บทที่ 6 คนแปลกหน้าที่เคยคุ้นเคย
เช้าตรู่ในห้องเช่า ใบชากำลังง่วนอยู่กับการจัดกระเป๋าเป้ใบจิ๋วลายกระต่ายให้ลูกชาย ก่อนจะจูงมือพาเทมส์ไปส่งที่บ้านป้าน้อยเหมือนทุกวัน
เมื่อถึงหน้าประตูรั้ว เด็กน้อยวัยสามขวบกลับยืนนิ่ง มือป้อม ๆ จับชายกระโปรงนักศึกษาของแม่เอาไว้แน่น ดึงรั้งเบา ๆ เหมือนยังไม่อยากแยกจากคนเป็นแม่ไปไหน
“หม่ามี้กั๊บ เทมส์ไปเรียนต้วยด้ายหมายกั๊บ เทมส์จานั่งเงียบ ๆ ม่ายกวนหม่ามี้เยยจิง ๆ น้า”
ใบชาชะงักเท้า เธอย่อตัวลงคุกเข่าบนพื้นเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับลูกชาย
“หม่ามี้ไปเรียนแป๊บเดียวเองครับ เดี๋ยวหม่ามี้เลิกเรียนแล้วจะรีบมารับเลยครับ”
“หม่ามี้ต้องรีบกรับมารับเทมส์จิง ๆ น้ากั๊บ เทมส์จารอหม่ามี้ที่หน้าปะตูนี่เยย”
“แน่นอนสิครับ หม่ามี้จะรีบวิ่งมารับเทมส์เลย เทมส์สัญญากับหม่ามี้ก่อนเร็ว ว่าจะเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ ไม่ซน”
เธอยื่นนิ้วก้อยออกมาตรงหน้า เทมส์พยักหน้าดุ๊กดิ๊ก รีบยื่นนิ้วก้อยป้อม ๆ ออกมาเกี่ยวก้อยตอบทันที
“ฉัญญากั๊บ! เทมส์ฉัญญาเยย”
ใบชาหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ครับผม หม่ามี้ก็สัญญาครับว่าเย็นนี้จะรีบมารับ”
เธอลูบหัวลูกอีกครั้งด้วยความรัก ก่อนจะฝืนใจลุกขึ้นยืน เตรียมตัวหมุนตัวเดินออกไปมหาลัย
“หม่ามี้กั๊บ! เดี๋ยวก่องกั๊บ!”
เทมส์เรียกแม่ด้วยเสียงใสแจ๋ว
“เทมส์ขอจุ๊บ ๆ หม่ามี้ก่องกั๊บ เทมส์จาเอาจุ๊บของหม่ามี้พกใส่กระเป๋าไปยองเยียนด้วยกั๊บ”
เด็กน้อยพูดจบก็กางแขนวิ่งดุ๊กดิ๊กพุ่งเข้าไปหาแม่ ใบชาย่อตัวลงอีกครั้งด้วยความเต็มใจ ก่อนจะเอียงพวงแก้มใสให้ลูกชายหอม
“ม๊วฟ! จุ๊บ! หม่ามี้ตั้งจายเยียนน้ากั๊บ”
ช่วงเที่ยง ณ โรงอาหารคณะแพทยศาสตร์
โรงอาหารใหญ่คึกคักไปด้วยนักศึกษาเสื้อกาวน์สั้นและชุดนักศึกษาที่เดินขวักไขว่ เสียงพูดคุยจอแจ เสียงจานช้อนกระทบกัน และกลิ่นอาหารหลากหลายเมนูลอยปะปนอยู่ในอากาศ
“โอ๊ยยย ชะนี! วันนี้กินอะไรดียะ ฉันหิวจนไส้จะกิ่วทะลุไปถึงมดลูกแล้วเนี่ย เลกเชอร์อาจารย์หมอเมื่อกี้สูบพลังงานฉันมาก” พรีมบ่นอุบอิบ สายตามองหาร้านที่คิวสั้นที่สุด
“อะไรก็ได้ย่ะอีพรีม ขอเร็ว ๆ ร้านไหนก็ได้ เมื่อเช้าฉันเพิ่งรบกับผัวมา ใช้พลังงานเยอะมาก” ซีลีนตอบหน้ามุ่ยพลางพัดหน้าตัวเอง
ใบชามองเพื่อนสองคนเถียงกัน แล้วยิ้มมุมปาก
“งั้นเอาแบบนี้ไหม พวกเราแยกกันไปต่อแถวซื้อร้านที่ตัวเองอยากกิน แล้วค่อยมานั่งรวมกันตรงนี้นะ จะได้ไม่ต้องรอนาน”
“เริ่ด! ไอเดียดีมากแม่หญิงใบชา งั้นฉันไปร้านข้าวขาหมูนะคะ ป่ะอีซีลีน ลุก!”
