บทที่ 3 โลกคู่ขนาน
ถนนฝั่งตรงข้าม
บรื้นน บรื้นน
เสียงเครื่องยนต์ของรถลัมโบร์กินีสีดำราคากว่าสามสิบล้าน ดังอยู่กลางสี่แยกไฟแดง ไทม์ทายาทอันดับสองของตระกูลมหาเศรษฐี เพลย์บอยหนุ่มสุดฮอตดีกรีวิศวะปีสี่ นั่งเคาะนิ้วลงบนพวงมาลัยหุ้มหนังราคาแพงด้วยความหงุดหงิด
“แม่งเอ๊ย ไฟแดงประเทศนี้มันจะนานไปไหนวะ น่ารำคาญฉิบหาย” เขาจิ๊ปากบ่นอย่างอารมณ์เสีย
เขาเหลือบสายตาคมกริบมองออกไปนอกกระจกติดฟิล์มดำมืดอย่างเบื่อหน่าย หวังจะหาอะไรเจริญหูเจริญตาดูฆ่าเวลา
ก่อนที่เขาจะละสายตากลับมา สายตาอันเฉียบคมก็พลันสะดุดเข้ากับภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังเดินอยู่บนฟุตบาทฝั่งตรงข้ามถนน
ผู้หญิงรูปร่างบอบบางในชุดนักศึกษาธรรมดา ๆ เธอกำลังเดินก้มหน้าก้มตา จูงมือเด็กผู้ชายตัวเล็กที่กำลังถือถ้วยไอศกรีมอยู่ แม้จะเห็นเพียงแค่แผ่นหลังบาง ๆ กับเสี้ยวหน้าด้านข้างแวบเดียว
แต่บางอย่างในท่าทางการเดิน และบรรยากาศความเงียบเหงารอบตัวของเธอนั้น มันกลับดูคุ้นตาอย่างประหลาด คุ้นจนหัวใจที่ด้านชาของเขากระตุกขึ้นมาแวบหนึ่ง
ไทม์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย
…ใบชา?
เขานึกเรียกชื่ออดีตแฟนเด็กคนนี้ขึ้นมาในใจโดยอัตโนมัติ
แต่เมื่อสายตาคมกริบเลื่อนไปเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กที่เดินจับมืออยู่ข้าง ๆ เธอ เขาก็แค่นหัวเราะในลำคอ แล้วสะบัดความคิดไร้สาระนั้นทิ้งไปทันที
ประสาทแดกแล้วกู ยัยเด็กจืดชืดน่าเบื่อนั่นจะไปมีลูกโตขนาดนี้ได้ยังไงวะ สภาพแต่งตัวเหมือนซอมบี้ แถมหิ้วกระเป๋าผ้าขาด ๆ แบบนั้น คงไปรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้ลูกหลานใครเขาล่ะมั้ง
ก็นึกว่าจะร่านไปจับผู้ชายรวย ๆ ได้ดิบได้ดีซะอีก ที่แท้ก็ยังกระจอกและดูน่าสมเพชเหมือนเดิมสินะ ดีแล้วที่กูฉลาดเขี่ยทิ้งไปตั้งแต่สามปีก่อน ขืนคบต่อคงสูบเงินกูยับ ผู้หญิงก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ หน้าเงิน!
“พี่ไทม์ขาาา~ ไฟเขียวแล้วนะคะ มองอะไรอยู่เอ่ย สนใจพิงค์บ้างสิคะ”
เสียงหวานหยดย้อยของหญิงสาวของคู่ควงสาวสวยอกตูมที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ เอ่ยเตือน พร้อมกับเอื้อมมือมาลูบไล้สะกิดต้นแขนแกร่งของเขาเบา ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
ไทม์ละสายตากลับมาจากภาพบนฟุตบาท รอยยิ้มเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานละมุนสไตล์เพลย์บอยตัวพ่อทันที เขาเอื้อมมือไปเชยคางคู่ควงสาว
“พี่ก็กำลังมองหาร้านอาหารบรรยากาศดี ๆ แถวนี้ ไว้พาพิงค์ไปดินเนอร์ไงครับคนสวย อยากกินอะไรล่ะ หืม? สเต๊ก? ซูชิ? หรือว่ากินพี่ดีครับ?”
