บทที่ 2 หัวใจของแม่เลี้ยงเดี่ยว

ติ๊ด... ติ๊ด...

เสียงนาฬิกาปลุกแบบโมโนโทนดังขึ้นเบา ๆ จากกระเป๋าสะพายผ้าของใบชา นักศึกษาแพทย์ปี 3 เธอล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าขึ้นมาเช็กเวลา

มันคือโนเกีย 3310 ปุ่มกดเครื่องเก่าที่เธอใช้มาหลายปี สภาพเยิน ๆ รอยถลอกเต็มเครื่อง ในยุคที่เพื่อนร่วมคณะต่างก็ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดทัชสกรีนกันหมดแล้ว

“โอ๊ยยย แม่ชีชาลิสา! หล่อนยังไม่เอาวัตถุโบราณสมัยสงครามโลกนั่น ไปบริจาคเข้าตู้โชว์พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอีกเหรอยะ”

พรีม เกย์รุกหน้าหล่อแต่จริตสาวแตกแบบ 300% เอ่ยทักขึ้นด้วยความเวทนา พลางกรีดกรายจัดทรงผมตัวเอง

ซีลีนดาวคณะหน้าสวยเชิด ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิ ฉันนึกว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยนิวเคลียร์ เจียดเงินซื้อมือถือใหม่สักเครื่องเถอะ ฉันไหว้ล่ะ จะสแกนจ่ายเงินค่าข้าวแต่ละทีก็ทำไม่ได้ ต้องมานั่งควักเหรียญนับแบงก์ยี่สิบตลอดยัยเพื่อนบ้า”

ใบชาไม่ได้ตอบโต้คำแซวของเพื่อนสนิท เธอเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วลูบเบา ๆ ไปบนหน้าจอที่มีรอยร้าวของโทรศัพท์เครื่องนั้น แววตาที่เคยมองคนอื่นอย่างเย็นชา กลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองวัตถุในมือ

มือถือเครื่องละสองสามหมื่นน่ะเหรอ ใครบ้างจะไม่อยากได้ แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ของเธอตอนนี้ต้องเก็บเอาไว้ซื้อนม ซื้อยา แล้วก็เก็บไว้เป็นค่ารักษาเทมส์ทั้งหมด จะเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อความสุขส่วนตัวได้ยังไง

และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โทรศัพท์เครื่องนี้ คือของต่างหน้าเพียงชิ้นเดียวของแม่ที่จากไปอย่างกะทันหันเมื่อสามปีก่อน เธอยังคงพกมันติดตัวไปไหนมาไหนตลอด ไม่เคยมีวันไหนเลยที่เธอจะลืมมัน

ใบชากำโทรศัพท์เครื่องเก่าในมือแน่นเล็กน้อย ก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋าสะพายอย่างหวงแหน

“ฉันใช้เครื่องนี้ก็โทรออกรับสายได้เหมือนกันนั่นแหละ งั้นเราแยกกันตรงนี้นะซีลีน พรีม”

เธอยกกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ หันไปบอกเพื่อนสนิทเพียงสองคนในชีวิต

“ฉันต้องรีบไปรับลูกแล้ว วันนี้เทมส์บ่นว่าปวดขานิดหน่อย ฉันเป็นห่วง กลัวอาการจะกำเริบ”

ซีลีนกับพรีมชะงัก ชักสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที เพราะพวกเธอรู้ดีว่าใบชาสู้ชีวิตเพื่อลูกชายมากแค่ไหน และที่สำคัญหลานชายของพวกเธอกำลังป่วย

“เออ ๆ รีบไปเถอะค่ะ หลานชายสุดหล่อของฉันยิ่งป่วยง่าย ๆ อยู่ด้วย อากาศเปลี่ยนทีไรเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น หล่อนมีอะไรให้ช่วยรีบโทรเบอร์ตรงมาบอกฉันเลยนะยะ ห้ามเกรงใจเด็ดขาด”