ทั้งสามพยักหน้าตกลงกัน ก่อนจะลุกขึ้นแยกย้ายกันไปซื้ออาหารตามที่แต่ละคนต้องการ
ใบชาเดินปลีกตัวไปต่อแถวที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าประจำ คิวค่อนข้างยาว เธอจึงยืนรอเงียบ ๆ สายตาภายใต้กรอบแว่นหนาเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย พลางคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายของลูกในหัว
แต่จู่ ๆ บรรยากาศรอบข้างที่เคยจอแจ ก็มีเสียงซุบซิบฮือฮาของพวกผู้หญิงดังแว่วขึ้นมา ใบชาหันไปมองตามสัญชาตญาณโดยไม่รู้ตัว
ไทม์
เขากำลังเดินล้วงกระเป๋าเข้ามาในโรงอาหารคณะแพทย์ พร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักศึกษากระโปรงทรงเอรัดรูป น่าจะเป็นเด็กคณะบัญชี
ภาพนั้นมันคุ้นตาเหลือเกิน คุ้นจนหัวใจดวงนี้มันกระตุกและเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข บนความทุกข์ทรมานของเธอกับลูกสินะ
จังหวะหนึ่งสายตาคมกริบของไทม์ก็ตวัดมองมา และสบเข้ากับดวงตาภายใต้กรอบแว่นของใบชาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไทม์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาดำมืดสั่นวูบไหวแวบหนึ่ง เหมือนกำลังพยายามนึกอะไรบางอย่างในหัว
ส่วนใบชา หัวใจดวงน้อยที่เคยด้านชา เต้นโครมครามรัวแรงขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องใช้เหตุผล แค่เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น เธอรีบสะบัดหน้าเบือนหนีไปทางอื่นทันควัน
อย่ามองนะใบชา! ห้ามมองผู้ชายสารเลวคนนั้นเด็ดขาด เขาคือขยะเปียก เขาคือคนที่สั่งให้เธอไปเอาลูกออก ท่องเอาไว้ใบชา
ใบชาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้สงบลง สายตาจดจ่ออยู่แค่ป้ายเมนูก๋วยเตี๋ยวตรงหน้า ไม่กล้าหันกลับไปมองอีก ทั้งที่สัญชาตญาณรับรู้ได้ชัดเจน ว่าเขายังยืนมองเธออยู่ตรงนั้น
บางคน พยายามแทบตายที่จะลืม
บางคน ไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองสมควรถูกลืม และไม่ควรไปเสนอหน้าในชีวิตใครอีก
และบางการเจอกัน มันก็มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่ควรเกิดที่สุด
ฝั่งของไทม์
ทันทีที่เห็นผู้หญิงใส่แว่นคนนั้นเบือนหน้าหนีเขาเหมือนเห็นผี เขาก็ชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มตัวเองเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด
“อะไรของเขาวะ ทำท่าทางเหมือนขยะแขยงกู”
ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นพล่านขึ้นมาในอกโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่สมองสั่งการว่าควรจะไม่รู้สึกอะไรแล้ว ผู้หญิงจืดชืดคนนี้มันควรจะเป็นแค่อดีตของเล่นแก้เบื่อที่เขาเขี่ยทิ้งไปนานแล้ว
แต่การที่อีกฝ่ายทำท่าทางเหมือนไม่อยากจะเห็นหน้าเขาขนาดนี้ มันน่าหงุดหงิด น่ารำคาญชะมัด
ไทม์ยืนนิ่ง ขมวดคิ้วคิดอะไรอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนที่สายตาดุดันจะเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ และตัดสินใจทำบางอย่างตามใจตัวเองเพื่อกวนประสาทคนเล่น
เขาปล่อยมือออกจากเอวของเด็กบัญชี แล้วเดินตรงเข้าไปหาใบชาทันที ไม่แม้แต่จะหันกลับไปสนใจผู้หญิงที่มาด้วยกัน ที่ตอนนี้ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ข้างหลัง
ใบชาที่กำลังยืนรอคิวอยู่เงียบ ๆ รับรู้ได้ถึงเงาสูงที่เข้ามาทาบทับบดบังแสงสว่าง เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วก็ต้องสบตากับเขาเต็ม ๆ อีกครั้ง
ตึกตัก! ตึกตัก!
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ขวางคิวคนอื่นอยู่ได้ ไม่ทราบว่าตาบอดหรือเปล่าคะ ถึงมองไม่เห็นป้ายแถว”
น้ำเสียงของใบชาสุภาพ เย็นชาและห่างเหิน เหมือนกำลังพูดกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต และสายตาที่มองหน้าเขานั้นมันว่างเปล่า สมเพช และไร้เยื่อใยต่อกันแล้วจริง ๆ
“เปล่าครับ ก็แค่รู้สึกว่าหน้าคุ้น ๆ เหมือนของเก่าที่พี่เคยรู้จักครับน้องแว่น”
“คงจำผิดคนแล้วล่ะค่ะ หน้าตาอย่างฉันมันโหล และฉันก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ไม่เคยรู้จักคนประเภทคุณมาก่อนในชีวิตค่ะ”
“คนประเภทพี่? หึ... ไหนลองอธิบายให้คนโง่ฟังหน่อยสิ ว่าผัวเก่าอย่างพี่มันเป็นคนประเภทไหน?”
