชื่อว่าฮ่องเต้ของแผ่นดินอย่างไม่กลัวพระอาญา
“พวกมันสมควรตายแล้ว” จ้าวอี้เทียนเอ่ยตอบเสียงเรียบก่อนจะลุกพรวดเดินออกไป ทำเอาผู้เป็นแม่ทัพถึงกับงงงวยได้แต่เดาว่าคำพูดของตนคงไปแทงใจดำอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง เขาจึงแอบสะใจอยู่ไม่น้อย
ครั้นเมื่อมาถึงตำหนักใหญ่ข้าวของก็ถูกความเกรี้ยวกราดของ
ผู้เป็นฮ่องเต้กวาดทิ้งกระจัดกระจายอย่างไม่ไยดี พระหัตถ์นวลกำเข้าหากันแน่นจนเกิดเลือดซึมออกมา แต่ก็ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดเท่าวาจาของอีกฝ่าย เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวครั้งอดีตของตนที่เป็นเพียงองค์ชายปลายแถวที่มักจะโดนบรรดาองค์หญิงองค์ชายตำหนักต่าง ๆ กลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง คนพวกนั้นเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเหยียดหยามชีวิตของเขาเพียงเพราะเขาเกิดจากสนมผู้ต่ำต้อย จ้าวอี้เทียนไม่เคยลืมความเจ็บช้ำที่
หล่อหลอมให้เขาเป็นปีศาจร้ายเข่นฆ่าพี่น้องเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
แต่ผู้ใดเล่าจะรับรู้ว่าเขานั้นก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน ชั่วชีวิตหนึ่งที่ต้องเข่นฆ่าผู้คนมากมาย มือที่จับดาบย้อมไปด้วยโลหิต สร้างบาดแผลภายในใจให้กับฮ่องเต้หนุ่มจนหยั่งรากลึกให้เขาเกลียดตัวตนที่น่าชิงชังของตน
ครั้นเมื่อหลับตาภาพเรื่องราวเลวร้ายที่ผ่านมาก็หวนคืน ตลอดหลายปีมานี้ไม่มีวันไหนที่เขาจะข่มตาหลับได้อย่างเต็มตา
“ฝ่าบาท” เป็นรุ่ยอันที่เอ่ยเรียกขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กงกงน้อยไม่กล้าแม้แต่จะมองพระพักตร์เจ้าเหนือหัว เพียงมองไปยังพระหัตถ์งามที่อาบไปด้วยโลหิตก็นึกเป็นห่วงองค์จักรพรรดิขึ้นมา แต่เมื่อมองดูแล้วมันกลับเป็นแผลที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่เมื่อมันเกิดกับฮ่องเต้แล้วก็ล้วนเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทั้งสิ้น
“เจ้ามีสิ่งใดรีบพูดมา”
“กระหม่อมได้ยินเสียงดังไปด้านนอกกลัวว่าฝ่าบาทจะทรงเป็นอะไรเลยรีบเข้ามาดูพ่ะย่ะค่ะ”
“เราไม่เป็นอะไร เจ้าออกไปเถอะ” จ้าวอี้เทียนตอบปัด ฮ่องเต้หนุ่มไม่อยากให้ใครกวนใจเวลานี้
“ฝ่าบาท แต่พระองค์บาดเจ็บให้กระหม่อมตามหมอหลวงดีหรือไม่” รุ่ยอันเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น กลัวว่าจะทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วขึ้นมาอีก
“กงกงน้อยอย่างเจ้ารู้จักเป็นห่วงเราด้วยหรือ”
“ฝ่าบาท” รุ่ยอันก้มหน้าพลางเอ่ยเสียงแผ่ว ฮ่องเต้คือผู้มีพระคุณจะไม่ให้เขาเป็นห่วงพระองค์ได้เช่นไร
“เราไม่เป็นอะไรแผลแค่นี้เพียงใช้ลมปราณรักษาเดี๋ยวก็หาย เจ้าไม่ต้องห่วง”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” หัวหน้าขันทีตอบรับแต่สายตาก็ยังจ้องมองไปยังบาดแผลนั้นอยู่ดี จ้าวอี้เทียนที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมออกไปเสียทีจึงเอ่ยถามขึ้นประโยคหนึ่ง
“เจ้ามีอันใดจะพูดอีกหรือ”
“ฝ่าบาท แม่ทัพฉีผู้นี้เกรงว่าจะเป็นภัย อีกทั้งขุนนางในราชสำนักต่างต่อต้านเขาที่จะขึ้นเป็นพระสนม กระหม่อมเกรงว่าภายหน้าเขาจะนำภัยมาสู่บ้านเมืองดั่งที่ใต้เท้าเหยี่ยนพูด”
“เจ้ายังมาพูดเรื่องนี้กับเราอีกหรือ เราจะถือว่าไม่ได้ยินที่เจ้าพูดแล้วกันกงกง” จ้าวอี้เทียนรู้อยู่แก่ใจดีว่าอีกฝ่ายพูดเช่นนี้ก็เพราะภักดีต่อเขาและบ้านเมือง
“แต่ฝ่าบาท”
“ไม่มีแต่กงกงไปเรียกราชเลขามาเราจะแต่งตั้งหานเฟิงเป็น
พระสนม!”
[1] ยามอู่ (11.00 – 12.59 น.)