“ใช่! แกขาดเหลืออะไร ขาดเงินขาดทอง หรือหมุนเงินไม่ทัน รีบอ้าปากบอกฉันได้ตลอดเลยนะ ให้ฉันโอนเงินค่าขนมให้หลานฉันเลยเอาไหม? เดี๋ยวฉันโอนให้สักหมื่นนึง เอาไปซื้อของเล่น ซื้อของกินอร่อย ๆ ให้หลานฉัน”

คุณหนูซีลีนเสนอตัวเป็นป๋าเปย์หลานอย่างรวดเร็ว

“อือ ขอบใจมากเลยนะทั้งสองคน แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับไหว เทมส์ยังไม่ได้ขาดอะไรขนาดนั้น ถ้าไว้ไม่ไหวจริง ๆ ฉันจะบอกพวกแกเป็นคนแรกเลย แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ”

“ย่ะ! แม่คนเก่ง! แม่หญิงเหล็กประจำคณะ! ถ้าฉันรู้ว่าแกแอบอดข้าวอดน้ำเพื่อหลานฉันล่ะก็ ฉันจะหยิกให้เนื้อเขียวเลย” พรีมจิ้มหน้าผากเพื่อนเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว

ใบชายิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก โบกมือลาเพื่อนสนิททั้งสอง ก่อนจะหมุนตัวเดินแยกย้ายกันไปคนละทาง มุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่เลี้ยงที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก

เธอเดินเท้าฝ่าอากาศร้อนอบอ้าวของกรุงเทพฯ มาจนถึงบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ในซอยแคบ ทันทีที่เธอเปิดประตูรั้วเข้าไป ร่างกลมป้อมของเด็กชายตัวเล็กผิวขาวจัด ก็วิ่งพุ่งตรงเข้ามาหาเธอทันที

“หม่ามี้!! หม่ามี้มาแย้ววว!”

ใบชารีบย่อตัวลง คุกเข่าอ้าแขนรับร่างเล็ก ๆ ของลูกชายเข้าสู่อ้อมกอด รอยยิ้มที่หาดูได้ยากปรากฏบนใบหน้าเย็นชาอย่างอ่อนโยน

“ว่าไงครับเทมส์คนเก่งของหม่ามี้ เป็นยังไงบ้างครับวันนี้ ดื้อกับคุณยายไหมเอ่ย?” เธอหอมแก้มยุ้ย ๆ ที่ค่อนข้างซีดเซียวของลูกชายฟอดใหญ่ ก่อนจะหันไปถามพี่เลี้ยงวัยกลางคนด้วยรอยยิ้ม

“ไม่ดื้อเลยจ้ะหนูชา ตาเทมส์น่ารักมาก ฉลาดพูดเจื้อยแจ้วทั้งวันเลยลูก เสียอย่างเดียว ตัวเล็กไปหน่อย กินข้าวได้น้อย”

“เทมส์ม่ายดื้อกั๊บ เทมส์เปงเด็กดีของหม่ามี้” เด็กน้อยยิ้มกว้างโชว์ฟันซี่เล็ก ๆ หน้าตาของเขาหล่อเหลาเบ้าหน้าฟ้าประทาน มันถอดพิมพ์ผู้ชายสารเลวคนนั้นมา 100% จนบางครั้งเธอก็เผลอใจหาย

ทำไมสวรรค์ถึงใจร้ายนักนะ ก๊อปปี้หน้าไอ้คนสันดาหมาคนนั้น มาแปะไว้บนหน้าเทวดาตัวน้อยของเธอได้ยังไง แม้กระทั่งแววตายังเหมือนกันไม่มีผิด

ใบชาสลัดความคิดขุ่นมัวทิ้ง ยกมือไหว้ขอบคุณป้าน้อยแทบจะทันที ความเหนื่อยล้าจากการเรียนรากเลือดมาทั้งวัน หายเป็นปลิดทิ้งแค่ได้กอดลูก