“ประเภทที่ไร้มารยาททางสังคมน่ะค่ะ ยืนเกะกะขวางทางทำมาหากินของแม่ค้า แถมยังพูดจาสุนัขไม่รับประทานอีกต่างหาก ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กรุณาหลีกทางด้วยค่ะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนรำคาญ ก่อนจะเบี่ยงขยับตัวทำท่าเหมือนจะเดินเลี่ยงหนีไปอีกฝั่ง
“หึ ไม่ได้เจอกันนานปากดีขึ้นเยอะเลยนี่ใบชา กล้าพูดจาจิกกัดแบบนี้กับพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ หืม?”
ไทม์ขยับตัวก้าวมาดักหน้าเธอไว้ กวาดสายตามองการแต่งตัวมิดชิดของเธอหัวจรดเท้า
“ก็แต่งตัวป้า ๆ จืดชืดเหมือนเดิมนี่ อุส่าโดนพี่ทิ้งไป นึกว่าจะแซ่บขึ้นซะอีก”
“ขอโทษนะคะ เราสนิทกันถึงขั้นที่คุณมาใช้สรรพนาม ‘พี่’ ตีสนิทกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
ใบชาสวนกลับหน้าตาย เสียงเรียบสนิท
“หรือว่านี่คือมารยาทปกติของคนไร้การศึกษา ที่ชอบทักคนแปลกหน้ามั่วซะขนาดนี้ ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ ก็รบกวนเจียดเงินไปเช็กสมองที่แผนกจิตเวชโรงพยาบาลนะคะ อ้อ ไปตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยก็ดีนะคะ หน้าตาดูหมกมุ่น”
กึก!
คำด่าผู้ดีที่แสบสันถึงทรวงนั้น ทำเอาไทม์หน้าตึงไปชั่วขณะ สันกรามบดเข้าหากันแน่น ไม่คิดว่ายัยเด็กจืดชืดหัวอ่อนในอดีต จะปากจัดด่าเขาได้เจ็บแสบขนาดนี้
“มึงกล้าด่ากูเหรอใบชา!”
“คุณคงหูแว่วไปเองมั้งคะ ฉันไม่ได้ด่า ฉันแค่ตั้งคำถามเป็นวิทยาทานค่ะ รบกวนหลบทางด้วยค่ะ ฉันจะสั่งก๋วยเตี๋ยว อย่าต้องให้พูดอะไรซ้ำซาก”
“ไทม์คะ! เดินมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย ปล่อยพิงค์ยืนรอตั้งนาน”
เด็กบัญชีหน้าสวยเริ่มมีน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะเดินเข้ามาคล้องแขนของไทม์เอาไว้แน่น เหมือนต้องการประกาศตัวและแสดงความเป็นเจ้าของเพลย์บอยหนุ่มอย่างออกหน้าออกตา
“พิ้งค์รอตั้งนานนะคะ! อุ๊ย... แล้วนี่ใครคะเนี่ย ป้าที่ไหนมายืนขวางคิวคะ” หญิงสาวปรายตามองเหยียดใบชาตั้งแต่หัวจรดเท้า
ใบชาปรายตามองภาพน่าสมเพชตรงหน้า ก่อนจะเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง เธอหันกลับไปหาสาวบัญชี แล้วส่งยิ้มเย็นชาให้หนึ่งที
“เชิญดูแลแฟนของคุณให้ดี ๆ เถอะค่ะ อ้อ แล้วระวังจะติดเชื้อโรคความมักง่าย ร่านมั่วไม่เลือกจากเขานะคะ เตือนด้วยความหวังดีในฐานะนักศึกษาแพทย์ค่ะ”
ใบชาเลิกสนใจใยดี เธอหันกลับไปหาแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว สั่งอาหารด้วยน้ำเสียงปกติทันทีเมื่อถึงคิวของเธอ
“เส้นเล็กต้มยำไม่ใส่ถั่วงอกหนึ่งชามค่ะป้า”
เธอสั่งอาหารด้วยน้ำเสียงปกติ ก่อนจะจงใจพูดประโยคต่อมาเสียงดังฟังชัดโดยไม่ปรายตามองคนข้างหลัง
“แล้วก็ป้าคะ รบกวนป้าช่วยเอาสเปรย์มาฉีดไล่แมลงวันแถวหน้าร้านหน่อยนะคะ พอดีเมื่อกี้มีแมลงหวี่แมลงวันเน่า ๆ สองตัว มันบินมาตอมเกะกะแถวนี้ ดูน่ารำคาญและสกปรกมากเลยค่ะป้า”
นิ่งไว้ใบชา นิ่งเข้าไว้ เธอทำดีแล้ว ผู้ชายพรรค์นี้ ไม่มีค่าพอให้ต้องลดตัวไปชายตามองด้วยซ้ำ
ใบชาหลับตาลง บอกกับตัวเองในใจเบา ๆ พยายามสยบความสั่นไหวในหัวใจให้ลึกที่สุด