“บ้า! พูดจาลามกอีกแล้ว พิงค์เขินนะ”
“เขินอะไรล่ะครับ เมื่อคืนยังครางลั่นห้องอยู่เลย”
“งื้อออ พี่ไทม์อะ แล้วคืนนี้พี่ไทม์มานอนค้างกับพิงค์อีกไหมคะ พิงค์เหงาจังเลย~” หญิงสาวเบียดหน้าอกหน้าใจเข้าหาท่อนแขนแกร่ง
“ได้สิครับคนสวย เดี๋ยวคืนนี้พี่จะให้รางวัลชุดใหญ่เลย เอาให้ร้องขอชีวิตเลยดีไหมครับ”
ไทม์หัวเราะในลำคอ ก่อนจะเหยียบคันเร่งจนรถสปอร์ตคันหรูส่งเสียงคำราม เคลื่อนตัวทะยานออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ภาพของผู้หญิงคนนั้นและเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ถูกเขาทิ้งขว้างไว้เบื้องหลัง อย่างไม่มีค่าให้ต้องจดจำ เหมือนที่เขาเคยทิ้งขว้างหัวใจของเธอเมื่อสามปีก่อน
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน
บรื้นนนน!!
รถสปอร์ตสีดำคันหนึ่งพุ่งทะยานผ่านหน้าไปด้วยความเร็วสูง ใบชารีบดึงตัวเทมส์เข้ามากอดหลบฝุ่นทันที
ไอ้พวกลูกคนรวยขับรถไม่ดูตาม้าตาเรือ คิดว่าถนนเป็นของพ่อตัวเองหรือไง ถ้าเฉี่ยวลูกฉันขึ้นมานะ ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย เธอด่าในใจด้วยความหงุดหงิด ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะคลายลงเมื่อก้มมองลูกชาย
“เทมส์เป็นอะไรไหมลูก ฝุ่นเข้าตาหรือเปล่าครับ?”
“ม่ายเปงไรกั๊บหม่ามี้ เทมส์หลบทัน ยกคันสีดำเท่จังเยยกั๊บ” เด็กน้อยตาโตมองตามท้ายรถสปอร์ต
“ไม่ต้องไปสนใจรถนิสัยเสียคันนั้นหรอกลูก เดินต่อกันเถอะ”
ผู้คนเริ่มทยอยขึ้นรถประจำทางและแยกย้ายกันกลับเข้าบ้านไปหมดแล้ว ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของสองแม่ลูกที่เดินเคียงคู่กันไปตามทางเดิน
เทมส์ยังคงถือไอศกรีมที่ละลายไปกว่าครึ่งอยู่ในมือ แต่จู่ ๆ เด็กน้อยก็หยุดกินชะงักไปดื้อ ๆ ขาเล็ก ๆ หยุดเดิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยบางอย่าง
“หม่ามี้กั๊บ”
“ว่าไงครับคนเก่ง ไอติมหมดแล้วเหรอลูก หืม? เลอะเทอะเต็มปากเลยนะหมูน้อย”
เด็กน้อยส่ายหัว ลังเลเล็กน้อย ริมฝีปากเล็ก ๆ เม้มเข้าหากัน ก่อนจะเอ่ยถามประโยคที่ทำเอาคนเป็นแม่แทบหยุดหายใจออกมาอย่างตรงไปตรงมาตามประสาเด็ก
“หม่ามี้กั๊บ ทามายเวลาเลิกเยียน เทมส์มายมีปะปี้มารับเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่นเยยกั๊บ? เทมส์มีปะปี้หมายกั๊บ?”
กึก!
คำถามไร้เดียงสานั้น ทำเอาใบชาชะงักไปทันที
มือที่จับมือลูกอยู่เผลอบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเธอเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดอย่างแรงจนเจ็บหน่วงไปหมด
พ่อเหรอ...
อดีตอสุจิบริจาคสารเลวพรรค์นั้น ไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าพ่อกับลูกของเธอหรอก คำว่าพ่อมันตายไปจากชีวิตเราตั้งแต่สามปีก่อนแล้วเทมส์
ใบชาพยายามกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงคอลงไป ก่อนจะย่อตัวลงไปนั่งคุกเข่าให้อยู่ในระดับเดียวกับลูกชาย
ดวงตาคู่นั้นของเทมส์ มองเธออย่างไร้เดียงสา ไม่มีความซับซ้อน ไม่มีการคาดคั้น ไม่มีการกล่าวโทษ มีเพียงแค่ความอยากรู้ ว่าพ่อของตัวเองคือใครเท่านั้น
“มีสิครับ เทมส์ของหม่ามี้เกิดมาน่ารักขนาดนี้ จะไม่มีปะปี้ได้ยังไงล่ะลูก”
เธอฝืนยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือเรียวลูบแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ เธอเงียบไปนิดหนึ่ง เหมือนต้องรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในชีวิต เพื่อพ่นคำโกหกคำโตออกไปเพื่อปกป้องความรู้สึกของลูก
“แล้วปะปี้ปายหนายกั๊บหม่ามี้ ทามายปะปี้ม่ายมาหาเทมส์เยย”
“ปะปี้ของเทมส์เป็นซูเปอร์ฮีโร่ครับ ตอนนี้ปะปี้ไปทำงานกู้โลกอยู่ไกลมาก ปะปี้ไปทำงานอยู่ที่ดาวทอระทัด (ดาวพลูโต) นู่นแน่ะครับ ไกลมาก ๆ เลย”
เด็กน้อยเลิกคิ้ว นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเหมือนกำลังใช้สมองน้อย ๆ ประมวลผลคำตอบของแม่
“อ๋อออ ดะ ดาวทอระทัดหยอกั๊บ! มานต้องไกลมั่ก ๆ เยยช่ายไหมกั๊บหม่ามี้ ปะปี้ถึงมาหาเทมส์ม่ายด้าย ปะปี้ต้องสู้กับฉัดปะหลาดด้วยหมายกั๊บ”
“ใช่ครับ ปะปี้ต้องสู้กับสัตว์ประหลาดตัวเบ้อเริ่มเลย ปะปี้เลยยุ่งมาก ๆ กลับมาหาเทมส์ไม่ได้ครับ”
เทมส์พยักหน้าเบา ๆ ยอมรับคำตอบแฟนตาซีนั้นอย่างว่าง่าย ไม่ได้งอแงถามซักไซ้อะไรต่อให้แม่ลำบากใจ เขายื่นมือเล็ก ๆ ข้างที่เปื้อนไอศกรีมมาลูบแก้มแม่อย่างแสนรู้
“หม่ามี้ม่ายต้องเยียจายนะกั๊บ เทมส์ม่ายเปงไยเยย เทมส์มีหม่ามี้ก็พอแย้ว เทมส์ดูแลหม่ามี้เอง เทมส์ยักหม่ามี้กั๊บ จุ๊บ!” เขาเขย่งปลายเท้า จุ๊บแก้มใบชาหนึ่งทีเพื่อปลอบใจ
ใบชามองใบหน้าเปื้อนยิ้มของลูก แววตาของเธอสั่นไหวและแดงก่ำขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะรีบกะพริบตาไล่น้ำตา เก็บซ่อนมันเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจที่ด้านชา
“หมามี้ก็รักเทมส์ครับ รักเทมส์ที่สุดในจักรวาลเลย รีบเดินกันเถอะ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว อีกนิดเดียวเดี๋ยวก็ถึงบ้านเราแล้วนะลูก ไอติมละลายเลอะมือหมดแล้วเนี่ย”
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะจูงมือลูกเดินต่อไปข้างหน้า ทำหน้าตาราบเรียบ นิ่งเฉย เหมือนคำถามเมื่อครู่เป็นเพียงแค่สายลมที่พัดผ่านไป ไม่ได้สำคัญอะไร
แต่ลึก ๆ ในใจของใบชา เธอกำลังก่นด่าและสาปแช่งผู้ชายสารเลวคนนั้นด้วยความเกลียดชัง
ดาวทอระทัดบ้าบออะไรกัน ไอ้ผู้ชายมักง่ายสารเลวคนนั้น มันไม่ได้ไปอยู่ดาวดวงไหนทั้งนั้นแหละ มันยังมีชีวิตอยู่ ยังมีชีวิตที่เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง ใช้ชีวิตเพลย์บอยเสเพล ฟันผู้หญิงทิ้งขว้างไปวัน ๆ
ในขณะที่ลูกแท้ ๆ ของมันกำลังป่วยหนัก ตัวเล็กซีดเซียว และต้องให้เธอดิ้นรนต่อสู้ทำงานเพื่อหาเงินมารักษาให้มีชีวิตรอดไปในแต่ละวัน
พี่ไทม์ พี่มันคือขยะเปียกที่น่ารังเกียจ เป็นขยะที่ฉันไม่คิดจะเก็บกลับมารีไซเคิล ขออย่าให้สายตาต่ำ ๆ ของพี่ ได้มีโอกาสหันมามองเห็นลูกของฉันเลยตลอดชีวิต ชาติหน้าก็อย่าได้เจอกันอีก
คำโกหกโลกสวยเมื่อครู่นี้ มันกำลังกลายเป็นมีดแหลมคม ที่กรีดซ้ำลงไปบนบาดแผลเดิมที่ยังไม่เคยตกสะเก็ด กรีดลึกลงไปอย่างเงียบงันและเจ็บปวดที่สุด
แต่มันก็คุ้มค่า แลกกับการที่ลูกชายของเธอไม่ต้องมารับรู้ว่า พ่อแท้ ๆ ของตัวเอง เลวและรังเกียจสายเลือดตัวเองมากแค่ไหน