“ขอบคุณป้าน้อยมากเลยนะคะ ที่ช่วยดูแลเทมส์ให้ชาตลอดเลย ชาเรียนหนักมาก ไม่ได้ป้าน้อย ชากับลูกคงแย่แน่ ๆ”

ใบชาพูด ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้า หยิบเงินสดจำนวนหนึ่งที่พับไว้อย่างเรียบร้อย ยื่นส่งให้กับพี่เลี้ยงของลูกชาย

แต่ป้าน้อยกลับส่ายหน้าเบา ๆ ดันมือใบชากลับไป

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะหนูชา ฉันขอรับไว้แค่ค่าข้าวของตาเทมส์ก็พอนะ ส่วนค่าจ้างเลี้ยงเก็บไว้เถอะจ้ะ ไม่เป็นไรเลยจริง ๆ ฉันอยู่บ้านคนเดียวเหงา ๆ ได้ตาเทมส์มาวิ่งเล่นด้วย ร้องเพลงให้ฟัง ก็ชื่นใจคนแก่แล้ว”

คำตอบนั้นยิ่งทำให้ใบชารู้สึกเกรงใจจนน้ำตาแทบคลอ เพราะตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมา ป้าน้อยรู้ดีว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวส่งตัวเองเรียนหมอ แถมลูกชายยังมีโรคประจำตัวไขกระดูกฝ่อ ที่ต้องใช้เงินรักษามหาศาล ป้าน้อยจึงแทบจะไม่เคยคิดค่าแรงจากเธอเลยด้วยซ้ำ

“แต่ว่าป้าน้อยคะ...”

“ไม่ต้องต่งต้องแต่อะไรทั้งนั้นแหละแม่หนู! เอาเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้ซื้อนม ซื้อยาบำรุงดี ๆ ให้ตาเทมส์เถอะจ้ะ เด็กมันป่วยบ่อย ฉันเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ดี เก็บไว้เถอะ”

“งะ งั้น ชาขอบคุณจริง ๆ นะคะป้าน้อย ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ชาจะไม่ลืมพระคุณเลย”

หลังจากล่ำลากันเสร็จ เธอก็เอื้อมมือไปจูงมือของเทมส์เดินออกมาจากบ้านป้าน้อย สองแม่ลูกเดินเคียงคู่กันไปตามฟุตบาท ใบชาเองก็จงใจก้าวขาให้สั้นกว่าเดิม เพื่ออยากให้ลูกชายตัวน้อยเดินตามได้ทัน 

อากาศยามเย็นเริ่มร่มรื่น มีลมพัดมาเบา ๆ เหมาะแก่การเดินเล่น เธอได้แต่คิดในแง่บวกซะว่า การประหยัดค่ารถแล้วเดินกลับบ้าน ก็เหมือนการพาลูกออกกำลังกายไปในตัว เทมส์จะได้แข็งแรงขึ้นบ้าง

“เหนื่อยไหมครับคนเก่ง ให้หม่ามี้อุ้มไหมครับ?” ใบชาก้มลงถาม เมื่อเห็นลูกชายเริ่มเดินช้าลง

เทมส์ส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก จับมือแม่แน่น “ม่ายเหนื่อยกั๊บ เทมส์เดินเองด้าย เทมส์แขงแลงแย้ว หม่ามี้อุ้มเทมส์เดี๋ยวหม่ามี้ปวดแขน”

ปากบอกว่าแข็งแรง แต่หน้าซีดเซียวหมดแล้วลูก อดทนหน่อยนะเทมส์ รอหม่ามี้เรียนจบเป็นหมอเมื่อไหร่ หม่ามี้จะหาเงินมารักษาเทมส์ให้หายขาดให้ได้เลย หม่ามี้สัญญา

ระหว่างทางกลับบ้าน สองแม่ลูกเดินผ่านตลาดนัดเล็ก ๆ ข้างทางที่เริ่มคึกคักไปด้วยผู้คนวัยเลิกงาน จู่ ๆ เทมส์ก็ชะงักฝีเท้า

สายตากลมโตสุกใสของเด็กน้อย จับจ้องไปยังร้านรถเข็นไอศกรีมกะทิข้างทางตาไม่กะพริบ เด็กน้อยลอบกลืนน้ำลายดังเอื้อก

“อยากกินไอติมเหรอครับเทมส์?”

