บทที่ 10 น้ำตากับของเล่นที่ส่งไม่ถึงมือ
ช่วงบ่าย ณ คณะแพทยศาสตร์
บรรยากาศภายในห้องเรียนแล็บกายวิภาคศาสตร์เงียบกว่าปกติ มีเพียงเสียงทุ้มต่ำของอาจารย์แพทย์ที่กำลังอธิบายสไลด์บทเรียนอยู่หน้าชั้นเรียน
ใบชานั่งหลังตรงจดเลกเชอร์อย่างตั้งใจ สายตาภายใต้กรอบแว่นจับจ้องไปที่สไลด์ตรงหน้าเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด
ครืด… ครืด…
หน้าจอแตกร้าวของโทรศัพท์รุ่นปุ่มกดโนเกีย 3310 เครื่องเก่าที่วางอยู่บนตักสั่นเตือนแผ่วเบา ใบชาเหลือบตามองหน้าจอ
ป้าน้อย พี่เลี้ยงเทมส์
ใบชาขมวดคิ้วเข้าหากัน แต่เธอก็ตัดสินคว่ำหน้าโทรศัพท์และไม่ได้รับสาย
ตอนนี้เธอกำลังเรียนวิชาสำคัญอยู่ ปกติป้าน้อยรู้ตารางเรียนของเธอนี่นา ถ้าไม่ถึงเวลารับกลับป้าน้อยจะไม่โทรมาเด็ดขาด คงกดผิดมั้ง
ครืด… ครืด…
มันสั่นเตือนอีกเป็นครั้งที่สอง แล้วตามมาด้วยครั้งที่สาม และครั้งที่สี่
ใบชาเริ่มรู้สึกแปลก ๆ หัวใจเต้นโครมครามรัวแรงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล สัญชาตญาณความเป็นแม่ร้องเตือนจนรู้สึกว่าหายใจไม่ทั่วท้อง มือที่ถือปากกาเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
สุดท้ายเธอก็ทนความกังวลไม่ไหว ตัดสินใจกดรับสายใต้โต๊ะ
“ฮัลโหลคะป้าน้อย ชาเรียนอยู่ มีอะไรหรือเปลา...”
[หนูชา!! ฮึก... หนูชาแย่แล้วลูก!]
[น้องเทมส์... น้องเทมส์เลือดกำเดาไหลไม่หยุดเลยลูก ไหลออกมาเยอะมากเต็มเสื้อไปหมด ตอนนี้น้องช็อกหมดสติไปแล้ว ป้ากำลังให้กู้ภัยพาส่งโรงพยาบาลด่วน ปลุกไม่ตื่นเลยลูกเอ๊ย!]
“วะ ว่าไงนะคะป้าน้อย เทมส์เป็นอะไรนะ ปลุกไม่ตื่นเหรอคะ!”
[รีบมาโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลยนะหนูชา ฮึก... น้องเลือดออกเยอะมากเลยลูก ตัวซีดไปหมดแล้ว รีบมานะ!]
สายถูกตัดทิ้งไปแล้ว
ใบชานิ่งค้างเป็นรูปปั้นหินอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในทันที
ครืดดดด
เก้าอี้เหล็กถูกดันครูดไปกับพื้นห้องดังก้อง ทำให้เพื่อนนักศึกษาและอาจารย์ทุกคนในห้อง หันมามองที่เธอเป็นตาเดียว
“อาจารย์คะ ฮึก... ขะ ขอตัวไปโรงพยาบาลด่วนค่ะ ลูก... ลูกหนูช็อกหมดสติ หนูขอตัวนะคะ”
เสียงของเธอสั่นเครือเหมือนจะขาดใจ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวคลอเบ้าจนมองแทบไม่เห็นทางข้างหน้า
อาจารย์แพทย์ชะงักตกใจ ก่อนจะรีบพยักหน้าอนุญาตทันที “ไป! รีบไปเถอะนิสิต!”
ใบชาแทบจะพุ่งตัววิ่งออกจากห้องไปโดยไม่หยิบกระเป๋าหรือชีทเรียนอะไรอีกแล้ว พรีมกับซีลีนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมองหน้ากันด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบกวาดของใส่กระเป๋าแล้ววิ่งตามเพื่อนรักออกไปติด ๆ
“พวกหนูขอตัวตามไปดูเพื่อนด้วยนะคะอาจารย์!”
เทมส์... รอหม่ามี้นะลูก อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะคนเก่งของหม่ามี้ หม่ามี้กำลังไปหาหนูแล้ว ลูกต้องปลอดภัยนะเทมส์ ได้โปรดเถอะสวรรค์ อย่าเพิ่งพรากเทมส์ไปจากเธอเลย
โรงพยาบาล
ใบชาวิ่งเข้ามาในโซนห้องฉุกเฉิน เสื้อนักศึกษาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ สายตาภายใต้กรอบแว่นที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา เธอกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างลนลานเหมือนคนเสียสติ
“ลูก... ลูกฉันอยู่ไหนคะคุณพยาบาล! เด็กผู้ชายวัยสามขวบที่กู้ภัยเพิ่งพาเข้ามาเมื่อกี้อยู่ไหนคะ น้องชื่อเทมส์” เธอถลาเข้าไปถามพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
แต่ยังไม่ทันที่พยาบาลจะได้ให้คำตอบประตูบานเลื่อนของห้องฉุกเฉินก็ถูกเปิดออก คุณหมอเจ้าของไข้ประจำตัวของเทมส์เดินสีหน้าเคร่งเครียดออกมาพอดี
“คุณหมอคะ!”
“คุณใบชาใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ หายใจลึก ๆ”
ใบชารีบวิ่งเข้าไปหา พยักหน้ารัว ๆ ขาทั้งสองข้างสั่นจนแทบยืนไม่อยู่
“ฮึก... ลูกชาเป็นยังไงบ้างคะหมอ เทมส์เลือดออกเยอะไหม เทมส์ปลอดภัยใช่ไหมคะหมอ บอกชาทีเถอะค่ะ”
“อาการน้องครั้งนี้ค่อนข้างวิกฤตครับ เกล็ดเลือดของน้องต่ำลงอย่างรวดเร็วจนเข้าขั้นอันตราย เลือดกำเดาถึงได้ไหลออกไม่หยุดแบบนี้”
“ละ แล้วตอนนี้ล่ะคะหมอ”
“หากมาช้ากว่านี้อีกนิด น้องมีความเสี่ยงที่จะช็อกและหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้เลยครับ”
ใบชารีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เธอรู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดคอจนหายใจไม่ออก โลกทั้งใบเริ่มหมุนเคว้ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงไปดื้อ ๆ
“ตอนนี้เรากำลังเร่งให้เลือดและเกล็ดเลือดน้องอยู่ด้านในครับ แต่ผมต้องเรียนตามตรง ถ้าอาการครั้งนี้ยังไม่ดีขึ้น หรือน้องมีการช็อกซ้ำอีก...”
“...”
“น้องอาจจะต้องเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกแบบเร่งด่วนที่สุด ภายในอาทิตย์นี้ครับ เรายื้อเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ตอนนี้สมองของเธอขาวโพลนว่างเปล่าไปหมด ทุกอย่างที่เคยเตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าสักวันมันต้องมาถึง แต่มันกลับกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เร็วจนเธอรับมือไม่ทัน
เร่งด่วนงั้นเหรอ? ไขกระดูกก็ยังไม่มี เงินล้านก็ยังหาไม่ครบ แล้วลูกของเธอจะรอดได้ยังไง
“มะ ไม่จริง ฮึก... ไม่จริงใช่ไหมคะหมอ บอกชาสิคะว่าหมอล้อเล่น”
ใบชาหน้ามืดเซถอยหลังไปเล็กน้อย ขาอ่อนแรงจนแทบจะล้มกระแทกพื้น
“ใบชา!!”
โชคดีที่พรีมกับซีลีนที่เพิ่งวิ่งตามมาถึง รีบเข้ามารับและประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเพื่อนรักเอาไว้ได้ทันท่วงที
“ใบชา!! แข็งใจไว้แก! อย่าเพิ่งมาล้มตอนนี้!” พรีมรีบประคองกอดเพื่อนเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม
ซีลีนที่ยืนประกบอยู่อีกฝั่ง ก็ช่วยจับแขนเพื่อนไว้แน่น “ไปนั่งพักตรงเก้าอี้ก่อนนะแก อย่าเพิ่งคิดอะไรไปไกล ตอนนี้ตั้งสติก่อนนะชา! หายใจเข้าลึก ๆ ถ้าแกเป็นอะไรไปอีกคน แล้วหลานฉันตื่นมาจะเจอใครฮะ แกต้องเข้มแข็งสิ”
ใบชาหอบหายใจถี่ มือสั่นระริกไม่หยุด สายตายังคงจดจ่อมองลอดผ่านกระจกประตูห้องฉุกเฉินเข้าไป มองหาร่างเล็ก ๆ ที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง เหมือนทั้งโลกของเธอเหลือแค่นั้นจริง ๆ
เธอไม่เคยคิดเลยว่า วันที่เธอกลัวที่สุดในชีวิตมันจะมาถึงเร็วขนาดนี้
หม่ามี้จะทำยังไงดีลูก เทมส์เจ็บมาตลอด แล้วหม่ามี้ล่ะ หม่ามี้เป็นแม่ที่แย่มากใช่ไหมลูก
อุตส่าห์เรียนหมอ แต่กลับช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดทรมานจากหนูไม่ได้เลยสักนิดเดียว หม่ามี้ขอโทษเทมส์ หม่ามี้ขอโทษจริง ๆ
ช่วงก่อนใบชาจะมาถึง
ร่างสูงของไทม์เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาในโถงทางเดินของโรงพยาบาล ในมืออีกข้างหนึ่งถือถุงกระดาษแบรนด์เนมใบเล็ก ๆ จากช็อปของเล่นชั้นนำเอาไว้
ด้านในถุงนั้น คือหุ่นยนต์ประกอบสุดล้ำรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันราคาแพง
เขาไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งมากตอนที่แวะซื้อ แค่อยู่ดี ๆ ตอนขับรถผ่านห้าง เขาก็นึกถึงเด็กผู้ชายตัวเล็กดาวทอระทัดคนนั้นขึ้นมาดื้อ ๆ
เด็กบ้าอะไรเดินชนคนอื่น แล้วพูดขอโทษเสียงใสเจื้อยแจ้วไม่หยุด แถมดวงตาใสซื่อคู่นั้น แม่ง... โคตรดื้อ โคตรซน แต่ก็ฉลาดและน่ารักน่าเอ็นดูดีว่ะ เห็นแล้วถูกชะตาแปลก ๆ
ไทม์แค่นึกในใจขำ ๆ ก่อนจะเผลอเดินเข้าร้านของเล่น แล้วซื้อของติดมือมาเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“เอามาให้ก็แล้วกัน ถือซะว่าทำทานให้เด็กมันเล่น จะได้เลิกเพ้อเจ้อเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ดาวพลูโตบ้าบอนั่นสักที”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ กลบเกลื่อนความใจดีที่ผิดวิสัย ขณะเดินไปตามทางเดินโซนกุมารเวชกรรม สายตาคมกริบกวาดมองหา เผื่อว่าจะบังเอิญเจอเด็กหน้ามึนคนนั้นอีก
“หลีกทางหน่อยค่ะ! หลีกทางด้วยค่ะ! คนไข้เด็กวิกฤต! ขอทางด้วยค่ะ!!”
เตียงเข็นผู้ป่วยฉุกเฉินกำลังถูกบุรุษพยาบาลเข็นผ่านหน้าเขาไป มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนนิ่งไม่ได้สติอยู่บนนั้น ร่างเล็ก ๆ ถูกครอบด้วยหน้ากากออกซิเจน และถูกล้อมรอบด้วยพยาบาลที่กำลังบีบถุงลมช่วยหายใจ
สีหน้าของทีมแพทย์ทุกคนดูเร่งด่วนและตึงเครียด ขอบเตียงมีคราบหยดเลือดสีแดงสดหยดเป็นทาง
คุ้น… โคตรคุ้นเลยวะ
เขาก้าวเท้าเข้าไปชะโงกดูใกล้อีกนิด แล้วร่างกายก็ต้องนิ่งค้างไปในเสี้ยววินาที
“เฮ้ย…”
เด็กผู้ชายที่นอนจมกองเลือดกำเดา ไม่ได้สติหน้าซีดเผือดคนนั้น คือคนเดียวกับไอ้เด็กช่างพูด ที่เขาเพิ่งยืนเถียงและคุยเล่นด้วยเมื่อไม่กี่วันก่อน
ภาพเด็กน้อยที่ยืนเบ่งกล้าม ฉีกยิ้มสดใส และพูดเจื้อยแจ้วอวดความเก่งเรื่องไอทีอย่างร่าเริง
มันช่างตัดกับภาพในตอนนี้ ที่เด็กน้อยต้องนอนนิ่งสนิทเป็นผัก ร่างกายถูกสายระโยงระยางเจาะเต็มไปหมด ไม่รับรู้อะไรเลย
ไทม์ยืนอึ้งค้างอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี แค่รู้สึกใจหายแปลก ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
ทำไมเด็กนั่นถึงสภาพเป็นแบบนั้นวะ เลือดออกเต็มไปหมด เกิดอะไรขึ้น
เตียงเข็นฉุกเฉินเคลื่อนผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว หายเข้าไปในลิฟต์ ทิ้งไว้เพียงความเงียบกับความรู้สึกหน่วงลึก ๆ ในอก ที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก
ไทม์ก้มลงมองถุงของเล่นหุ่นยนต์ในมือ มือเผลอกำหูหิ้วถุงนั้นแน่นขึ้นเล็กน้อยจนเส้นเลือดปูด ก่อนที่เขาจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์พยาบาลหน้าวอร์ดเด็ก
“ขอโทษนะครับ ฝากนี่ให้เด็กผู้ชายคนที่เพิ่งถูกเข็นเข้าลิฟต์เมื่อกี้หน่อยครับ” เขายื่นถุงของเล่นราคาแพงให้พยาบาล
พยาบาลสาวรับถุงไป มองหน้าเขาอย่างสงสัยเล็กน้อย “เอ่อ... ให้ลงชื่อผู้ฝากว่าอะไรคะ?”
“ไม่ต้องลงชื่อหรอกครับ แค่ฝากบอกเขาด้วยว่าให้หายไว ๆ”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างกับตัวเอง ก่อนจะหลุดคำพูดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังตกใจออกมา
“แล้วบอกไอ้หนูคนนั้นด้วย ว่าเดี๋ยวคุณลุงจะมาเยี่ยมใหม่ แล้วคุณลุงจะเอาแท็บเล็ตรุ่นใหม่มาให้เล่นตามสัญญา”
พยาบาลยิ้มบาง ๆ พยักหน้ารับอย่างเอ็นดู “ได้ค่ะ เดี๋ยวทางเราจะนำไปวางไว้ที่เตียงน้องให้นะคะ”
ไทม์พยักหน้ารับ หันหลังเดินล้วงกระเป๋าออกมาจากหน้าวอร์ด
ทั้งที่มันควรจะเป็นแค่เรื่องของเด็กแปลกหน้าคนหนึ่งที่บังเอิญเดินชนกันแท้ ๆ เป็นแค่เด็กเพ้อเจ้อลูกใครก็ไม่รู้
แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกเหมือนมีสายใยอะไรบางอย่างผูกรัดดึงดูดเขากับเด็กคนนั้นเอาไว้
“เชี่ยเอ๊ย ทำไมใจกูหายหวิว ๆ แปลก ๆ วะเนี่ย เป็นเหี้ยอะไรวะไทม์”
เขายกมือหนาขึ้นมาทาบหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะส่ายหัวไล่ความสับสน แล้วเดินหนีออกไปจากโรงพยาบาลในทันที เพื่อสลัดความรู้สึกบ้าบอนี้ทิ้ง