เด็กน้อยเงยหน้ามองแม่ ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ แต่แววตาของเด็กสามขวบกลับมีความลังเล ก่อนจะก้มหน้ามองพื้น แล้วเอ่ยตอบเสียงเบาหวิว

“มะ ม่ายกั๊บ เทมส์อิ่มข้าวแย้ว ม่ายอยากกินไอติมกั๊บ” เด็กน้อยโกหกคำโต ทั้งที่ตายังแอบมองถังไอศกรีม

“โกหกหม่ามี้เหรอครับ อยากกินไอติมกะทิใช่ไหมลูก หืม? บอกหม่ามี้มาตรง ๆ สิครับคนเก่ง”

เด็กน้อยกะพริบตาปริบ ๆ เม้มปากเล็ก ๆ เข้าหากัน ก่อนจะเอ่ยถามกลับเสียงสั่น ๆ

“ดะ ด้ายไหมกั๊บหม่ามี้? มานแพงไหมกั๊บ ถ้าแพงเทมส์ม่ายกินก็ด้าย เทมส์มีเหรียญในกระปุกหมูนะกั๊บ เดี๋ยวเทมส์เอามาจ่ายให้หม่ามี้”

คำถามนั้นทำเอาหัวใจของใบชากระตุกวูบ มันทำให้เธอรู้สึกใจหายและจุกที่ลำคอ

เพราะมันสะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยว่า เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้รู้ความมากแค่ไหน เขารู้ว่าแม่ของเขาไม่ได้มีเงินทองมากมายเหมือนคนอื่น เขาถึงได้ระมัดระวังแม้กระทั่งจะขอซื้อไอติมสักถ้วย

โธ่... ลูกแม่ หนูเพิ่งสามขวบเองนะลูก ทำไมหนูต้องมาโตเกินวัย เข้าใจความลำบากของหม่ามี้แบบนี้ด้วย หม่ามี้ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูเกิดมาลำบากแบบนี้ เธอฝืนยิ้มออกมา บีบมือเล็กนั้นเบา ๆ

“ได้สิครับคนเก่งของหม่ามี้ ไม่แพงเลยครับ หม่ามี้มีเงินเยอะแยะเลยนะ ป่ะ! เราไปซื้อไอติมกัน หม่ามี้จะซื้อให้เทมส์กินสองลูกใหญ่ ๆ เลยดีไหมครับ ใส่ขนมปังด้วย”

“เย้! หม่ามี้จายดีที่ฉุดเยย เทมส์ยักหม่ามี้ที่ซู้ดดดด”

ก่อนที่ทั้งสองคนจะพากันเดินเข้าไปสั่งไอศกรีมด้วยกัน

หลังจากได้ไอศกรีมกะทิใส่ขนมปังมาแล้ว เด็กน้อยก็เดินตักเข้าปากกินตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย เลอะเทอะเต็มมุมปาก เสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะด้วยความฟิน

ใบชาเดินล้วงทิชชูมาคอยเช็ดปากให้ลูก มองภาพนั้นเงียบ ๆ รอยยิ้มของลูก มันเหมือนยาวิเศษที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาและบอบช้ำของเธอ อบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เธอจะเป็นยังไงก็ได้ จะเหนื่อย จะลำบากแค่ไหนเธอก็ทนได้ ขอแค่ให้เทมส์มีความสุข มีรอยยิ้มแบบนี้ทุกวัน แค่นั้นก็พอแล้ว แม่จะเป็นทั้งพ่อและแม่ที่ดีที่สุดให้หนูเองนะเทมส์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป